บทที่ 11 11
เธอเคาะประตูห้องตามมารยาท รอจนเจ้าของห้องเอ่ยปากอนุญาตถึงเปิดประตูเข้าไป
ทว่า… ในห้องทำงานสามีมีคนอื่นอยู่ด้วย มัสยาลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือเปล่า ที่มาก็ไม่ได้แจ้งเขาล่วงหน้า
“เข้ามาสิ” เจ้าของห้องอนุญาต ขณะที่แขกของเขาส่งยิ้มให้ท่าทางดูเป็นมิตรมากกว่าสามีของเธอเสียอีก
“ขอโทษค่ะ ว่านไม่รู้ว่าคุณมีแขกอยู่”
“สวัสดีครับน้องว่าน นี่พี่ธีร์ไง” เห็นท่าทีของมัสยาแล้ว ธีรพัทธิ์มั่นใจว่าน้องคงจำเขาไม่ได้ แต่ก็ไม่แปลกเพราะมัสยาเคยคุยกับเขาแค่ไม่กี่ครั้ง “พี่เคยปั่นจักรยานพาว่านซ้อนท้ายไปตามไอ้โมกข์ที่สนามบอล”
หญิงสาวยืนนึกพยายามค้นหาความจำในช่วงเวลาเหล่านั้น จำได้คลับคล้ายคลับคลาเหมือนว่าเธอไปหาโมกข์ที่บ้านแล้วไม่เจอ แล้วก็มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งบอกว่าเป็นเพื่อนสนิทของโมกข์อาสาจะพาไปตาม
‘คุณป้าบอกว่ามันออกไปเตะบอล น้องจะออกไปตามไอ้โมกข์กับพี่หรือเปล่าล่ะ’
‘แล้วพี่เป็นใครคะ’
‘พี่ชื่อธีร์ เป็นเพื่อนมัน’
ภาพในอดีตเริ่มไหลย้อนเข้ามาเป็นฉากๆ พาให้ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นจางๆ จำได้ว่าเจอกันไม่กี่ครั้งแต่ดูเหมือนเธอได้ความช่วยเหลือจากธีรพัทธิ์ทุกรอบ
“ว่านนี่ความจำสั้นจริงๆ สวัสดีค่ะพี่ธีร์”
“แค่จำได้พี่ก็ดีใจแล้วครับ”
“กูต้องออกไปข้างนอกไหม? เล่นคุยกันข้ามหัวขนาดนี้” ทนฟังมานาน ทำเหมือนเขาเป็นหัวหลักหัวตอ นัยน์ตาเข้มมองภรรยาที่ยืนถือถุงผ้าอยู่กลางห้อง “สรุปมีธุระอะไร ทำไมไม่โทรบอกผมก่อน”
มัสยาเกือบจะกลอกตาเป็นวงกลม แต่มีแขกอยู่ด้วยถึงจะเป็นเพื่อนสนิทโมกข์ก็เถอะ เธอไม่รู้ว่าเขาต้องการรักษาภาพลักษณ์เรื่องสามีภรรยาด้วยหรือเปล่า แต่เดาว่าธีรพัทธิ์น่าจะล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโมกข์อยู่พอสมควร
ไม่งั้นเขาไม่ฉีกหน้าเธอต่อหน้าเพื่อนแบบนี้หรอก
“ว่านมีเรื่องจะคุยกับคุณน่ะค่ะ แต่คิดว่าเดี๋ยวไว้คุยที่บ้านก็ได้”
โมกข์พยักหน้ารับไม่หือไม่อือเท่าไหร่ พอเดาออกว่าถึงอย่างไร
มัสยาคงมีจุดประสงค์ถึงได้เดินทางมาถึงที่นี่
“ว่านทำอาหารมาเผื่อด้วย คุณโมกข์จะรับไว้ไหมคะ”
“ไม่ละ ผมจะออกไปข้างนอกกับมัน” เขาตอบพร้อมกับพยักพเยิดหน้าไปทางเพื่อนที่นั่งจ้องของในถุงผ้า
“ถ้ามึงไม่เอา” ธีรพัทธิ์ย้ายสายตาไปมองเจ้าของบริษัท มุมปากยกสูงขึ้นก่อนพูดในสิ่งที่คิดไว้ “งั้นกูขอ”
“เอาไปดิ” โมกข์ไหวไหล่ไม่ได้นึกหวงอะไรกับของประเภทนั้น “แต่ถามเจ้าตัวเขาดูก่อนว่าเต็มใจให้มึงไหม เพราะว่านอาจจะตั้งใจทำมาให้กู”
มัสยาไม่คิดสานต่อประโยคของโมกข์ แต่เดินไปยังโซฟาที่ธีรพัทธิ์นั่งอยู่แล้ววางถุงผ้าวางไว้บนโต๊ะกลาง
“ปลากะพงลวกจิ้มค่ะ มีน้ำจิ้มแยกไว้ ถ้าเก็บไว้กินมื้อเย็น พี่ธีร์เอาปลาไปอุ่นสักนิดนะคะ กินร้อนๆ น่าจะอร่อยกว่า”
“ขอบคุณครับ ไว้คราวหน้าเดี๋ยวพี่จะไปอุดหนุนที่ร้าน” มัสยาดูเปลี่ยนไปมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เคยเจอกันหญิงสาวมักจะแสดงความรู้สึกผ่านทางสีหน้าตลอด ไม่ว่าจะดีใจ โกรธ หรือแม้แต่เสียใจก็ตาม
แต่ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้ค่อนข้างไว้ตัวพอสมควร
“ยินดีต้อนรับค่ะ” คนตัวเล็กคลี่ยิ้มแล้วดึงตัวเองกลับไปที่เดิม “ยังไงว่านกลับก่อนนะคะ”
“กลับยังไง” คำถามนี้โมกข์เป็นคนเอ่ยปาก และถ้าฟังไม่ผิดหรือใจไม่ได้บอดจนเกินไป มัสยาคิดว่าน้ำเสียงนั้นช่างห้วนกระด้างเหลือเกิน
“ว่านขับรถมาค่ะ”
“อืม” ชายหนุ่มครางรับ สายตามองสำรวจเรือนร่างเจ้าของร่างบาง “ไว้เจอกันที่บ้าน”
ธีรพัทธิ์เอนหลังกับพนักโซฟา ใบหน้ามีรอยยิ้มประดับคล้ายพึงพอใจ น่าแปลกที่ผ่านมาก็หลายปีแต่อัตราการเต้นของหัวใจยังหนักหน่วงเหมือนเคยเมื่อเจอเธอ
“ไม่เหมือนที่มึงพูดไว้”
“มึงหมายถึงอะไร” โมกข์ข่มอาการบางอย่างไว้ในใจ มัสยาไม่คิดไว้หน้าเขาเลยด้วยซ้ำ กล้าดีอย่างไรถึงทำแบบนั้นขณะที่ยังมีสถานะภรรยาค้ำคออยู่
“สายตาที่ว่านมองมึง” คนพูดลูบปลายคางราวกับกำลังพิจารณา “เมื่อก่อนน้องมองมึงแบบเทิดทูน แววตาเป็นประกาย แต่ตอนนี้…”
“ตอนนี้ทำไม” เขาอยู่กับมัสยามาร่วมอาทิตย์ ยังไม่เคยเห็นสิ่งที่ว่ามา นี่มันกลับมาเจอหญิงสาวแค่ครั้งแรกแต่กลับวิเคราะห์เหลวไหล
เขาไม่ใช่คนหลงตัวเองอะไรหรอก เพียงแต่คนอย่างมัสยามีมารยามากมายนัก บางทีเจ้าตัวอาจจะมาในรูปแบบเหนือชั้นก็ได้
สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นจนเขาตกกระไดพลอยโจนด้วยนั้น แม้ยังควานหาตัวคนทำไม่ได้ แต่ถ้ามองในมุมคนที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุด ก็ยังเป็นฝ่ายครอบครัวนั้นอยู่ดี
“ว่านไม่ได้มองมึงเหมือนเมื่อก่อน”
“ใครบอกมึง”
“ไม่ต้องมีใครบอกก็มองออกเปล่าวะ” หรือที่โมกข์ยังเอาแต่ว่าร้ายมัสยาเป็นเพราะมันยังคิดว่าหญิงสาวปักใจไว้กับมันคนเดียว
“อะไรของมึง”
“ว่านยังน่ารักในสายตากู” ธีรพัทธิ์ยืดตัวนั่งหลังตรง ล้วงมือหยิบกล่องอาหารที่ถูกแพ็กมาอย่างดี ก่อนเก็บมันลงถุงผ้าเหมือนเดิม “แต่สิ่งที่มองแล้วไม่เหมือนเดิมก็คือเขาไม่ได้ชอบมึงแล้ว”
โมกข์เลิกคิ้วแล้วแค่นหัวเราะ แต่ไหนแต่ไรมัสยาในสายตาของธีรพัทธิ์ดูจะเป็นสาวน้อยเรียบร้อยของมันตลอดมา ต่อให้ผู้หญิงคนนั้นทำผิดอย่างไรมันก็ยังคอยให้ท้ายเสมอ
