บทที่ 12 12
เมื่อก่อนเขาเคยหลงผิด ตามใจจนเหลิง ส่งผลให้มัสยาคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเพราะแบบนั้นจึงมีคนต้องเจ็บตัวเพราะเธอ
“ถ้าจะชอบออกนอกหน้าขนาดนั้น ช่วยรอกูหย่าก่อนเถอะ”
“มึงจะหย่าแน่ใช่ไหม”
“เออ” โมกข์ตอบห้วนๆ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอกระแทกเสียง “แต่กูก็ไม่รู้ว่าเด็กนั่นจะยอมง่ายๆ หรือเปล่า เพราะบางทีที่กูต้องมาติดบ่วงนี้อาจจะเป็นแผน”
“แล้วมึงก็คิดว่าว่านเป็นคนวางแผน?” มีเหตุผลอะไรที่มัสยาต้องลงทุนทำแบบนั้น “ใจมึงมันอคติกับน้อง”
“กูไม่ได้อคติ” โมกข์มีสีหน้าเครียดขึง ยิ่งนึกย้อนถึงวันนั้นก็ยิ่งปวดหัวเพราะแทบจำอะไรไม่ได้เลย ทั้งที่อยู่ในสถานที่ของตัวเองแท้ๆ ยังเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นได้ “มันมีมูลเหตุจงใจอยู่”
“ยังไง”
“มึงก็น่าจะพอรู้ว่าหลายปีมานี้กูกับว่านไม่ได้ลงรอยกันเหมือนเมื่อก่อน ก็มีเปรยๆ เรื่องสัญญาแต่งงานคงต้องยกเลิกแล้วตอบแทนเป็นอย่างอื่นแทน”
อันที่จริงเรื่องแต่งงานโมกข์ไม่เคยเห็นด้วยแต่แรกอยู่แล้ว ต่อให้เขากับมัสยาไม่มีเรื่องบาดหมางใจกันก็ไม่สมควรถูกจับคลุมถุงชน เราควรเป็นคนกำหนดเส้นทางชีวิตเองหาใช่ให้คนอื่นมาขีดให้
“ธุรกิจของอารุตขาดทุนมาหลายปี อยู่ๆ เรื่องกูกับว่านก็เกิดขึ้น มึงคิดว่าไงล่ะ”
“…”
“แต่กูเข้าไปนอนแก้ผ้าบนเตียงว่านได้ยังไงนี่ดิ” ถ้ามีสติถึงจะมี
ไม่เต็มร้อย ให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่มีวันเดินเข้าห้องที่มัสยาใช้พักผ่อน “ถ้าจะบอกว่าเด็กนั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กูว่ามันเชื่อยาก”
“หรืออีกอย่าง” ธีรพัทธิ์ตั้งข้อสันนิษฐานบ้าง “บางทีว่านอาจเป็นเหยื่อเหมือนมึงก็ได้”
“เหอะ” เหยื่อตัวจริงคือเขาต่างหาก “ยัยนั่นจะตกเป็นเหยื่อได้ไง ในเมื่อตัวเองก็ได้รับผลประโยชน์เหมือนกัน มีแต่ได้กับได้น่ะสิไม่ว่า”
“เดี๋ยวก่อนๆ” คนเป็นเพื่อนปัดมือไปมา “ว่านได้ผลประโยชน์ยังไง อย่าบอกนะว่าคือการที่ได้แต่งงานกับมึง”
ข้อนี้ทำให้โมกข์ไปไม่เป็น เพราะที่ผ่านมามัสยาก็ไม่ได้มีทีท่ารักใคร่พิศวาสเขาเหมือนก่อน แต่อย่างที่บอกว่าเขาไม่เคยวางใจผู้หญิงคนนั้น
คนที่สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการแบบนั้น ถูกตั้งข้อสงสัยเอาไว้มันก็ถูกแล้ว
“ถ้าน้องไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย นี่ก็น่าเห็นใจ” อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นกลายๆ เหมือนตั้งคำถามไปในตัว ธีรพัทธิ์จึงพูดต่อ “ถ้ากูเป็นว่านคงทุกข์ใจว่ะ ต้องมาอยู่กับคนอย่างมึง”
“คนอย่างกูมันทำไม?”
