บทที่ 13 13
จากที่ตั้งใจจะกลับเข้าร้านแต่มีอันต้องเปลี่ยนแผน มัสยารับสายจากมารดาหลังจากออกจากบริษัทโมกข์ ฟังจากน้ำเสียงก็พอรู้ว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก พวงมาลัยรถจำเป็นต้องหักไปอีกทางเมื่อเป้าหมายเปลี่ยนไป ดูทรงแล้วเผลอๆ วันนี้เธออาจจะไม่ได้เข้าร้านอีกจึงต้องโทรบอกเด็กที่ร้านไว้
คิ้วเรียวพาดอยู่เหนือดวงตากลมขมวดมุ่น การที่มารดาต่อสายหาแบบนี้ไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรอีกเหรอ ยิ่งคิดก็ยิ่งพาให้เครียดจนต้องรีบสลัดเรื่องพวกนั้นออกจากสมอง
บางที… อาจจะไม่มีอะไร
ทว่าพอกลับมาเยือนบ้านตัวเองอีกครั้ง สิ่งที่เธอกังวลมาตลอดทางกลับกลายเป็นความจริง สร้างความหนักใจให้แก่มัสยาอย่างยิ่งยวด
“คุยกับโมกข์ให้หน่อย พ่ออยากจะยืมเงินสักก้อน” ศรุตพูดด้วยท่าทีสบาย แต่ภายในใจเต็มไปด้วยความคาดหวัง
สิ่งที่คนเป็นพ่อเอ่ยมานั้นทำเอามัสยาเผลอกำมือแน่น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและเป็นครั้งที่เท่าไหร่เธอก็ไม่อาจนับนิ้วได้ หากบาปบุญมีจริงมัสยาเชื่อว่าตัวเองคงตกนรกอย่างไม่ต้องสงสัย
บิดาของเธอเป็นคนเห็นแก่ตัว ถือความพอใจตัวเองเป็นหลัก
ไม่เคยสนใจว่าคู่ชีวิตจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ในขณะที่มารดาทำหน้าที่ภรรยาที่ดีได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เธอเคยเอ่ยปากชวนคนเป็นแม่ไปอยู่ด้วยกัน แม้รู้ว่ามันไม่ควรแต่ถ้าท่านรับปาก เธอก็จะยอมบากหน้าไปขอร้องกับโมกข์
‘แม่รู้ว่าว่านเป็นห่วง แต่แม่อยู่ได้ลูก’
สิ่งที่มารดายังยืนหยัดอยู่เคียงข้างคนเป็นพ่อคือความรัก แต่เธอ
ไม่รู้ว่าบิดามีสิ่งนั้นให้คนเป็นแม่บ้างไหม เพราะถ้าท่านรักและเป็นห่วง
คนอื่นบ้างคงไม่ขยันสร้างเรื่องแบบนี้
“คุณพ่อต้องการเงินเท่าไหร่คะ ว่านจะไปเบิกให้”
“เฮอะ!” ศรุตถึงกับแค่นหัวเราะปรายตามองบุตรสาวตัวเอง “ลำพังไอ้ร้านอาหารระดับล่างของแกมันจะไปพอค่าใช้จ่ายอะไร”
มัสยาจิกเนื้อตัวเองแน่นข่มความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาในขณะนี้ แต่ใบหน้ายังคงฉาบไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้แล้ว
“มันเป็นเรื่องในครอบครัวเรา ว่านไม่อยากให้คุณโมกข์ยุ่งเรื่องนี้”
“แกแต่งงานกับเขาแล้ว ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน” น้ำเสียงของท่านเริ่มห้วนขึ้นเรื่อยๆ “ยืมแค่สิบล้าน บัญชีผัวแกคงไม่สะเทือนหรอกมั้ง”
สิบล้าน!
“พ่อไม่คิดว่าเงินจำนวนนี้ มันจะมากเกินไปเหรอคะ”
“แกต้องไปพูดกับเขา พ่อรอไม่ได้”
ยามที่ไม่ได้ดังใจ จาก ‘ลูก’ จะเปลี่ยนเป็น ‘แก’ เสมอ ท่านทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นสิ่งของเพื่อต่อยอดธุรกิจเท่านั้น
บางที ‘ครอบครัว’ อาจจะไม่ใช่ ‘safe zone’ สำหรับเธอ
“พ่อก็น่าจะรู้” หญิงสาวหลับตาลงข่มความขมขื่นที่ตีตื้นขึ้นมา “ที่ว่านกับเขาต้องแต่งงานกันเป็นเพราะอะไร”
แน่นอนว่าศรุตไม่พอใจ อารมณ์นั้นแสดงออกอย่างชัดเจนผ่าน
สีหน้าของท่าน หฤทัยรีบลูบต้นแขนสามีหวังให้ลดความกรุ่นโกรธลง
“แล้วยังไง!” ศรุตชินกับการมีอำนาจชี้นิ้วสั่งทุกคนนั้นฝังรากลึก และมักเดือดพล่านเลือดขึ้นหน้าทุกครั้งที่โดนยอกย้อน โดยเฉพาะหากคนเหล่านั้นเป็นคนในครอบครัว “ฉันเป็นพ่อแก สั่งอะไรก็ต้องทำ!”
“คุณคะ ใจเย็นก่อน”
หฤทัยหน้าเสียเมื่อโดนสามีสะบัดแขนจนหลุด แถมยังถูกชี้หน้าตามแรงอารมณ์ที่คุกรุ่น
“ให้ผมใจเย็นยังไง” ชายสูงวัยเดินวนไปมาอย่างหัวเสีย สุดท้ายปลายเท้าก็หยุดตรงหน้าลูกสาวที่คนทั้งครอบครัวฝากความหวังเอาไว้ “แกรู้เอาไว้เลย ถ้าฉันไม่ได้เงินก้อนนั้น ครอบครัวเราจะพัง”
“…”
“แล้วถ้ามันพัง ก็เป็นเพราะแก!”
นาทีนี้มัสยาอยากจะหัวเราะให้สาสมกับสิ่งที่ได้รับกลับมา
“มันเป็นเพราะความไม่รู้จักพอของพ่อมากกว่ามั้งคะ”
ดูเหมือนคำพูดของเธอนั้นจะสร้างความโมโหให้กับบิดาไม่น้อย สิ่งที่มัสยาพอจะจำได้เพียงเสี้ยววินาทีก็คือแววตาแข็งกร้าว รวมถึงใบหน้าบูดเบี้ยวตามแรงอารมณ์ ก่อนที่ท่านจะเงื้อมมือฟาดเข้าที่แก้มเธออย่างจัง
ความรู้สึกแรกที่ได้รับคืออาการชาที่หน้าทั้งแถบตามด้วยหูที่ดูเหมือนจะอื้อไปชั่วขณะ แถมลิ้นยังรับรสชาติเฝื่อนๆ จากคาวเลือด นอกจากสิ่งที่บอกมาข้างต้นมัสยาก็ไม่รู้สึกอะไรอีก
เสียงหวีดร้องของมารดาดังขึ้น แต่ท่านยืนปิดปากอยู่ข้างๆ มัสยาส่งสายตาห้ามไม่ให้ท่านยื่นมือเข้ามาช่วย
ไม่อย่างนั้นคนเป็นแม่อาจจะโดนลูกหลง
“รู้แบบนี้ฉันให้ยัยฝันแต่งงานกับเจ้าโมกข์ตั้งแต่แรกก็ดี” ศรุตแค่นหัวเราะยืนเท้าเอวปรายตามองบุตรสาวที่เพิ่งลงไม้ลงมือใส่ “แกนี่มัน… ไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง”
เมื่อเห็นท่าไม่ดีหฤทัยจึงค่อยๆ ดึงตัวลูกออกมา รอยนิ้วบนแก้มนวลเด่นชัดกลายเป็นหลักฐานการถูกทำร้ายร่างกาย กระนั้นเธอยังไม่เห็นน้ำตาของลูกสักหยด ไม่มีแม้แต่ร่องรอยความเสียใจในแววตาคู่นั้น
กลายเป็นตัวเองมากกว่าที่อดสูในความอ่อนแอ ไม่สามารถปกป้องลูกได้เลย
“ถ้าคุณจะเรียกลูกมาเพื่อต่อว่าตบตีแบบนี้ก็พอเถอะค่ะ” หฤทัยตัดสินใจพูดในที่สุด ชั่ววินาทีเกือบกลั้นหายใจเมื่อโดนตวัดตาใส่
“อย่ามาขึ้นเสียงใส่ผมนะฤทัย!”
“ไว้คุณมีสติและเหตุผลมากกว่านี้ เราค่อยคุยกัน”
เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่มัสยาเห็นคนเป็นแม่ยอมฮึดสู้บิดา บางทีอาจเป็นเพราะเรื่องราวมันเลยเถิดถึงขนาดลงมือตบหน้ากระมัง
