บทที่ 20 20
มัสยารีบปลีกตัวออกมา ขืนทนอยู่ต่ออีกแค่นาทีเดียว มีหวังคงได้เส้นสมองแตกตายง่ายๆ คุยกับโมกข์ทีไรเธอรู้สึกปวดหัวแทบทุกครั้ง
เวลาส่องกระจก เขาไม่ตกใจกับอารมณ์เกรี้ยวกราดของตัวเองบ้างหรือไง
สกุณาในวัยเลขหกนำหน้าย่างเข้าเลขเจ็ดยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง ท่านเดินทางโดยเครื่องบิน มีคนติดตามอีกหนึ่งคนซึ่งจะนอนห้องเดียวกับหญิงชราเพื่อคอยดูแล
เวลานี้แม้โมกข์จะดำรงอยู่ในตำแหน่งประธานบริษัท แต่ถึงอย่างไร อำนาจการตัดสินใจก็ยังขึ้นอยู่กับคุณย่าสกุณาเป็นส่วนใหญ่
“พรุ่งนี้ว่านต้องเข้าร้านหรือเปล่าลูก” ท่านถามในขณะที่เรากำลังเดินไปที่ลานจอดรถ ตอนนี้อยู่ซูเปอร์มาร์เก็ตละแวกบ้าน มาเลือกซื้อของเพื่อทำอาหารมื้อเย็นที่จะมีคนอื่นๆ มาร่วมด้วย
มัสยากระชับวงแขนแน่นขึ้นเมื่อถึงทางลาด เมื่อแน่ใจว่าหญิงชราทรงตัวได้แล้วจึงค่อยๆ ผ่อนแรงลง
“ที่จริงไม่จำเป็นต้องเข้าทุกวันค่ะ ว่านเข้าร้านเพราะอยากคุมเองมากกว่า” และการเป็นเจ้าของร้านก็ไม่ใช่งานสบาย เธอประจำทุกตำแหน่งเท่าที่จะทำได้
หัวใจหลักของการค้าขายคือเรื่อง ‘บริการ’ แต่เธอก็ไม่ได้ยึดคำว่าลูกค้าคือพระเจ้าเป็นข้อบังคับ ตั้งแต่เปิดร้านมามีคนมากหน้าหลายตา หลากนิสัยให้เธอได้พานพบ
บางคนแต่งตัวดีขับรถหรูแต่ทำตัวเหมือนมิจฉาชีพก็มีถมเถ มัสยาเจอมาเกือบทุกรูปแบบ บางเคสแสนจะเพลียใจได้แต่ตั้งคำถามว่ามันเป็นที่ยุคสมัยหรืออะไรทำไมเรื่องพวกนี้ถึงเกิดขึ้นเยอะเรื่อยๆ
“ดีเลย” สกุณามีน้ำเสียงระรื่นขึ้นกว่าเดิม “งั้นพรุ่งนี้ว่านเข้าบริษัทกับย่านะลูก”
“คะ”
“พรุ่งนี้มีประชุมบอร์ดบริหาร”
“ว่านเข้าไปด้วยจะดีเหรอคะคุณย่า”
“เราเป็นเมียตาโมกข์ มันแปลกตรงไหนถ้าจะเข้าไปนั่งด้วย อีกอย่างครอบครัวเราก็มีหุ้นอยู่” ท่าทางของท่านแสดงออกให้เห็นว่า หากใครมีปัญหาก็เข้ามา
บางครั้งมัสยาก็แอบคิดว่าโมกข์คล้ายคลึงกับคุณย่าไม่น้อย
“ว่านอยากเข้ามาทำงานในบริษัทไหมลูก” ท่านคงอยากให้เธอเข้าไปช่วยงานโมกข์ “ย่าแค่ถามดูเฉยๆ ไม่ได้คิดจะบังคับอะไร”
“ไม่ถนัดเลยค่ะคุณย่า” หญิงสาวปฏิเสธเสียงอ่อน “ถ้าให้ช่วยดูเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็น่าจะพอได้ค่ะ”
ฝ่ามือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาลูบศีรษะหลานสะใภ้ ดวงตาที่ผ่านอะไรมามากมองหญิงอ่อนกว่าวัยด้วยความเอ็นดู
“จำได้เมื่อไม่กี่ปี ว่านยังตัวเท่าเอวย่าอยู่เลย” ท่านพูดโดยไม่ได้มองหน้า สายตาทอดมองไปยังท้องถนนด้านหน้า ริมฝีปากประดับรอยยิ้ม “วันเวลาผ่านไปไวมาก”
“ค่ะ ผ่านไปไวจริงๆ” ไม่กี่ปีก่อนเธอยังเป็นผีบ้าผีบอเอาแต่หมกมุ่นเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่เลย
“พอโตแล้ว พ่อเขายังดุว่านเหมือนเดิมหรือเปล่าลูก” ตอนเด็ก
มัสยามักหลบมาร้องไห้เพราะถูกคนเป็นพ่อบังคับอะไรหลายๆ อย่าง บางครั้งเนื้อตัวก็มีร่องรอยจากการถูกตีจนเกิดเป็นรอยช้ำ มันไม่ใช่การสั่งสอนธรรมดา แต่เหมือนระบายอารมณ์มากกว่า
สกุณาก็มองว่ามันไม่สมควรที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะคนนั้นคือลูก แถมคนที่ลงมือคือพ่อ
“ไม่แล้วค่ะคุณย่า” มัสยาตอบด้วยรอยยิ้ม ทว่ามือที่จับพวงมาลัยกลับกำแน่นขณะที่หญิงชราไม่ได้สังเกตเห็น ไม่คิดว่าจู่ๆ ท่านจะยกคำถามเรื่องพวกนี้ขึ้นมา
“วันนี้อากาศดี เราออกมาตั้งโต๊ะกันที่สวนดีไหมคะคุณย่า” รีบดึงเรื่องอื่นขึ้นมาพูด
“ได้ ถ้าว่านว่าดี ย่าก็ว่าดี”
สกุณาหันไปลูบศีรษะทุยได้รูปของหลานสะใภ้ มัสยาหันมาส่งยิ้มให้ ความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นอกเมื่อครู่ค่อยๆ เจือจางลงพาให้หายใจคล่องขึ้น
หญิงชราได้แต่คิด ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นมันถูกหรือผิดกันแน่…
การที่สกุณาลงมากรุงเทพฯ เหมือนคนในครอบครัวและคนรู้จักต้องแวะเข้ามาเยี่ยมเยียน เย็นนี้มัสยามือเป็นระวิงรับบทเป็นแม่ครัวทำอาหารหลายอย่างโดยมีป้าอำไพรกับพรประวีเป็นลูกมือ
พอมีคนเยอะๆ เจ้าโอเลี้ยงดูตื่นเต้นกว่าใคร เธอเพิ่งรู้ว่าครอบครัวของพลรบก็รู้จักกับคุณย่า วันนี้มันก็เลยมาแทนคนเป็นพ่อกับแม่ที่ติดงานอยู่ก่อนแล้ว
“คุณพ่อฝากโสมมาให้ครับ ส่วนอันนี้ของคุณแม่เป็นพวกสมุนไพรจีน”
“ขอบใจจ้ะ เกรงใจจัง ย่ามานี่ก็ไม่ได้บอกใครกะมาเงียบๆ ฝากขอบคุณพ่อกับแม่เราด้วยนะ”
พลรบโค้งศีรษะลงก่อนหันมายักคิ้วให้กับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ
หญิงชราทำเอาสกุณาแปลกใจ
“ว่านกับรบเป็นเพื่อนกันค่ะคุณย่า เป็นหุ้นส่วนของว่านด้วย”
ไม่แปลกใจที่ท่านไม่รู้ เพราะตั้งแต่มัสยาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็แทบ
ไม่ได้มาคลุกคลีกับครอบครัวของโมกข์เหมือนเมื่อก่อน
“ตายจริง โลกกลมมาก” ท่านยกมือทาบอก ดวงตาหรี่ต่ำเพ่งพิศชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนชายของหลานสะใภ้อย่างระแวดระแวง เธอเคยเห็น
พลรบสมัยยังเรียนมัธยมฯ ไม่คิดว่าโตมาจะรูปหล่อแบบนี้
คนอาบน้ำร้อนมาก่อนไม่ได้วางใจแม้ทั้งคู่มีสถานะเป็นเพื่อนกัน ชีวิตคู่ของเธอก็ล้มไม่เป็นท่าจากคนที่สามียืนยันว่าเป็นแค่ผู้ช่วย
สุดท้ายก็ลักลอบกินกันอิ่มหนำสำราญ
“เจ้าโมกข์กลับมาพอดี”
เสียงรถยนต์ดังขึ้นก่อนที่มัสยาจะถูกฝ่ามือเหี่ยวย่นตบบ่าเบาๆ
“ว่านไปช่วยพี่เขาเก็บของเถอะลูก”
และเพราะเหตุนี้มัสยาจึงมาหยุดอยู่ตรงหน้าสามี โมกข์เลิกคิ้วแปลกใจแต่พอเลื่อนสายตาไปยังพื้นที่สวนถึงกับเข้าใจ ทว่าในความเข้าใจนั้นกลับทำให้หัวคิ้วมุ่นเข้าหากัน
“ทำไมไอ้หมอนั่นถึงมาอยู่ที่นี่” เขาถามเสียงเรียบ ได้ยินเพียงแค่สองคนเท่านั้น “ก่อนหน้านี้ผมไม่ว่า แต่นี่คุณย่าก็อยู่ที่บ้าน ว่านคิดจะทำอะไร”