“ว่านเคยรักมึง แล้วก็ถูกมึงหักอกแถมยังตั้งแง่ใส่ แสดงออกชัดเจนว่าเกลียดขนาดนั้น ตอนนี้ต้องมาอยู่ด้วยกัน มึงคิดว่าว่านจะมีความสุขเหรอวะ” ต่อให้วันนี้มัสยาจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับโมกข์แล้วก็ตาม แต่การที่ต้องอยู่ร่วมกันโดยที่อีกฝ่ายจ้องจับผิดกันตลอดเวลาแบบนี้
มันย่อมส่งผลบางอย่างอยู่แล้ว
“ทำเหมือนกูมีความสุข” โมกข์สบถอย่างหงุดหงิด เริ่มหัวเสียกับเรื่องของมัสยา “กูรู้ว่ามึงชอบว่าน แต่กูก็เพื่อนไหมวะ จำเป็นต้องเข้าข้างขนาดนั้น?”
ธีรพัทธิ์ไม่ได้วาดฝันไว้ว่าอยากเป็นคนข้างกายของมัสยา อีกอย่างตอนนี้หญิงสาวมีสถานะเป็นภรรยาของเพื่อน แม้ระหว่างมันกับน้องจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางกาย แต่อย่างไรคนที่เสียหายก็ยังเป็นฝ่ายหญิงอยู่ดี
ที่สำคัญ… ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร วันหนึ่งโมกข์อาจจะกลับลำในสิ่งที่เคยปรามาสในวันนี้ คนที่ ‘เคย’ มีความรู้สึกดีๆ ต่อกันไม่ได้ต่างอะไรจากถ่านไฟเก่า
วันนี้มันบอกเกลียดมัสยา แต่วันข้างหน้าล่ะ จะเอาอะไรมายืนยันว่าความรู้สึกของโมกข์จะไม่เปลี่ยนไป
มันคือความเสี่ยงอย่างหนึ่ง นอกจากโมกข์แล้วก็ไม่มีอะไรกำหนดได้แน่ชัดเหมือนกันว่ามัสยาจะไม่กลับไปรักเพื่อนของเขาอีกครั้ง
“พูดไปตามเนื้อผ้า มึงไม่มีหลักฐาน อย่าเพิ่งปรักปรำว่านเลย” ธีรพัทธิ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ หากโชคชะตาเข้าข้างเขา ก็ขอให้มัสยาเปิดใจให้กัน
แต่ดูจากท่าทีแล้ว… อย่าว่าจะเปิดใจให้เขาเลย เธอแทบไม่เปิดรับใครเข้าไปด้วยซ้ำ
“ไอ้โมกข์ กูถามไรอย่างหนึ่ง” ท่าทางจริงจังของธีรพัทธิ์ส่งผลให้เจ้าของห้องพยักหน้ารับ “มึงเคยรักว่านบ้างหรือเปล่า”
“…” คำถามนั้นส่งผลให้โมกข์ชะงัก ปลายเท้าหยุดอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงาน หันไปมองหน้าเพื่อนที่จ้องกันก่อนอยู่แล้ว
“กูหมายถึงเมื่อก่อน” ธีรพัทธิ์แค่อยากแน่ใจอะไรบางอย่างก็เท่านั้น
โมกข์มีสีหน้าผิดแผกไปจากเดิม ยามเมื่อนึกถึงวันเวลาเก่าๆ ความรู้สึกบางอย่างกลับตีตื้นขึ้นมา
“กูคิดกับว่านแค่น้องสาว ไม่เคยคิดเป็นอย่างอื่น”
ธีรพัทธิ์จ้องตาเพื่อนราวกับต้องการคำยืนยันแน่ชัด และเขาก็เห็นคำตอบอยู่ในแววตาไอ้เพื่อนตัวดี มุมปากหยักหยัดยิ้มเสริมทับอีกคำถาม
“เท่ากับว่ามึงเลือกฝัน” ปาลิดาถือเป็นตัวแปรสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างโมกข์กับมัสยา “ไม่คบกันจริงๆ จังๆ ไปเลยวะ ดึงเวลาให้มันยืดเยื้อทำไม”
“สรุปวันนี้กูจะได้กินข้าวไหม ลีลานักนะมึง” คนตัดบทรีบเฉไฉไปเรื่องอื่น ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้โมกข์ก็ไม่เคยให้คำตอบเรื่องนี้สักครั้ง
