บทที่ 4 4

มัสยาค้นพบช่องทางสร้างรายได้หลายทาง และไม่อิดออดที่จะทำมองว่าเราต้องปรับตัวให้เข้ากับอะไรในยุคสมัย แต่กว่าร้านจะเริ่มอยู่ตัวมันไม่ใช่เรื่องง่าย บ่อยครั้งที่เธอรู้สึกท้อจนอยากปิดกิจการ แต่ถ้าปิดแล้วพนักงานที่ร้านจะเป็นอย่างไร ถึงจะมีไม่กี่คนแต่เธอก็รักเหมือนญาติเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง

ช่วงสายๆ ตลอดไปถึงบ่ายลูกค้าทยอยเข้ามา ละแวกนี้มีสำนักงานตั้งอยู่พอสมควร ดังนั้นลูกค้าส่วนมากจะเป็นวัยทำงานมากกว่า หากเป็นช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ก็จะเป็นลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นซึ่งพากันมานั่งจับกลุ่มติวหนังสือ หรือนัดพูดคุยถ่ายรูปเช็กอิน

“พี่กลับก่อนนะน้ำมนต์ ฝากปิดร้าน เช็กของให้เรียบร้อยด้วยนะ”

ชลตีเป็นพนักงานคนแรกที่ยื่นใบสมัครกับเธอ อยู่ด้วยกันตั้งแต่เริ่มเปิดร้านจนถึงตอนนี้ น้องยังเป็นนักศึกษาหางานทำส่งตัวเองเรียน แม้จะเป็นพาร์ตไทม์แต่มัสยากลับมองว่าไม่ใช่ปัญหา ถือว่าช่วยๆ กันไป

“ได้เลยค่ะพี่ว่าน” เด็กสาวยิ้มกว้าง “ยินดีด้วยอีกครั้งนะคะ”

“จ้ะ” คงหมายถึงเรื่องงานแต่งกระมัง “อย่าลืมเอาของกลับไปกินด้วย จะได้ไม่ต้องไปซื้อ”

การจราจรในเมืองค่อนข้างติดขัด ยิ่งเป็นช่วงเย็นตอนคนเลิกงานยิ่งไม่ต้องพูดถึง อีกอย่างบ้านครอบครัวสามีนั้นอยู่แถบชานเมือง ดังนั้นคงต้องใช้เวลาพอสมควรถึงจะฝ่าไปได้

นี่ก็ถึงเวลานัดแล้วแต่โมกข์ยังไม่มา คิดว่ารถคงติดอยู่แถวไหนสักที่กระมัง แรงสั่นบวกกับเสียงร้องของโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าดังขึ้น คนโทรคือโมกข์อย่างที่คิด มัสยากดรับ ตั้งใจจะบอกว่าเดี๋ยวเดินไปรอหน้าปากซอย เขาจะได้ไม่ต้องวนรถเข้ามารับมันจะเสียเวลา

ทว่า... ปลายสายกลับพูดขึ้นมาห้วนสั้นแต่กระชับใจความ

“ขวามือ” แค่นั้นสายก็ตัดไป

มัสยามั่นใจว่าเธอมองรอบๆ แล้วแต่ไม่เห็น แต่เมื่อเพ่งมองดีๆ

อีกทีถึงได้เข้าใจ

ตอนเช้าขับรถยนต์แล้วเหตุใดตกค่ำถึงควบมอเตอร์ไซค์ มัสยาไม่มีความรู้เรื่องรถเท่าไหร่แต่มองเจ้าเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนสองล้อสีดำนี้ ชื่อของมันคงไม่ใช่อย่างที่เธอคิด

“ขึ้นมา” เขาสั่งเสียงเข้ม แถมยังใช้มือตบเบาะเป็นตัวเร่ง “หรือรอให้ผมปูพรมให้”

“หมวกกันน็อกล่ะคะ” มัสยาไม่ได้มีปัญหาในการซ้อนท้ายเจ้ารถคันนี้ แต่โมกข์ควรมีเครื่องป้องกันให้เธอไม่ใช่หรือไง

“เอาไปใส่เอง” สิ้นคำ หมวกนิรภัยก็หลุดลอยจากมือซึ่งเธอเกือบรับไว้ไม่ทัน มัสยาพยายามระงับอารมณ์ที่เริ่มปะทุในใจ

กับเธอ... โมกข์ไม่เคยเกรงใจคิดจะกระทำกันอย่างไรก็ได้

“ดูเหมือนฝนจะตกนะคะ” ดวงตากลมเหลือบมองฟ้าที่มีเมฆสีมืดกำลังเคลื่อนตัวรวมกลุ่มเกาะกัน ลมที่พัดผ่านมาดูคล้ายมีแววว่าจะตก

“รู้ดี” คนตัวโตแค่นเสียงเย้ยหยัน

“ว่านดูจากแอปฯ น่ะค่ะ” ไม่กระแนะกระแหนกันสักครั้งคงไม่ใช่โมกข์ มัสยาเตือนตัวเองเสมอว่าอย่าไปโต้ตอบเขามาก เดี๋ยวจะพาให้เครียดจนปวดหัว

“รีบขึ้นมา” ชายหนุ่มเพิกเฉยต่อคำเตือนนั่น “อย่ามัวแต่ลีลา”

โมกข์กระตุกยิ้มกับการเก็บไม้เก็บมือของหญิงสาว เธอไม่ได้เอื้อมมือกอดแต่กลับพยายามทรงตัวนั่งหลังตรงหลีกเลี่ยงการโดนตัวอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่กอดก็จับเสื้อไว้” นัยน์ตาคมมองอากัปกิริยาผ่านกระจก เห็นเจ้าตัวเลื่อนสายตามองชั่วครู่ก่อนที่โมกข์จะรับรู้ได้ถึงแรงดึงบริเวณสีข้าง “จับดีๆ ตกไป ผมคงไม่ใจดีวนไปรับ”

คนปากแบบนี้น่ะเหรอ ที่เธอเคยพลั้งใจไปหลงรัก ไม่รู้ว่าตอนนั้นหน้ามืดหรือมีอะไรบังตา

โลกช่างตลกร้ายที่สุดท้ายชีวิตคนสองคนกลับต้องโคจรมาอยู่ร่วมกัน มัสยาคิดว่าทั้งเธอและเขาคงมีเรื่องที่ต้องตกลงกันอีกเยอะ

คนไม่ได้รักกัน... จะทนอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?

แปะ ! แปะ ! แปะ !

เสียงเม็ดฝนตกกระทบดังขึ้น ยิ่งคนขับเร่งความเร็วเท่าไหร่ อาการแสบๆ คันๆ เกิดขึ้นตามแขนยิ่งทวีคูณ เหมือนตอนนี้เรากำลังวิ่งเข้าหาฝนมากกว่า

ขณะที่หยาดพิรุณยังคงกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา มัสยาเลื่อนอ้อมแขนกอดเกี่ยวเอวคนเป็นสามีไว้อย่างจำใจ ไม่อย่างนั้นเธอคงได้กลิ้งตกรถตามที่เขาปรามาส

สุดท้ายโมกข์จำต้องยอมหักเลี้ยวเข้ามาหลบฝนในปั๊มน้ำมันอย่างเลี่ยงไม่ได้ จอดรถได้ก็พากันวิ่งหาที่พักพิงเนื้อตัวเปียกปอนเหมือนลูกหมาตกน้ำ

ดูเหมือนโมกข์จะหัวเสียไม่น้อยที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่เขาตั้งไว้ หัวคิ้วขมวดมุ่นยามที่นัยน์ตาคมจ้องมา เตือนก็แล้วการที่ฝนตกมันความผิดเธอที่ไหน

“เสื้อคุณเปียก” ชายหนุ่มตีเสียงขรึม พลางถอดเสื้อหนังสีน้ำตาลตัวนอก

“ค่ะ ก็ฝนตกนี่คะ เราเปียกด้วยกันทั้งคู่” ฝนไม่ว่าแต่ลมพัดแรงด้วยนี่สิ สองแขนโอบกอดตัวเองหวังคลายความหนาวเหน็บ แต่กลับช่วยอะไรได้ไม่มากเท่าไหร่

“เห็นไปถึงไหนต่อไหน”

สิ้นเสียงแกมตำหนิความมืดก็ปกคลุม โมกข์จับเสื้อตัวที่ถอดออกคลุมศีรษะเธอ จะเรียกว่าจับก็ไม่ถูก น่าจะเหมาะกับคำว่าโยนใส่มากกว่า

“รู้ว่าฝนจะตก ยังใส่เสื้อสีขาว”

“…”

“จงใจอ่อยหรือเปล่า?”

“ว่านจำเป็นต้องทำอะไรแบบนั้นด้วยเหรอคะ”

กระนั้นเธอก็ไม่ได้หยิ่งในศักดิ์ศรีไปมากกว่าการห่วงสภาพร่างกายตัวเอง ขอบคุณโมกข์ที่ยังมีจิตใจโยนเสื้อให้เธอสวมคลายหนาว ชำเลืองมองคนตัวโตเหมือนว่าเขาไม่ได้สะทกสะท้านต่อลมแม้แต่น้อย 

“หิว” เสียงเข้มเปรยขึ้น

มันคือประโยคบอกเล่า หรือประโยคคำสั่งกันแน่

“คุณรออยู่นี่แล้วกันค่ะ” ร้านสะดวกซื้ออยู่ไม่ไกล แต่จะให้เข้าไปหลบในนั้นคงได้แข็งทื่อ “อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ”

“อะไรก็ได้”

บอกตามตรงว่าเขาเกลียดท่าทีเย่อหยิ่งของมัสยาไม่น้อย บางครั้งสายตาที่หญิงสาวใช้มองกันทำราวกับเขาเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป