บทที่ 6 6

“จะเล่าได้ยัง” พลรบลุกขึ้นยืนใช้มือเท้าโต๊ะ ใบหน้าคมขมวดมุ่นดูคล้ายกับเด็กยามโดนขัดใจ “รบไปที่บ้านตั้งใจเอาของไปฝาก แล้วแม่ว่านบอกว่า”

“ว่า…” มัสยายกกาแฟขึ้นจิบ ทำไขสือกับสิ่งที่เพื่อนกำลังพยายามคาดคั้น

“ว่านย้ายเข้าไปที่เรือนหอแล้ว รบไม่รู้เหรอลูก” เจ้าเพื่อนตัวดีเลียนเสียงมารดาของเธอ ซึ่งไม่ได้มีความคล้ายคลึงสักนิดแต่ก็น่าขันไม่น้อย “ขำอะไรวะว่าน ไม่ใช่เรื่องตลก”

“เอ้า นี่ซีเรียสเหรอ”

พลรบถึงกับพ่นลมหายใจยาวเหยียด ยกมือเสยผมลวกๆ เผื่อจะหายงุ่นง่านกับความลีลาของมัสยา ไม่ให้ตกใจได้ไงในเมื่อจู่ๆ เพื่อนสนิทแต่งงานโดยไม่เชิญไปงาน

นอกจากไม่เชิญ มันยังไม่บอกให้เขารู้ด้วยซ้ำ!

ยิ่งไปกว่านั้นสามีของมัสยากลับกลายเป็นผู้ชายคนเดียวกับคนที่เพื่อนเคยจมปลักย่ำอยู่กับที่ กว่าจะงัดตัวขึ้นออกมาใช้ชีวิตได้ดังเดิมก็ใช้เวลาไปนานนม

แล้วเหตุใดถึงย้อนกลับมาที่เดิม หรือมันมีอะไรมากกว่าที่เขาคิด?

“เพื่อนไม่อยู่แค่สามเดือนหนีไปแต่งงานเฉย” พลรบกระแทกตัวลงกับเก้าอี้ หน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แม้ว่าเพื่อนจะเลื่อนชาเย็นปั่นเมนูโปรดมาไว้ตรงหน้าก็ไม่เป็นผล “เกิดอะไรขึ้นกันแน่วะ มีไรทำไมไม่บอก”

“มัน…”

“ขอความจริง” ชายหนุ่มย้ำชัดพลางยกนิ้วชี้หน้า “ไม่เอาน้ำ ขอเนื้อๆ”

“ซับซ้อน” มัสยาว่ายิ้มๆ ไม่ใช่ว่าอยากมีความลับกับเพื่อน เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันดูมีปมมีคนอยู่เบื้องลึกเบื้องหลัง

ทั้งเธอรวมถึงโมกข์ไม่ใช่คนประมาท จู่ๆ มานอนอยู่ในห้องเดียวกันแถมยังอยู่บนเตียงเดียวกันในสภาพที่เปลือยเปล่า ไม่คิดว่ามันแปลกไปหน่อยเหรอ

ต่อให้คืนนั้นจะกรึ่มๆ เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ทั้งคู่ก็เถอะ

“จงใจเลี่ยง?” คิ้วหนาเลิกขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกยิ้มที่เห็นสีหน้าอ่อนใจของหญิงสาว พลรบยกข้อมือขึ้นส่องนาฬิกาหรูก่อนเปิดปากบอก “วันนี้ว่าง มีเวลาทั้งวัน”

“ไอ้รบ!” ไอ้บ้านี่กวนประสาทไม่เลิก รู้ว่าเธอไม่อยากเล่าแต่ก็ยังคาดคั้นไม่ยอมท่าเดียว ปกติเพื่อนจะค่อนข้างเว้นช่องว่างเรื่องราวส่วนตัวให้

แต่นี่คงดูเป็นเรื่องใหญ่ในสายตาของมันกระมัง ถึงได้นั่งกดดันกันแบบนี้

“ขอเคลียร์ออเดอร์ที่เหลือก่อน แล้วจะเล่าให้ฟัง” คนโดนต้อนจนมุมถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เรื่องมันยาว”

พลรบเป็นทั้งเพื่อนทั้งหุ้นส่วนร้าน ‘กลิ่นเกสร’ รู้จักและเริ่มสนิทกันตั้งแต่ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัย เขาเป็นเพื่อนเพียงไม่กี่คนที่บิดาของเธอยอมรับให้คบหาด้วย

หลายครั้งที่มัสยาเอ่ยปากขอโทษเพื่อนเพราะครอบครัวมักมองและตัดสินคนรอบข้างจากฐานะทางบ้าน หากพลรบไม่ใช่ลูกหลานคนใหญ่คนโต มีหรือคนเป็นพ่อจะยอมให้เธอมีเพื่อน

น่าขันเหลือเกินที่ชีวิตคนหนึ่งคนถูกตีกรอบไว้อย่างชัดเจน กรอบนั้นถูกตีแคบลงเรื่อยๆ จนคนที่อยู่ในนั้นเริ่มทนไม่ไหว ในวันที่เราลุกขึ้นมีปากเสียงเพื่อปกป้องตัวเอง กลับถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลี้ยงไม่เชื่อง

พลรบถือเป็นหนึ่งในคนที่เธอสามารถไว้ใจได้ ดังนั้นสุดท้ายแล้วเธอจึงยอมเปิดปากบอกสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น

“เอากุญแจรถมา” คนพูดลุกขึ้นยืนบิดกายคลายความเมื่อยเล็กน้อย แถมยังแบมือรอรับสิ่งที่เอ่ยปากขอไปเมื่อครู่ “เดี๋ยวขับไปส่งที่บ้าน”

ดวงตากลมเหลือบมองเพื่อนนึกระอาใจ พลรบไปทำธุระที่ต่างประเทศราวๆ สามเดือน เวลาติดต่อกันก็คุยกันแค่เรื่องการขยายสาขาของร้านเท่านั้น พอมันมารู้ทีหลังก็คงออกอาการฮึดฮัดเป็นธรรมดา

‘อีกนิดก็เป็นผัวละนะ’

‘ขนลุก พูดอีกจะตีปาก’

‘ทำไมอะ ว่านไม่สวยตรงไหน’

‘สวยมันก็สวย แต่เอาเพื่อนไม่ลงว่ะ’

ตอนแรกก็ระแวงเรื่องความสัมพันธ์ในเรื่องเพื่อนรักเพื่อน แต่พออีกฝ่ายยืนยันแบบนั้นมัสยาก็พลอยเบาใจ พลรบเป็นเพื่อนบางครั้งก็เหมือนพี่ชายที่คอยตักเตือนสอนอะไรเธอหลายๆ อย่าง

‘ไม่ผิดหรอกที่รักเขา แต่ผิดที่เอาแต่จมปลักจนทำให้ชีวิตตัวเองติดลบขนาดนี้’

‘หัวใจตัวเองยังไม่ดูแล แล้วหวังจะให้ใครมาดูแลวะ’

‘มีใครบ้างไม่เคยอกหัก มันก็เจ็บกันทุกคน อยู่ที่ว่าจะมูฟออนได้เร็วแค่ไหน’

‘มูฟออนได้ไวเท่าไหร่มันก็ยิ่งดีกับตัวเองเท่านั้น’

ในชีวิตของมัสยาถ้านับคนที่หวังดีกับเธอจริงๆ แค่มือเดียวก็คงพอ และหนึ่งในนั้นก็มีพลรบรวมอยู่ด้วย แม้ในบางครั้งชายหนุ่มจะขยันป่วนประสาทเธอเกินไปก็เถอะ

“วนไปวนมาเพื่อ?” บ่นไปอย่างนั้น สุดท้ายเธอก็ควักกุญแจรถให้เพื่อนอยู่ดี “ขับไปคอนโดฯ รบก็พอ เดี๋ยวว่านขับกลับบ้านเอง”

“ไม่เป็นไร” อีกฝ่ายไหวไหล่ยืนยันเจตนารมณ์ตัวเองเหมือนเดิม “ตั้งใจจะไปส่องเรือนหอเพื่อนสักหน่อย จะใหญ่โตขนาดไหน”

“ไปก็ไม่เจอเขาหรอก ตอนนี้น่ะ” ทำไมมัสยาจะไม่รู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงของพลรบคืออะไร ไม่ใช่ว่าอยากเห็นที่อยู่อาศัยหรอก แค่อยากเจอหน้าสามีทางนิตินัยเธอมากกว่า

“เออ” พลรบยอมรับเสียงเนือย “อยากเห็นหน้าไอ้คนที่ทำให้เพื่อนมูฟออนเป็นวงกลมไง”

“ทำอย่างกับไม่เคยเห็น” เอาเข้าจริงเรื่องส่วนตัวของเธอ พลรบรู้เกือบทุกเรื่องแล้วกระมัง “แล้วขอปฏิเสธไอ้ที่ว่ามูฟออนเป็นวงกลม เพราะตอนนี้ว่านไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว”

“จริงดิ” เจ้าของร่างสูงปลดล็อกประตูจากรีโมต ทำหน้าที่สุภาพบุรุษด้วยการเปิดประตูแล้วจับเพื่อนยัดเข้าไปในรถ เท้ามือกับหลังคายืนมองเจ้าของรถราวกับไม่เชื่อเท่าไหร่ “ตื่นมาอยู่บนเตียงเดียวกัน แถมแก้ผ้าทั้งคู่แบบนั้น ตอนนี้ยังอยู่บ้านหลังเดียวกัน”

“แล้ว?” มัสยากอดอกถาม

“ใจไม่เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ บ้างเลย?” เท่าที่พยายามคาดคั้นอยู่ในตอนนี้ พลรบมองเห็นถึงความแตกต่างกับเมื่อหลายปีก่อน เพราะใน

แววตาของเพื่อนไม่หลงเหลือความเจ็บปวดอยู่ในนั้นเลยสักนิด

เก่ง…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป