บทที่ 2 2
เธอยอมถอยออกมาไม่ใช่ว่าอ่อนแอ แต่เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะไปบังคับกะเกณฑ์เรื่องหัวใจกับใครได้
แต่ใครจะไปรู้ว่ายิ่งหนียิ่งเจอ
กลายเป็นบ่วงพันธนาการที่ไม่อาจหลีกหนี...
อันที่จริงเธอมีอีกหลายๆ เรื่องที่อยากตกลงกับโมกข์ เพียงแต่เขาแทบไม่มาให้เจอหน้า ขนาดวันนี้ชายหนุ่มยังมาก่อนเริ่มงานไม่กี่นาที ทำเอาคนเป็นแม่ใจหายใจคว่ำ
ปาลิดากับโมกข์มีความสัมพันธ์กันในรูปแบบไหนมัสยาไม่อาจรู้ แต่คาดคะเนจากสายตามองอย่างไรก็รู้ว่าสองคนนั้นมีใจให้กัน แล้วเหตุใดไม่คบหากันให้รู้แล้วรู้รอด ข้อนี้เป็นสิ่งที่มัสยาข้องใจมาโดยตลอด
นัยน์ตาดำขลับเหลือบมองหน้าจอที่สว่างโร่ขึ้นอีกครั้ง ตัดสินใจคว้าขึ้นมาใช้ปลายนิ้วสไลด์เพื่อรับสาย มุมปากกระตุกขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ซึ่งเป็นประโยคที่มัสยาคิดไว้ก่อนแล้วว่าคงลงเอยอีหรอบนี้
“ค่อยยังชั่ว ว่านเป็นอะไรหรือเปล่า พี่ทั้งไลน์ทั้งโทรแต่ว่านไม่รับเลย”
หากเป็นเมื่อก่อนมัสยาคงตอบโต้กลับไปด้วยน้ำคำเจ็บแสบ และเพราะแบบนั้นเธอถึงถูกมองในแง่ลบอยู่เสมอ การกระทำเหล่านั้นช่าง
โง่เขลาราวกับคนไม่มีความอดทน
ต้องขอบคุณพี่สาวต่างสายเลือดที่ทำให้เธอรู้จักมุมมองใหม่ๆ
“ว่านบำรุงผิวอยู่ค่ะ รอครีมซึมเข้าหน้าเลยไม่อยากเอามือไปจับอะไร เขาว่ากันว่าโทรศัพท์เชื้อโรคเยอะ วางสายนี่ว่านคงต้องหาเช็ดแอลกอฮอล์เหมือนกัน”
“ดีแล้ว”
อีกฝ่ายว่าเสียงกลั้วหัวเราะ จากนั้นจึงเริ่มเข้าประเด็น
“อ้อ พี่จะบอกว่านว่าโมกข์นั่งดื่มอยู่ที่คลับ ไม่ได้ไปสำมะเลเทเมาที่ไหน ไม่ต้องเป็นห่วง”
“ขอบคุณที่อุตส่าห์โทรมาบอกนะคะ” มัสยาบอกเสียงเรียบ ไม่ได้รู้สึกยินดีหรือยินร้ายอะไร โมกข์จะไปไหนหรือทำอะไรกับใคร มันไม่ใช่เรื่องที่เธออยากรู้
เราต่างรู้หน้าที่ตัวเองดีว่าอะไร ‘ควร’ หรือ ‘ไม่ควร’
“พี่ต้องโทรบอกว่านอยู่แล้ว เอาเป็นว่าพี่จะรูดซิปปาก ไม่บอกใครว่าคืนนี้โมกข์แอบโดดจากเรือนหอมานั่งซดเหล้า”
มัสยาถึงกับส่ายหน้ายิ้มเยาะ ฟังดูแล้วเหมือนคนที่ห่วงใยเธอในฐานะพี่สาวจริงๆ ใช่ไหม
“ยังไงว่านก็ให้เวลาเขาหน่อย คงยัง... ไม่พร้อมที่จะมีครอบครัว”
“คงงั้นมั้งคะ”
หกโมงเช้าไม่ขาดไม่เกินเป็นเวลาตื่นนอนของมัสยา อาจเพราะยังแปลกที่เลยหลับไม่เต็มตาเท่าไหร่ หญิงสาวบิดกายคลายความง่วงแล้วรีบดีดตัวลงจากเตียงเพื่ออาบน้ำอาบท่า
เมื่อคืนได้ยินเสียงรถเธอเลยแอบไปแง้มผ้าม่านดูพบว่าเป็นรถของโมกข์ ตอนนั้นน่าจะราวๆ ตีสามเห็นจะได้ นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้นอนค้างที่คอนโดฯ ของปาลิดา
ถึงกระนั้นคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีก็ไม่ได้เข้ามานอนในห้อง ซึ่งทำให้มัสยาค่อนข้างโล่งอกที่อย่างน้อยเตียงหกฟุตนี้ยังเป็นเธอที่ได้ครอบครองคนเดียว
กลิ่นหอมฉุยลอยมาจากในครัวส่งผลให้หัวคิ้วของหญิงสาวย่นเข้าหากันเล็กน้อย พอย่ำเท้าเข้าไปใกล้ถึงรู้ว่าคนที่ยืนจับเครื่องครัวอย่างคล่องแคล่วอยู่นั้นคือพรประวี แม่บ้านจากบ้านใหญ่ของโมกข์ คุณป้า
สรินทิพย์คงส่งมาดูแลกระมัง
“พี่พรมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“คุณว่านตื่นเช้าจังเลยค่ะ” แม่ครัวทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เก็บความสงสัยไว้ในใจไม่กล้าแตะต้องเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย “พี่มาตั้งแต่ตีห้าค่ะ ต่อไปพี่จะมาดูแลงานบ้านให้นะคะ”
“ดีเลยค่ะ” มัสยายิ้มร่านึกดีใจที่อย่างน้อยเธอก็ยังมีเพื่อนคุย “ทำอะไรบ้างคะ เดี๋ยวว่านช่วย”
“ใกล้เสร็จแล้วค่ะ คุณว่านนั่งรอที่โต๊ะดีกว่า” พรประวีป้องปาก “คุณโมกข์เพิ่งขึ้นไปอาบน้ำก่อนหน้านี้เองค่ะ”
มัสยาเลิกคิ้วขึ้นก่อนพยักหน้ารับเมื่อเห็นรอยยิ้มแหยๆ ของแม่บ้าน พรประวีทำท่ารูดซิปปากเป็นอันเข้าใจโดยไม่ต้องพูดให้มากความ อันที่จริงทั้งครอบครัวโมกข์รวมถึงครอบครัวเธอต่างรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความรักของบ่าวสาว
มันคือธุรกิจรวมไปถึงความช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างสองครอบครัว
‘บ้านเรากำลังมีปัญหา ว่านทำเพื่อพวกเราได้ไหมลูก ทางนู้นเขาเอ็นดูว่านราวกับลูกสาวแท้ๆ ว่านไม่ต้องกลัวเจอปัญหาเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้เลย’
เป็นอย่างที่มารดาว่าเอาไว้จริงๆ คุณป้าสรินทิพย์รักใคร่เอ็นดูเธอราวกับลูกหลานในไส้ เมื่อก่อนเธอไปวิ่งเล่นบ้านโน้นเป็นว่าเล่น มาเหินห่างก็ช่วงปีหลังๆ ถ้าไม่เกิดเรื่องคืนนั้น มัสยาคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโมกข์คงหลงเหลือไว้แค่เพียงคนที่เคยรู้จักกันกับตำแหน่งคู่หมั้นตอนเด็ก
‘บางทีก็นึกสงสัยว่าว่านโตหรือยัง ทำอะไรต้องให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจแทนทุกอย่าง’
‘คนแบบนี้ เขาเรียกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ’
‘คราวหลังอย่าได้ดูถูกคนอื่น ถ้าตัวเองยังทำอะไรไม่พ้นพ่อแม่’
ตอนนั้นหน้าเธอชาราวกับมีคนเอาน้ำเย็นมาสาด การที่เขาพูดอยู่นั้นไม่ต่างอะไรจากการดูถูกเธอเหมือนกัน และนั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เธอค่อยๆ หันหลังและเดินจากมา
เพราะเรื่องราวของเธอไม่ได้อยู่ในความสนใจของโมกข์อีกต่อไปแล้ว ในเมื่อมีใคร ‘อีกคน’ ที่ดึงดูดเขามากกว่า เธอก็ไม่จำเป็นต้องรออยู่ที่เดิม
