บทที่ 15 15

บ่ายคล้อยมัสยาขอตัวกลับ ระหว่างที่เดินผ่านสวนเพื่อที่จะไปยังโรงรถ กลับมีใครบางคนโผล่เข้ามาในระยะที่สายตามองเห็นได้ชัดเจน

“อ้าว” เจ้าของร่างเพรียวบางเดินนวยนาดเข้ามา การประจันหน้าระหว่างปาลิดากับเธอค่อนข้างถูกที่ถูกเวลาเสียเหลือเกิน “อยู่นี่เองเหรอ พี่ก็ว่า...”

มัสยาเลิกคิ้วเชิงตั้งคำถาม รู้แก่ใจว่าการที่ปาลิดาลากเสียงท้ายประโยคแบบนั้นก็เพื่ออยากให้เธออยากรู้ไม่ใช่เหรอ?

“มีนัดกินข้าวที่ร้านว่านพอดีน่ะ แต่ไปแล้วไม่เจอ” คนเป็นพี่หันมาแตะบ่าพลางบีบเบาๆ พิศมองคนอายุน้อยกว่าด้วยสายตาอ้อยอิ่งก่อนยกยิ้มมุมปาก “ว่านโอเคแน่นะ”

หึ...

“อะไรที่ทำให้พี่ฝันคิดว่าว่านไม่โอเคเหรอคะ” มัสยาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ยืนกอดอกถามคนที่กำลังส่งสายตาสงสารมาให้ อาจเป็นเพราะหมากไม่ได้เดินตามเกม อีกฝ่ายถึงมีท่าทีแปลกไปเล็กน้อย

“ก็... เรื่องของโมกข์” คนพูดดูจะลังเลว่าควรเอ่ยชื่อดีหรือเปล่า “ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันใช่ไหม”

มัสยาเหยียดยิ้มนึกดูแคลนอีกฝ่ายไม่น้อย เหมือนปาลิดาจะล่วงรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโมกข์ดีกว่าใครๆ จริงอยู่ที่เมื่อก่อนเธอเคยเป็นผู้หญิงไร้ซึ่งหัวคิด เอาแต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง สุดท้ายหลายๆ อย่างเลยพังพินาศจนกู้กลับไม่ได้อย่างไรล่ะ

คนเรามักเรียนรู้จากสิ่งผิดพลาดซึ่งมักมาพร้อมกับความเจ็บปวด เธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน

“ว่านกับคุณโมกข์ไม่ได้ญาติดีกันอยู่แล้ว” ดูเหมือนสิ่งที่เธอตอบไปจะเป็นทิศทางที่ทำให้คนตรงหน้าพึงพอใจไม่น้อย “คงต้องค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากัน แต่งงานกันแล้วนี่คะ”

“อือ นั่นสิ” ปาลิดาซ่อนสายตาวาววับอย่างรวดเร็ว แต่ใช่ว่ามัสยาจะมองไม่เห็น “โมกข์เป็นคนอารมณ์ร้อน อาจจะปากร้ายไปหน่อย ยังไงว่านก็อย่าโกรธเขาเลยนะ”

ยั่วยุเบาๆ เล่นสงครามประสาทกับเธอ ลูกไม้เดิมๆ ยังกล้านำกลับมาใช้

มัสยาดึงมือบอบบางของคนเป็นพี่มากุมใช้ปลายนิ้วคลึงหลังมือไปมา ดูเหมือนปาลิดาจะตกใจไม่น้อยถึงได้ดึงมือกลับ ทว่าเธอยึดไว้แน่น

“ว่านจะทำอะไร” น้ำเสียงนั้นดูลนลานจนน่าขัน

“สีเล็บสวยดี” หลุบตามองเล็บที่ถูกเคลือบด้วยสีน้ำตาลนู้ดแบบลูกแก้วแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาก่อนยกยิ้มจางๆ “เหมาะกับพี่ฝันดีนะคะ ว่านทาสีนี้แล้วไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่”

ใช่… มันเป็นสีเล็บที่เธอทาวันงานแต่งงาน ตามกันเป็นเงาขนาดนี้คนเดินหนีอย่างเธอชักเริ่มเหนื่อย

“...” ปาลิดาเม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง แต่ก็ยังที่จะฝืนยิ้ม

“ว่านไปก่อนดีกว่า” ขืนอยู่ต่อมีแต่จะเพิ่มความประสาทให้กับตัวเอง อีกอย่างเธอก็ไม่ได้รู้สึกดีหรือสนุกกับการตอบโต้คนอย่างปาลิดา

สักนิด

แต่ถ้าพูดจาแบบคนปกติไม่เป็นมันก็ต้องเจอย้อนกลับไปบ้าง        

“เดี๋ยวก่อนว่าน” คนเรียกรั้งมัสยาด้วยการคว้าหมับที่ต้นแขน หยิบของบางอย่างจากกระเป๋าสะพายแล้วยัดใส่มือน้อง “ฝากคืนให้โมกข์ด้วย เขาลืมไว้เมื่อกลางวัน”

กลางวัน?

กำลังจะบอกทางอ้อมว่ามื้อกลางวันพากันไปกินข้าวที่ร้านเธออย่างนั้นสินะ

“อ้อ ได้ค่ะ” อันที่จริงเธอจำไม่ได้หรอกว่าปากกาด้ามในมือนี้เป็นของโมกข์จริงหรือเปล่า “ที่จริงฝากเด็กที่ร้านก็ได้ นี่คะ”

“พี่แค่กลัวว่าเด็กจะทำหาย แล้วปากกาด้ามนี้โมกข์เขาสั่งทำขึ้นมา”

มัสยาหย่อนปากกาด้ามที่ว่าใส่กระเป๋าหิ้ว ดูเหมือนคนอย่าง

ปาลิดายังชื่นชอบการไล่กวดคนอื่นเพื่อที่จะเอาชนะให้ได้

“พี่ฝันเป็นเพื่อนที่ดีมากจริงๆ” สำหรับปาลิดาแล้วคำว่า ‘เพื่อน’ คงเป็นสิ่งจี้ใจหญิงสาวพอสมควร

“…”

“ไม่กวนแล้วดีกว่า ดูทรงแล้วน่าจะเหนื่อยกับการ ‘วิ่งตามว่าน’ พอสมควร พี่ฝันไปพักผ่อนเถอะค่ะ” มัสยาจงใจเน้นบางคำชัดเจนจนใบหน้าของอีกฝ่ายบิดเบี้ยวเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเก็บอาการได้ดีเหมือนกับทุกครั้ง “รถจอดไว้ที่โรงรถไม่ใช่เหรอคะ เดินมาถึงตรงนี้ก็ไกลอยู่นะ”

“พี่เห็นรถว่าน เลยเดินมาดูให้แน่ใจก็เท่านั้น” ปาลิดาปั้นหน้ายิ้มทว่าดวงตากลับแข็งกร้าวจนสังเกตเห็นได้ง่าย “ขับรถกลับดีๆ ล่ะ”

“ขอบคุณค่ะ พี่ฝันก็ดูแลสุขภาพด้วย”

“จ้ะ”

เมื่อก่อนเธอพลาดเองที่ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือสติ หวังให้เธองัดสันดานเดิมออกมาใช้น่ะเหรอ

ไม่มีทาง...

ขับรถมาสักพักมัสยาเพิ่งรู้ตัวว่าออกนอกเส้นทางมาพอสมควร ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ววันนี้ขอพักผ่อนหย่อนใจแล้วกัน เหลือบดูเวลาเห็นว่ายังพอเตร็ดเตร่ได้อีกราวๆ สองชั่วโมง

พอมีเวลาว่างได้อยู่กับตัวเอง มัสยาก็นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

เมื่อก่อนเธอกับโมกข์ค่อนข้างสนิทกันในระดับหนึ่ง จะพูดว่าสนิทเพราะเราเป็น ‘คู่หมั้น’ ก็คงไม่ผิดนัก

แต่ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปตั้งแต่ปาลิดาเข้ามา คงเพราะพวกเขาอายุเท่าๆ กัน ความชอบหรือรสนิยมคล้ายคลึงจนมีเรื่องให้พูดคุยกันบ่อยครั้ง

กระทั่งโมกข์มาเปรยๆ กับเธอเรื่องถอนหมั้น... เหมือนอยากให้เธอเป็นฝ่ายไปบอกผู้ใหญ่

ยอมรับว่านาทีนั้นเหมือนสมองเธอพร่าเบลอ ด้วยอายุและ

วุฒิภาวะในช่วงเวลานั้นมีไม่มากพอที่จะควบคุมสติและอารมณ์ได้ เป้าหมายที่พุ่งไปจึงเป็นปาลิดา

เหมือนกับตัวเองเคยเป็นคนสำคัญแล้วโดนลดบทบาทกลายเป็นคนที่อยู่วงจรรอบนอก มันทำให้มัสยารู้ว่าการที่โมกข์ทำดีด้วยนั้นเป็นเพราะหน้าที่คู่หมั้นค้ำคอ ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษให้แก่กัน

มัสยาจำได้ว่าเธอเคยส่ายหน้านึกระอากับคนที่ชอบแย่งผู้ชายในละคร ไม่คิดมาก่อนว่าวันหนึ่งตัวเองจะขาดสติพุ่งไปโวยวายกับลูกพี่ลูกน้องตัวเองเหมือนคนคลุ้มคลั่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป