บทที่ 4 หลังข่าวร้ายคือข่าวดี

มุมมองของซาร่าห์

หลังจากออกมาจากโรงแรมฮิลตัน ฉันก็ตัดสินใจแล้วว่าจะออกจากนิวยอร์ก เมื่อสูญเสียตำแหน่งงานแพทย์ฝึกหัดที่ เอชเอชซี ไป ฉันต้องหางานในโรงพยาบาลแห่งใหม่ เพื่อให้การฝึกงานของฉันจบให้ได้ แต่กว่าจะหางานได้ อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน

แถมเงินเดือนแพทย์ฝึกหัดก็น้อยเกินกว่าจะจ่ายค่าเช่าบ้านในนิวยอร์กต่อไปได้อีกปี

บางทีการกลับไปแอลเอก็อาจจะดีกว่า อย่างน้อยที่นั่นฉันก็ยังมีบ้าน...ถึงจะเป็นแค่บ้านในนามก็เถอะ

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรออก “ศาสตราจารย์วิลสันคะ ช่วงนี้ว่างไหมคะ? หนูต้องการความช่วยเหลือจากอาจารย์ค่ะ!”

“ไง ซาร่าห์ ที่นิวยอร์กเป็นยังไงบ้าง?”

เสียงของจอร์จ วิลสันฟังแล้วดูอบอุ่นเหมือนเดิม เขาพูดเสมอว่าฉันเป็นหนึ่งในนักเรียนดีเด่นไม่กี่คนในชีวิตการสอนของเขา หลังจากเรียนจบฉันก็ยังติดต่อกับเขามาโดยตลอด

“ขอโทษนะคะศาสตราจารย์วิลสัน หวังว่าคงไม่ได้รบกวนเวลาประชุมของอาจารย์นะคะ!” ฉันพูดติดตลก

สามปีที่แล้ว จอร์จ วิลสันได้ลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ที่วิทยาลัยการแพทย์นิวยอร์ก และไปรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารแพทย์ที่โรงพยาบาลโรคหัวใจ แอลเอ พรีเมียร์

ตอนนั้นเขาเคยบ่นกับฉันว่า ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดไม่ใช่การจับมีดผ่าตัด แต่เป็นการประชุมที่ไม่รู้จบ

“ฮ่าๆ การประชุมเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญที่สุดในโลกแล้วล่ะ”

"อาจารย์คะ หนู...ตอนนี้หนูต้องออกจาก เอชเอชซี แล้ว หนูไม่สามารถอยู่ที่นั่นต่อได้อีกแล้วค่ะ" เสียงของฉันค่อย ๆ แผ่วลง

ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นจอร์จก็พูดว่า “ฉันเชื่อว่าเธอต้องมีเหตุผลที่ดีพอ มาสิ มาที่แอลเอนะ ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เป็นเพื่อนร่วมงานกับเธอ ฉันจะนัดสัมภาษณ์กับหัวหน้าแผนกศัลยกรรมให้ และจะแนะนำเธออย่างเต็มที่ให้ได้เป็นแพทย์ฝึกหัดที่นี่!”

น้ำตาของฉันเอ่อคลอขึ้นมาทันที เขาก็ยังคงเป็นเขา อาจารย์ที่เชื่อใจฉันอย่างไม่มีเงื่อนไขเหมือนพ่อคนหนึ่ง!

“ขอบคุณนะคะ อาจารย์เป็นเหมือนเทวดาจริง ๆ!”

“ฮ่า ๆ เทวดาที่ไหนจะมีริ้วรอยเต็มหน้าแบบนี้กัน!”

หลังจากที่คุ้นเคยกับตึกระฟ้าในแมนฮัตตันของนิวยอร์ก พอเหยียบแผ่นดินแอลเอ ฉันก็ยังรู้สึกไม่ชินตากับเมืองที่ดูราบเรียบกว่ามากนัก ไม่นานฉันก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับมาถึงบ้าน

บ้านของฉันเป็นอาคารสีขาวสามชั้นเล็กๆ ด้านนอกมีสวนขนาดไม่เล็กเลย

แต่ที่ฉันคุ้นเคยมีเพียงชั้นแรกเท่านั้น สมัยเด็ก ๆ ฉันนอนอยู่ในห้องใต้บันไดข้างห้องครัว ชั้นบนเป็นห้องนอนและห้องแต่งตัวของพ่อแม่และเอมิลี่ ถ้าไม่มีเรื่องฉุกเฉิน ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้เหยียบย่างขึ้นไปเด็ดขาด

ฉันผลักประตูห้องเล็ก ๆ นั้นเข้าไป ฝุ่นก็ฟุ้งกระจายออกมา ที่นี่ไม่เหลือร่องรอยการอยู่อาศัยของฉันอีกแล้ว มันเต็มไปด้วยกล่องกระดาษต่างๆ กลายเป็นห้องเก็บของไปแล้ว

ฉันยิ้มอย่างเศร้าใจ แต่มันก็สมเหตุสมผลดี ฉันอยู่โรงเรียนประจำมาตั้งแต่เกรดแปด นี่ก็เกือบสิบปีแล้ว

แต่ห้องของเอมิลี่ที่อยู่ชั้นบนต้องได้รับการดูแลแตกต่างจากฉันอย่างแน่นอน ฉันจินตนาการได้เลยว่ามันยังคงสภาพเดิม สะอาดสะอ้าน และแม่คงจะทำความสะอาดทุกสัปดาห์ เมื่อเอมิลี่กลับบ้าน เธอก็สามารถนอนลงได้อย่างสบาย

ก็เพราะว่าที่นี่คือบ้านของเธอ ไม่ใช่ของฉัน

ก่อนกลับมาถึงบ้าน ฉันได้โทรคุยกับแม่แล้ว เธอโกรธมากที่ฉันกลับมาแอลเอกะทันหัน และแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อฉันที่เปรียบเสมือนหางที่สลัดไม่หลุด หลังจากที่ฉันรับประกันหลายครั้งว่าจะย้ายออกไปภายในหนึ่งเดือน ในที่สุดเธอก็ยอมให้ฉันพักอาศัยได้

ช่วงนี้แม่กับเอมิลี่ไปอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ของคู่หมั้นเพื่อเตรียมงานแต่งงาน

ฟังจากน้ำเสียงของเธอแล้ว ดูเหมือนว่าคฤหาสน์หลังนั้นจะเป็นคฤหาสน์สุดหรูที่เทียบได้กับคฤหาสน์บิลต์มอร์ เลยทีเดียว

ฉันแค่นยิ้มออกมา แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ

เพราะท้ายที่สุดแล้วฉันก็ทำได้แค่พักอาศัยชั่วคราวในบ้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นหลังนี้ ไม่มีเตียงเป็นของตัวเอง คืนนี้คงต้องนอนบนโซฟาในห้องนั่งเล่น

แม้ว่าเบาะโซฟาจะค่อนข้างแข็ง แต่ฉันที่เหนื่อยล้าจากการทำความสะอาดมานานก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

ฉันฝันถึงพ่อ...หรือจะให้พูดให้ถูกก็คือ พ่อบุญธรรมของฉัน มาร์ติน เดวิส

ในฝัน แม้ว่าผมของเขาจะเริ่มล้านแล้ว แต่ก็ยังดูหนุ่มมาก อายุราว ๆ สามสิบกว่าได้

เขาเดินเข้ามาหาฉันด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรัก ตบไหล่ฉันเบา ๆ จัดผมให้ฉัน ราวกับพ่อแท้ ๆ ฉันอดไม่ได้ที่จะเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อขอกอด

วินาทีต่อมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นน่าเกลียดน่ากลัวและลามก มือใหญ่ข้างหนึ่งสอดเข้ามาใต้เสื้อเชิ้ตของฉันแล้วบีบขยำหน้าอกของฉัน

ฉันดิ้นรนไม่หยุด แต่ก็ถูกเขากอดรัดไว้แน่น

ฉันกรีดร้องสุดเสียงแล้วสะดุ้งตื่นจากฝัน บนหน้าผากมีเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มไปหมด

ฝันร้ายในความเป็นจริงเมื่อสิบปีก่อนยังคงตามมาหลอกหลอนในความฝันของฉัน ทำให้ฉันหายใจหอบถี่ เหงื่อกาฬไหลท่วมตัวและขนลุกซู่

ฉันเหมือนเห็นภาพเขาอีกครั้ง เขากำลังช่วยตัวเองต่อหน้าฉันในความมืด บนโซฟาในห้องนั่งเล่นตัวนี้

เขาพูดว่า “มาสิ ซาร่าห์น้อย มาเล่นเกมกับพ่อหน่อยดีไหม?”

จากนั้นเขาก็เปิดกระโปรงของฉันขึ้น แล้วมุดหัวเข้าไปข้างใน

น่าขยะแขยง

ฉันอดที่จะอาเจียนออกมาไม่ได้

ในวัยเด็กที่น่าเศร้าของฉัน ไม่รู้กี่คืนต่อกี่คืนที่ฉันต้องขดตัวอยู่บนเตียงเล็ก ๆ ของตัวเอง ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวว่าปีศาจตนนี้จะมาเปิดประตูห้องของฉัน

และไม่รู้กี่ครั้งที่ต้องดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง แต่ก็ยังคงถูกมือของเขาลูบไล้

ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยขอความช่วยเหลือ

ฉันร้องไห้ฟูมฟายเล่าพฤติกรรมน่าขยะแขยงที่สามีของเธอทำกับฉันให้จูเลียฟัง แต่สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่การปกป้องและปลอบโยน แต่เป็นคำด่าทอที่เกรี้ยวกราด

ราวกับว่าฉันคือคนบาปที่ทำลายครอบครัวของเธอ

“อีเด็กใจแตก! ดูสารรูปตัวเองสิ ชอบแอ่นอกใหญ่ ๆ ของแกเพื่อดึงดูดความสนใจจากเพื่อนผู้ชายที่โรงเรียน ตอนนี้ยังจะมายั่วพ่อของแกที่บ้านอีก! พระเจ้า นี่ท่านส่งแกมาเพื่อลงโทษฉันและทำลายความสุขในครอบครัวของฉันใช่ไหม!”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ฉันตกตะลึงไปเลย

ฉันรู้ว่าจูเลียไม่ชอบฉัน แต่ไม่คิดว่าเธอจะไม่ใช่แค่ไม่ชอบ แต่เกลียดชังฉันเลยต่างหาก หากยังอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป ฉันคงไม่บ้าก็ตาย

ดังนั้นฉันจึงเลือกที่จะหนีออกจากนรกขุมนี้

ตอนนั้นฉันอายุเท่าไหร่กันนะ?

สิบสาม? สิบสี่? อาจจะประมาณนั้น

ฉันขอความช่วยเหลือจากคุณครูที่ค่อนข้างสนิทที่โรงเรียน ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมประจำ โชคดีที่ด้วยผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม ทางโรงเรียนจึงยกเว้นค่าเล่าเรียนและค่าหอพักให้ฉัน

ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็ใช้ชีวิตหาเลี้ยงตัวเอง ดูแลตัวเองมาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันใช้มือถือเช็คอีเมลฉบับหนึ่ง

เป็นการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการจากโรงพยาบาลนิวยอร์ก ซีเอชเอชซี

“ซาร่าห์ เดวิส เราขอแจ้งให้คุณทราบอย่างเป็นทางการว่า หลังจากการประเมินโดยหัวหน้าแผนกศัลยกรรม ซึ่งเป็นหัวหน้างานโดยตรงของคุณ ดร.เดวิด มิลเลอร์ พบว่าความสามารถในการปฏิบัติงานของคุณไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน และไม่มีคุณสมบัติที่พนักงานประจำของโรงพยาบาลแห่งนี้พึงมี ดังนั้นช่วงเวลาการฝึกงานของคุณจึงสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ”

ด็อกเตอร์เดวิด?

ไอ้สารเลวนั่นน่ะเหรอ? เขามีสิทธิ์อะไรมาประเมินฉัน?

ไอ้เดนมนุษย์!

แต่ความรู้สึกสิ้นหวังก็ยังคงท่วมท้นเข้ามาในใจ ฉันเอนตัวลงนอนบนโซฟาอีกครั้ง

เพราะปีการฝึกงานของฉันที่นิวยอร์ก ซีเอชเอชซี เหลืออีกแค่เดือนเดียวเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเดวิด ฉันคงทนต่อไปอีกเดือนเดียวก็ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำแล้ว แต่ตอนนี้ฉันกลับต้องมารบกวนจอร์จเพื่อมาเริ่มต้นปีการฝึกงานใหม่ที่แอลเอ

แต่ฉันจะไม่ปล่อยเดวิดไปแน่

ทันใดนั้น โทรศัพท์ก็สั่นขึ้น เป็นข้อความจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก

"ซาร่าห์ ยินดีด้วยนะ! ได้รับจดหมายแจ้งจากโรงพยาบาลแล้ว คงจะเซอร์ไพรส์น่าดูเลยสิ?! รู้สึกยังไงบ้างล่ะ? เสียใจมากเลยใช่ไหม? อีนังตัวดี ถ้าเธอยอมคุกเข่าแล้วอมให้ฉันดี ๆ ฉันอาจจะลืมพฤติกรรมหยาบคายของเธอในคืนนั้นก็ได้นะ และการที่เธอจะกลับมาที่ เอชเอชซี มันก็แค่ลายเซ็นเดียวของฉันเท่านั้นแหละ!"

ไอ้สารเลว!

วินาทีนี้ฉันรู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่ในที่สุดก็ได้หลุดพ้นจากกรงเล็บของเขาเสียที

ถ้าได้เจอเดวิดอีกครั้ง แค่เห็นหน้าแวบเดียว ฉันก็คงอดใจไม่ไหวที่จะยกมีดผ่าตัดขึ้นมาตัดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นบางอย่างบนร่างกายของเขาทิ้งไป

ตอนนี้ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

ไม่อย่างนั้น ถึงแม้ฉันจะหนีรอดมาได้ เขาก็จะยื่นกรงเล็บของเขาไปหาแพทย์หญิงและพยาบาลคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัว

ดังนั้นฉันจึงรีบแคปหน้าจอ เปิด จีเมล แล้วพิมพ์อีเมลของคณะกรรมการจริยธรรมของ เอชเอชซี ลงไป พร้อมกับพิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็ว

“กรุณาตรวจสอบไอ้สารเลวที่ชอบข่มขืนคนอื่นคนนี้อย่างละเอียดด้วยค่ะ! ฉันไม่อยากให้การที่ฉันจากไปทำให้เขาได้ใจมากขึ้น จนไปทำร้ายเพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนอื่น ๆ ในโรงพยาบาล”

ส่ง!

ถึงแม้ว่าฉันจะไม่สามารถทำให้เขาถูกไล่ออกได้จริง ๆ แต่อย่างน้อยก็คงสร้างความรำคาญให้เขาสักพัก

อย่างน้อยเขาก็คงไม่กล้าไปเกี้ยวพาราสีเพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนอื่น ๆ ในโรงพยาบาล

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากศาสตราจารย์วิลสัน

“ซาร่าห์ พรุ่งนี้เช้า มาที่โรงพยาบาลโรคหัวใจ แอลเอ พรีเมียร์นะ หัวหน้าแผนกศัลยกรรม คุณแบรนดท์ จะสัมภาษณ์เธอด้วยตัวเอง เตรียมตัวให้ดีล่ะ”

ฉันตื่นเต้นมากจนแทบจะกระโดดตัวลอย

อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่ข่าวร้ายทั้งหมดใช่ไหมล่ะ?

บทก่อนหน้า
บทถัดไป