บทที่ 5 5
การได้อยู่ห่างจากโมกข์แม้เป็นเพียงไม่กี่นาทีกลับทำให้เธอหายใจโล่งจนน่ามหัศจรรย์ ยอมทนกับความหนาวเมื่อก้าวขาเข้ามาในร้านสะดวกซื้อดีกว่าทนอยู่ใกล้คนจิตใจคับแคบแบบนั้น
อาหารง่ายๆ ที่ใครหลายคนยกให้เป็นเมนูสิ้นคิดอย่างผัดกะเพราไก่ถูกหยิบขึ้นมา ส่วนตัวเองเลือกกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพราะอยากซดน้ำร้อนๆ มากกว่า
เดินออกมาฝนก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเบาลงสักนิด หวังว่าหลังจากที่ยัดอาหารลงท้องแล้วคงซาๆ ลงไปบ้าง ถึงบ้านคงได้อัดยาพาราฯ แล้วค่อยเข้านอน
“ขอบคุณ” โมกข์รับกล่องข้าวไปไว้ในมือ ตาก็เพ่งพิศอาหารมื้อเย็นของอีกฝ่าย “มาม่า?”
“ค่ะ” หน้าตาชายหนุ่มแสดงออกถึงการมีปัญหากับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเธอ “ทำไมคะ”
“โซเดียมเยอะ” คนพูดดูเหมือนชะงักไปชั่วขณะ ตอนที่ย้ายสายตามองของในมือ คงลืมไปว่ากะเพราไก่ตัวเองก็ไม่ได้ต่างจากของ
หญิงสาว “ช่างเถอะ ไม่ได้กินบ่อย”
มัสยาทำทีเบือนหน้าไปทางอื่นซ่อนรอยยิ้มขบขัน ขยับตัวออกห่างต่างคนต่างกินอาหารของตัวเองเงียบๆ ท่ามกลางสายฝน เป็นโมเมนต์ที่ทรมานหาใช่ความโรแมนติกแต่อย่างใด
เจ้าของร่างสูงยืดตัวขึ้นเมื่อสายฝนเริ่มเบาบางลง ควานหาโทรศัพท์ที่ยังโชคดีไม่พังไปเสียก่อน กดโทรหาคนที่บ้านใหญ่ซึ่งน่าจะรอกันเก้อ
ให้ไปสภาพนี้คงไม่ไหว ไว้ยกยอดไปวันอื่นแทนเถอะ
“อยู่ไหนแล้วเจ้าโมกข์ แม่โทรไปตั้งหลายสายทำไมไม่รับ ฮึ!” เพียงแค่ทางนั้นรับสาย มารดาก็พรั่งพรูถ้อยคำรัวๆ จนชายหนุ่มยกมือถือออกห่างแทบไม่ทัน
“ติดฝน วันนี้คงไปไม่ได้แล้วครับ”
“เดี๋ยวนะ” เหมือนท่านน่าจะเดินออกจากที่เดิมเพราะได้ยินเสียงลากฝีเท้า “แกอย่ามาอ้าง ติดฝนอะไรกัน”
“ผมขับมอเตอร์ไซค์ ตอนนี้ติดฝนอยู่กับว่านในปั๊ม เปียกทั้งคู่”
“แล้วนึกคึกอะไรถึงได้ขับรถแบบนั้นไปรับน้อง แกบ้าหรือเปล่า”
“เอาเป็นว่าวันนี้ผมคงไปกินข้าวด้วยไม่ได้แล้ว”
“แล้วหนูว่านอยู่ไหน แม่อยากคุยกับน้อง”
“สักครู่ครับ”
มัสยาเลิกคิ้วขึ้นเมื่อจู่ๆ คนตัวโตยื่นโทรศัพท์ให้พร้อมกับสีหน้าคล้ายคนกำลังเอือมระอา เธอรับโทรศัพท์มือถือมาแนบหู คาดว่าปลายสายคงไม่พ้นคุณป้าสรินทิพย์
“ว่านค่ะ” แต่กันไว้ดีกว่าแก้โดยการแนะนำตัวเองก่อน หากไม่ใช่ท่านแล้วนอกจากจะหน้าแตกยังทำให้อีกฝ่ายพลอยรู้สึกไม่ดีไปด้วย
“เจ้าโมกข์ว่าติดฝนอยู่ จริงหรือเปล่าลูก”
ดูเหมือนคนที่ยืนไม่ใกล้ไม่ไกลรอฟังว่าเธอคุยอะไรบ้าง โมกข์ไม่ได้แอบฟังแต่แสดงให้เห็นเลยว่าตั้งใจสังเกตการณ์ มุมปากหยักนั้นหยัดยิ้มขึ้นราวกับล่วงรู้สิ่งที่เธอกำลังคิด
“ตอนนี้หลบฝนกันอยู่ที่ปั๊มค่ะคุณป้า”
“ตายจริง” ท่านจิ๊ปากคล้ายขัดใจ “แล้วเจ้านั่นเป็นบ้าอะไรถึงได้ขับรถแบบนั้นไปรับเมีย”
ยอมรับว่าตอนนี้เธอไม่ชินกับคำว่า ‘เมีย’ ได้ยินทีไรมักคันยุบยิบแปลกๆ
“ตอนกลางคืนรถติดค่ะ ขับมอเตอร์ไซค์อาจจะคล่องตัวกว่า” ไม่ได้พูดแก้ต่างให้คนที่กำลังจับจ้อง แต่เพราะไม่อยากให้สรินทิพย์ไม่สบายใจ “อีกอย่างฟ้าฝนเอาแน่เอานอนไม่ได้ด้วยค่ะคุณป้า”
“งั้นว่างเมื่อไหร่หนูต้องมากินข้าวกับป้าที่บ้านนะลูก” มัสยาเตรียมจะตอบรับ แต่ท่านกลับสวนขึ้นมาเสียก่อน “เดี๋ยวป้าให้คนไปรับที่ร้าน ห้ามนั่งซ้อนรถสองล้อของเจ้าโมกข์เด็ดขาด”
มัสยามั่นใจว่าท่านพูดดังพอที่จะทำให้คนเป็นลูกชายได้ยิน ประจวบกับตอนนี้ฝนหยุดตกแล้วจึงไม่มีเสียงรบกวน
“ไว้ว่านจะรีบไปช่วยคุณป้าเข้าครัวนะคะ”
“จ้าลูก ป้ารอหนูนะ”
“สวัสดีค่ะคุณป้า”
เจ้าของร่างสูงหัวเราะในลำคอเมื่อรับโทรศัพท์กลับมาพบว่ามารดาวางสายไปแล้ว ดูทรงมัสยาน่าจะเข้าหาผู้ใหญ่ได้ดีเหลือเกิน ขนาดเขาเป็นลูกแท้ๆ ท่านยังไม่ให้ค่าเท่าผู้หญิงที่เข้ามาเป็นสะใภ้
“แม่ผมชอบคนเอาใจ” จงใจพูดช้าๆ ชัดๆ เน้นย้ำให้อีกฝ่ายรู้สึก “ส่วนคุณก็ดูจะถนัดเรื่องพวกนี้เป็นพิเศษ”
มัสยาเม้มปากแน่นสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ดูเหมือนโมกข์จะมีความสุขกับการที่ได้แขวะหรือจิกกัดกัน หากเธอโกรธก็เท่ากับเข้าเป้าเขา
ใช่ไหม
“ว่านเอาใจกับประจบเฉพาะรายบุคคลค่ะ” เรียวปากบางคลี่ยิ้ม “ท่านว่าลูกชายไม่ค่อยกลับบ้าน เลยค่อนข้างเอ็นดูว่านเป็นพิเศษ”
คนถูกพาดพิงซึ่งๆ หน้าได้แต่แค่นหัวเราะ ตอนแรกคิดว่าเจ้าตัวจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเสียอีก ไม่น่าเชื่อว่ามัสยาจะเก็บอารมณ์แถมยังโต้กลับมาได้ดีกว่าที่คิด
อะไรทำให้เธอเปลี่ยนไป แต่ดูๆ ไปแล้วก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำตัวน่ารังเกียจเหมือนเมื่อก่อน...
‘พี่โมกข์เป็นของว่าน ใครแย่งไปว่านจะอาละวาดให้พังไปข้าง คอยดูสิ’
โมกข์ : ผมมีเรื่องจะตกลงกับคุณ
ข้อความไลน์นี้ถูกส่งมาช่วงที่เธอกำลังเดินทางมาร้าน เพราะขับรถอยู่เลยไม่ได้ตอบจนเวลาล่วงเลยมาช่วงบ่ายถึงเพิ่งนึกได้
ว่าน : ไว้คุยกันที่บ้านนะคะ
นิ้วเรียวพิมพ์ตอบโดยไม่ลังเล มัสยาคิดอยู่ว่าระหว่างโมกข์กับเธอควรมีข้อตกลงกันอย่างชัดเจน เพราะถึงอย่างไรเราคงไม่สามารถอยู่ด้วยกันในฐานะสามีและภรรยาได้ตลอดไป
งานแต่งที่เพิ่งผ่านพ้นไปถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายโดยมีแค่คนในครอบครัวรวมถึงแขกคนสำคัญ นอกเหนือจากคนกลุ่มนี้ก็ยังไม่มีใครรู้
และเพราะแบบนี้กระมังเธอถึงได้โดนกดดันผ่านสายตาของใครบางคน
