บทที่ 18 18

ไอ้หมาขนสีดำมันเรียกร้องความสนใจจนน่ารำคาญ เห่าเรียก

มัสยาราวกับว่าไม่เจอกันมาเป็นสิบๆ ปี พอถึงบ้านเหมือนมันรู้ว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย ไอ้ตัวที่มัสยาเรียกว่าโอเลี้ยงส่ายตูดกระดิกหางเหมือนคอปเตอร์ไม้ไผ่ ดูท่ามันคงคิดถึงเจ้าของปานขาดใจถึงได้เดินวนเอาตัว

ถูไถมัสยาขนาดนั้น

เจ้าตัวก็ดูเหมือนจะชอบใจ ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งยามสนทนากับเขา ตอนนี้ดวงตากลมฉายความสดใส ปากเรียวบางฉีกยิ้มกว้าง บ้างก็หัวเราะบ้างก็ลูบหัวหมาแล้วพูดคุยราวกับมันรู้ภาษาคน

“ไร้สาระ” โมกข์พ่นเสียงนึกระอากับสิ่งที่เห็น เหลือบมอง

พรประวีที่กำลังประคองถาดอาหารว่างเข้ามา “ก่อนตั้งโต๊ะ ฝากบอกให้ว่านไปอาบน้ำให้เรียบร้อย ผมไม่ชอบกลิ่นหมา”

“ค่ะคุณโมกข์” คนอายุมากกว่ารับคำ แต่ก็นึกสงสัยหากไม่ชอบกลิ่นหมา แล้วเหตุใดถึงได้เอ่ยปากอนุญาตให้เอามาเลี้ยงที่นี่ “ว่าแต่

คุณโมกข์จำหมาตัวนี้ไม่ได้เหรอคะ”

ชายหนุ่มมุ่นหัวคิ้ว ลากสายตาไปยังนอกตัวบ้านเห็นว่ามันยังวิ่งเล่นไปมาโดยที่มัสยานั่งจมปลักบนพื้นหญ้า จะว่าไปเขาก็รู้สึกคุ้นๆ

“คุณโมกข์เป็นคนเก็บหมาตัวนี้ได้ไงคะ แต่คุณว่านเธอขอไปเลี้ยง”

“ตัวนี้เหรอ” จำได้ว่าเคยเก็บหมาได้ แต่ก็ลืมว่าให้ใครไปเลี้ยง “อายุยืนเหมือนกัน นึกว่าตายไปแล้ว”

“ตอนแรกพี่ก็จำไม่ได้ค่ะ แต่คุณว่านบอก” น้ำเสียงแม่ครัวของบ้านดูชื่นชมหญิงสาวไม่น้อย ไม่แปลกหรอกเพราะเมื่อก่อนมัสยาคลุกคลีกับคนที่บ้านเขาพอสมควร

เด็กเอาแต่ใจที่เก่งในเรื่องประจบผู้ใหญ่ มีแต่คนถือหางจนนิสัยเสีย

“เดี๋ยวจะมีคนมาอยู่เพิ่ม ว่านบอกพี่พรแล้วใช่ไหมครับ” อันที่จริงบ้านหลังนี้ก็ใหญ่เกินไปสำหรับคนดูแลบ้านเพียงคนเดียว “ผมฝากเตรียมห้องให้ป้าแกด้วย”

“คุณว่านบอกแล้วค่ะ พี่จัดห้องให้ป้าไพรแล้ว อยู่ข้างๆ กัน”

โมกข์พยักหน้ารับไม่ได้ถามอะไรต่อ และพรประวีค่อนข้างรู้งานจึงปลีกตัวออกไปหลังจากวางของว่างไว้บนโต๊ะ

‘อารู้มาจากวงใน อีกไม่กี่ปีที่ดินแถวนั้นจะพัฒนาแล้วสร้างเป็นศูนย์การค้าแบบครบวงจร’

‘คุณอากำลังชวนผมลงทุน?’

‘อย่าเรียกว่าชวน เรียกว่าแบ่งปันสิ่งดีๆ กับคนอื่นอาก็ไม่ได้บอก นี่เห็นว่าโมกข์เป็นลูกเขยถึงได้กล้าบอกความลับ’

‘ถือว่าขอบคุณเรื่องที่โมกข์ให้อายืมเงินก้อนนี้ไง’

‘อ่า… ครับ’

‘เพื่อนอามันเป็นนักลงทุนในแวดวงอสังหาฯ รู้จักโครงการควินซ์แถวเอกมัยหรือเปล่า นั่นก็ของมัน’

‘งั้นเหรอครับ’

‘ยังไม่ต้องตัดสินใจ เก็บเอาไปคิดก่อนๆ อาแค่เอาเรื่องดีๆ มาบอก เพราะไม่อยากให้พลาดเฉยๆ’

‘ไว้ยังไงผมจะบอกคุณอีกที’

‘ยังไงอาขอคำตอบก่อนวันศุกร์นะโมกข์’

หากเปรียบศรุตเป็นสัตว์ตัวหนึ่ง คงไม่ต่างอะไรจากตาเฒ่าจิ้งจอกที่มากเล่ห์ การที่เขาตกกระไดพลอยโจนแต่งงานกับมัสยานั้นถือว่าเข้าเป้าคนอย่างศรุต

คนวงในย่อมรู้ว่าครอบครัวนี้เข้าสู่ยุคมืด การที่ได้ครอบครัวเขามาช่วยพยุงนั้นเรียกความมั่นใจให้กับหลายฝ่าย ความเชื่อถือมีมากขึ้นเมื่อสองตระกูลเกี่ยวดองกันในที่สุด

คงไม่ผิดหากคนบางกลุ่มจะคิดว่าคนที่วางแผนให้เขากับมัสยาลงเอยกันคือคนของทางนั้น ในเมื่อฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ คือฝ่ายนั้น

และถ้าถามว่าทำไมเขาถึงยอมควักเงินจำนวนนั้นให้ศรุต คำตอบก็คือมันไม่ได้มากหากเทียบกับอิสรภาพที่รออยู่ข้างหน้า เขารู้ว่าภายภาคหน้าศรุตอาจสร้างปัญหาบางอย่าง แต่นั่นมันจะส่งผลดีต่อเขาในด้านการหย่า

จนกว่าจะถึงวันนั้นหากคนเป็นแม่กับคุณย่าค้านอีกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ถ้าน้ำมันจะข้นกว่าเลือดก็ให้มันรู้ไป!

“นี่คุณหนูกับคุณโมกข์แยกห้องนอนกันเหรอคะ” อำไพรยกมือทาบอก พอรู้ความจริงข้อนี้แล้วก็เริ่มเดาอะไรหลายๆ อย่างออก

“ตามนั้นค่ะ” มัสยายอมรับโดยไม่แสดงท่าทีอะไร คิดว่าใครๆ ก็คงรู้ว่าเธอกับโมกข์ไม่ได้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเหมือนเดิม ที่ต้องแต่งงานก็เพื่อรักษาหน้าตาตระกูลเธอเท่านั้น

ใช่ว่าทั้งเธอกับโมกข์จะครองคู่ด้วยกันตลอดชีวิตเสียเมื่อไหร่

“พี่ย้ายของคุณว่านไว้ที่ห้องคุณโมกข์เรียบร้อยแล้วนะคะ”

พรประวีปาดเหงื่อที่ไหลซึมตามกรอบหน้า “ส่วนของอื่นๆ พี่ก็จัดการให้หมดแล้วค่ะ”

“ขอบคุณมากค่ะพี่พร” มัสยารู้สึกผิดที่ทำให้อีกคนต้องขนของเข้าขนของออกติดๆ กันแบบนี้

คุณย่าสกุณาค่อนข้างเป็นคนช่างสังเกต หากรู้ว่าเธอกับหลานชายตัวดีของท่านนอนแยกห้องกันคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่

“ว่าแต่ทำไมคุณท่านถึงไม่ไปพักบ้านใหญ่ล่ะแม่พร บ้านกว้างกว่ากันตั้งเยอะ” ป้าอำไพรมักขลุกอยู่แต่ในครัว ออกจากบ้านแต่ละทีไปไกลสุดก็คงเป็นตลาด ข่าวคราวภายนอกคงไม่ได้สนใจเลยไม่ค่อยรู้ข่าวมากนัก

“คุณท่านเลิกรากับสามีหลายปีแล้วจ้ะ ถึงคุณอนุพลจะเสียไปแล้วแต่คุณท่านสกุณาก็แทบไม่เคยไปเหยียบบ้านหลังนั้นอีกเลย” พรประวีหันซ้ายแลขวา ก่อนป้องปากกระซิบ “สามีท่านเคยพาผู้หญิงคนอื่นเข้าบ้านน่ะป้า”

“อ่อ อย่างนี้นี่เอง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป