บทที่ 3 3
มัสยายังยืนยันคำเดิม แม้ตอนนี้เธอจะกลายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของโมกข์แล้ว แต่จะไม่เอาหัวใจกลับไปเสี่ยงเหมือนวันวาน ไม่ต้องสัมผัสถึงใจแค่มองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเธอ
มื้อเช้าวันแรกของการเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่เต็มไปด้วยบรรยากาศชวนอึดอัด ขนาดพรประวียังขอปลีกตัวกลับไปทำหน้าที่ตัวเอง หากคนนอกมาเห็นเข้าก็คงพากันตลกขบขัน เพราะบ่าวสาวหมาดๆ ไม่มีความหวานชื่นอย่างที่ควรจะเป็นสักนิด
มัสยานั่งละเลียดกินอย่างช้าๆ เหลือบดูนาฬิกาเธอยังมีเวลาถมเถในการขับรถเข้าร้าน ทว่าดูเหมือนคนเป็นสามีจะไม่ใคร่พอใจเท่าไหร่นัก ถึงได้จงใจกระแทกกระทั้นคล้ายว่าเธอเผลอไปทำอะไรขัดใจเข้า
“อาหารไม่อร่อยเหรอคะ” สาบานได้ว่าตัวเองถามอย่างนุ่มนวล แต่กลับได้รับสายตาฟาดฟันกลับมาเป็นคำตอบ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มบางเบา “หรือมันไม่ถูกปาก”
โมกข์แค่นหัวเราะยกมือกอดอกปรายตามองหญิงสาว วันเวลาผ่านไปไม่คิดว่ามัสยาจะเปลี่ยนแปลงราวกับเป็นคนละคน หรือแท้จริงมันเป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่ง
“ใช่” เสียงทุ้มติดเย้ยหยันดังขึ้น “ไม่อร่อย ไม่ถูกปาก”
ถ้อยคำเจ็บแสบไม่ได้สร้างความสะเทือนให้แก่มัสยาแต่อย่างใด หากเทียบกับเมื่อก่อนยังถือว่าเบามาก หนักกว่านี้เธอก็ผ่านมาแล้ว คิดไปคิดมาก็คงต้องขอบคุณโมกข์ที่สอนให้เธอได้สัมผัสกับความเจ็บปวดมาก่อน
“แปลกนะคะ” มัสยาคลี่ยิ้มจางๆ “คุณคงไม่ค่อยได้กลับบ้าน ถึงจำรสชาติอาหารฝีมือของพี่พรไม่ได้”
นี่คือตัวอย่างของคนที่จ้องแต่จะหาเรื่องกัน โมกข์มีอคติต่อเธอสูงจนเกือบเท่าภูเขา ขอแค่ได้ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่หรือรู้สึกเจ็บปวด เขาก็จะรู้สึกบรรลุเป้าหมาย
แต่ถ้าถามว่าเธอรู้สึกอะไรไหม เมื่อก่อนอาจจะใช่
แต่ตอนนี้ไม่แล้ว…
“คุณโมกข์จะหาทานข้างนอกบ้านก็ได้นะคะ ว่านไม่ซีเรียส”
“กำลังกระแนะกระแหนผม?” คิ้วดกดำเลิกขึ้น มองแล้วดูยียวนในสายตาหญิงสาว
“ที่ว่านบอกแบบนั้น เพราะว่านรู้ว่าคุณโมกข์ไม่ชอบฝืนตัวเอง ยิ่งถ้ามันไม่อร่อยไม่ถูกปาก การที่ซื้อข้างนอกทานมันก็เป็นวิธีที่ตอบโจทย์ที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
“อ้อ” โมกข์แค่นหัวเราะ “นี่ถือว่ากำลังชี้โพรงให้กระรอกหรือเปล่า?”
“เรากำลังคุยเรื่องอาหารกันอยู่ใช่หรือเปล่าคะ” มัสยาส่งยิ้ม ขณะที่อีกคนจ้องตากลับมาอย่างดุดัน “เอาเป็นว่าเรื่องอาหาร คุณโมกข์คงไม่มีปัญหาแล้วใช่ไหมคะ”
“ตามนั้น” โมกข์กัดฟันตอบ เดี๋ยวนี้มัสยามีชั้นเชิงมากขึ้น นอกจากจะไม่โวยวายเขาเรื่องเมื่อคืน เจ้าตัวยังไม่ปริปากถามสักคำ
ดีเหมือนกัน ถือว่าเธอรักษากฎที่ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนแรก มัสยาไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายเขา ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม!
คนที่บอกอาหารไม่ถูกปากสุดท้ายก็นั่งกินจนข้าวหมดจาน มัสยาลอบสังเกตแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะรู้แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร
วันใหม่หลังการแต่งงานทั้งโมกข์ทั้งเธอยังคงดำรงชีวิตตามปกติ เขาเข้าบริษัทส่วนเธอก็ต้องเข้าไปดูแลร้านตัวเองเช่นกัน แม้สถานะสามีและภรรยาจะได้มาแบบผูกมัด แต่มัสยาไม่อยากให้ใครมาตราหน้าว่าขาดตกบกพร่องในเรื่องของหน้าที่ศรีภรรยา ลำพังตัวเธอเองนั้นไม่เท่าไหร่ แค่กลัวว่ามันจะไปกระทบถึงผู้หลักผู้ใหญ่
ตื่นแต่เช้าตระเตรียมของให้คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีก่อนลงมา ทั้งเสื้อผ้า เนกไท หรือแม้กระทั่งบีบยาสีฟัน เพียงแต่การแต่งกายของโมกข์ในวันนี้ไม่ใช่ชุดเดียวกับที่เธอจัดให้
เท่านี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่า... เขาไม่ได้ต้องการอะไรจากเธอ
มัสยาหาได้ใส่ใจ คิดแค่ว่าทำๆ ไปดีกว่าให้เขามาว่าลับหลังได้ เธอทำได้หมดเว้นแต่เรื่องบนเตียง
สายแล้วเธอต้องรีบออกไปดูแลกิจการร้านค้าตัวเอง ทว่ายังไม่ทันได้สอดตัวเข้าไปนั่งกลับมีฝ่ามือใหญ่ยันค้ำไว้กับขอบประตูรถเสียก่อน
โมกข์สบตาเธอชั่วขณะ ไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งเธอเคยปรารถนาและอยากครอบครองผู้ชายคนที่กำลังเหยียดยิ้มอย่างร้ายกาจในตอนนี้
“เย็นนี้ต้องไปกินข้าวที่บ้าน” เขาบอกเจตนารมณ์ที่ลงทุนเดินมาบอกกันอย่างนี้
“ค่ะ” มัสยาตอบรับยิ้มๆ “กี่โมงคะ”
“ไปด้วยกัน” ดูคล้ายกับว่าโมกข์ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
คำว่า ‘ไปด้วยกัน’ ถ้าขยายใจความก็คงประมาณว่าให้เธอไปรถคันเดียวกับโมกข์ เขาคงไปส่งที่ร้านแล้วพอตกเย็นก็ตรงมารับเธอไปกินข้าวที่บ้านใหญ่ ตัดปัญหาการตอบคำถามผู้ใหญ่ว่าเหตุใดถึงแยกกันมา
มัสยาเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายๆ เธอไม่ต่อล้อต่อเถียงจึงปิดประตูรถแล้วล็อกเสร็จสรรพ โดยที่โมกข์เดินไปรอที่รถอีกคัน
‘กลิ่นเกสร’ เปิดมาราวๆ สามปี ตั้งอยู่ย่านอารีย์ เป็นร้านอาหารโดยเน้นอาหารไทยเป็นหลัก มีเครื่องดื่มรวมถึงขนมไทยบ้างประปราย
มัสยาหุ้นกับเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยทุ่มแรงกายแรงใจจนกว่าจะอยู่ตัว ตอนนี้กำลังวางแพลนจะขยายสาขาไปยังห้างสรรพสินค้าเพิ่ม
สมัยนี้ร้านอาหารรวมถึงคาเฟ่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด มีให้คนเลือกเยอะพอๆ กับร้านสะดวกซื้อ สิ่งที่จะทำให้ดำรงอยู่ได้ก็คือคุณภาพ ลงทุนสูงส่วนเรื่องกำไรอย่าเพิ่งไปคาดหวังมาก มัสยามองว่ากำไรทั้งหมดก็อยู่กับข้าวของรวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือในร้าน
ไม่อยากถูกมองเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อยากพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็นว่าเธอสามารถพึ่งพาตัวเองได้ แม้ว่าความจริงเงินทุนที่สร้างร้านนี้ขึ้นมาจะมาจากมารดาส่วนหนึ่ง แต่เธอก็แบ่งเก็บแยกบัญชีไว้จนสามารถคืนเงินต้นทุนทุกบาททุกสตางค์จนครบ
