บทที่ 22 22

“รู้จักกันไว้สิลูก”

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้มัสยารู้จักคำว่า ‘รักและความเจ็บปวด’ ไปพร้อมๆ กัน

จากที่วนเวียนอยู่แต่กับการเรียนหนังสือ โมกข์เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเธอมากขึ้น วันหยุดกลายเป็นวันพบปะสังสรรค์ระหว่างสองครอบครัว เธอรู้แค่ว่าพวกเขากำลังร่วมลงทุนธุรกิจด้วยกัน จำเป็นต้องผูกมิตรกันเป็นเรื่องธรรมดา

ไม่คิดมาก่อนว่ามันจะมีอะไรมากกว่านั้น

“เตรียมสอบอยู่หรือเปล่า” น้ำเสียงทุ้มเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ดังขึ้น เป็นเหตุให้มัสยาจำต้องเงยหน้ามองเมื่อชายหนุ่มกำลังขัดขวางการอ่านหนังสือของเธอ

“ผู้ใหญ่ถาม ไม่ตอบได้เหรอ?”

“อ่านเพื่อเตรียมตัวไว้เฉยๆ ค่ะ” ที่ไม่ตอบไม่ใช่ว่าจะเสียมารยาท เพียงแต่เธอแค่ตกใจที่โมกข์เข้ามาโดยไม่ให้สุ้มเสียงแบบนั้น ต่อให้เคยคุยกันมาก่อนแต่นี่เป็นครั้งแรกที่อยู่กันตามลำพังสองคน

ที่สำคัญตอนนี้ใจเธอเต้นแรงมาก…

คนตัวโตเหลือบมองหนังสือหลายเล่มที่วางกองอยู่บนโต๊ะ ทุกเล่มยังใหม่เอี่ยมปกแทบไม่อ้าด้วยซ้ำ มุมปากหยักกดยิ้มเมื่อเห็นสายตาล่อกแล่กของคนตัวเล็กที่ทำทีเป็นบิดขี้เกียจแต่ก็แอบเคลื่อนตัวบดบังของบางอย่าง

“นั่งด้วยได้ไหม”

มัสยาลอบถอนหายใจแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ จำเป็นต้องขยับเพื่อแบ่งพื้นที่ให้ ใจก็ยังเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ อีกทั้งเริ่มรู้สึกร้อนจนต้องยกมือปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มใบหน้า

“ว่านว่าตรงนี้เริ่มร้อนแล้ว” พูดขนาดนี้ก็น่าจะรู้ได้แล้วว่าเธอ

ไม่สะดวกให้เขานั่งด้วย แต่โมกข์ก็ยังเอาแต่ตีหน้านิ่ง ทว่ามุมปากกลับยกยิ้ม

เป็นยิ้มที่ทำเอามัสยาอยากลุกแล้วรวบของหนีไปไกลๆ เขาทำราวกับว่ารู้ว่าเธอกำลังปกปิดอะไร

“อยากสอบเข้าที่ไหน คณะอะไร” โมกข์ทำเป็นเมินคำพูดก่อนหน้านี้ของน้อง เขานั่งเท้าคางโดยหันหน้าไปทางเด็กสาวที่แสดงอารมณ์ผ่านทางสีหน้า

ดูก็รู้ว่าไม่พอใจกันอยู่ อืม… น่าแกล้งดี

“อีกตั้งหลายปี ว่านเพิ่งจะขึ้นม.สอง”

“อารุตให้พี่มาช่วยติว ถ้าว่านไม่ให้ความร่วมมือ พี่คงต้องรายงานอารุตตรงๆ” พอบอกไปแบบนั้นแววตาของมัสยาดูสลดลงจนตัวเองรู้สึกผิดที่ไปแหย่น้องแบบนั้น

ใช่ เขาก็แค่ขู่เพราะอยากเห็นการตอบโต้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด

“รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ” มัสยาเอ่ยเสียงแผ่ว ดินสอที่วางเกลื่อนนั้นเป็นหลักฐานชั้นดี “ว่านรู้ว่าพี่โมกข์เห็น ว่านซ่อนไม่ทัน”

คนอายุมากกว่าถึงกับหลุดหัวเราะ ฝ่ามือใหญ่จับศีรษะเล็กโคลงไปมาจนเจ้าตัวทำหน้ายู่ จากที่ได้คุยได้รู้จักแม้จะเป็นเวลาไม่กี่ปี แต่ก็พอรู้ว่าอาศรุตค่อนข้างเข้มงวดกับมัสยาพอสมควร

“จะรายงานคุณพ่อตามความจริงก็ได้ค่ะ”

“พี่ล้อเล่น” ชายหนุ่มระบายยิ้ม “ไหนเอามาดูหน่อย วาดรูปอะไร”

กระดาษปอนด์ที่เสียบอยู่ในหนังสือริมโต๊ะเป็นตัวเรียกสายตาเขาตั้งแต่เดินเข้ามา พอเห็นอุปกรณ์เครื่องเขียนก็ทำให้เขามองออกว่ามัสยากำลังทำอะไร คนทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีดินสอหลายขนาดนอกจากคนที่วาดรูป

เรียวปากบางยิ้มกว้างยอมหยิบผลงานตัวเองออกมาให้โมกข์เชยชม อาจเพราะโมกข์ไม่ได้มีท่าทีคุกคามหรือเล่ห์เหลี่ยมอะไร มัสยาจึงวางใจให้เขาดูสิ่งที่ตัวเองรักที่สุดในชีวิต

“ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นะคะ จะวาดแต่ละทีต้องแอบทำตอนที่คุณพ่อไม่อยู่” ปลายประโยคนั้นเสียงติดแผ่วจนคนฟังรู้สึกได้

“บ้านเหรอ?” โมกข์หรี่ตาลง พิศมองอย่างถี่ถ้วน เขาไม่มีความรู้ด้านนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็มองว่ามันไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ติดจะดีด้วยซ้ำไป

“พี่ถามได้ไหม” เขาเลื่อนสายตาจากแผ่นกระดาษมองเจ้าของแก้มป่องๆ ที่เริ่มระเรื่อ “ทำไมถึงวาดรูปนี้”

คนถูกถามดวงตาประกายขึ้นเจิดจ้าราวกับแสงอาทิตย์ มัสยายิ้มกว้างจนตาหยีก่อนตอบด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน จนคนมองเผลอยิ้มตาม

“ว่านรักอะไร ว่านก็จะวาดสิ่งนั้นค่ะ”

ดูเหมือนกับว่าบิดาของเธอจะชื่นชอบโมกข์เป็นพิเศษ หรืออาจเป็นเพราะชายหนุ่มเข้าหาผู้ชายได้ดีก็ไม่รู้ ปกติแล้วเวลาจะไปไหนมาไหนท่านไม่เคยอนุญาตให้เธอไปโดยไม่มีคนที่บ้านไปด้วย เพราะแบบนั้นมัสยาจึงไม่มีโอกาสได้เที่ยวเล่นกับเพื่อนเท่าไหร่

แต่พอเป็นโมกข์ ท่านกลับอนุญาตแถมยังอะลุ่มอล่วยหากจะกลับดึก

อันที่จริงก็รู้จักชายหนุ่มผ่านผู้ใหญ่มานานแล้วแต่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อ มีพูดคุยกันบ้างตามประสา จนกระทั่งเขาเป็นฝ่ายเข้ามาคุยด้วยก่อน เธอจึงค่อยๆ ก้าวขาออกจากกำแพงที่สร้างขึ้นเพื่อทำความรู้จักกับพี่ชายต่างวัยเสียใหม่

มัสยาเพิ่งค้นพบกับโลกใบใหม่ เธอไม่เคยมีพี่ชายหรือเพื่อนสนิท โมกข์ตามใจเธอแทบทุกอย่างไม่ว่ามีอะไรเขามักจะปกป้องกันเสมอ จนบางทีมัสยาได้แต่ถามตัวเองว่าอาการที่รู้สึกอยู่ในขณะนี้มันคืออะไร

เธอหวงเวลาที่เขาคุยกับผู้หญิงคนอื่น ไม่อยากให้โมกข์มองใคร อยากเป็นคนสำคัญคนเดียวของเขา

‘สนิทกับเจ้าโมกข์เอาไว้ เรียนจบเมื่อไหร่ ว่านต้องแต่งงานกับพี่เขา’

สิ่งที่คนเป็นพ่อพูดมานั้นทำเอามัสยากระอักกระอ่วนไม่น้อย เธอไม่สามารถจ้องตาโมกข์ได้นานเพราะกลัวความลับจะแพร่งพรายออกไป

เขารู้หรือเปล่าว่าพวกผู้ใหญ่วางแผนอะไรกันไว้

“เป็นอะไร พี่เห็นเราทำหน้าพิลึกมาสักพัก” โมกข์รั้งเรียวแขนเสลาไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปปูเสื่อหาที่นั่ง มัสยาเป็นพวกเก็บอาการไม่เก่ง คิดอะไรก็แสดงออกมาผ่านทางสีหน้าทั้งหมด “เดี๋ยวขมวดคิ้ว เดี๋ยวเผลอถอนหายใจ เป็นอะไรฮึ?”

มัสยาเม้มริมฝีปากจนแน่นตึง วันนี้เราออกมาข้างนอกโดยบอกที่บ้านว่าจะไปดูหนัง แต่แท้จริงแล้วโมกข์แค่พาเธอออกมาเปิดหูเปิดตา มานั่งเล่นที่สวนสาธารณะพร้อมกับอุปกรณ์วาดรูปที่แอบเตรียมไว้ท้ายรถ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป