บทที่ 8 8

สรินทิพย์มีสีหน้าตกใจเล็กน้อย หัวคิ้วขมวดมุ่นก่อนถอนหายใจ ในฐานะที่เป็นแม่ไม่ใช่ว่าเธอมองไม่ออกว่าโมกข์กับมัสยามีท่าทีแปลกๆ ต่อกัน ไม่เหมือนเมื่อครั้งวัยเยาว์ที่ตัวติดกันราวกับปาท่องโก๋

“คืนนั้นถ้าจำไม่ผิด เหมือนหนูจะขอตัวไปนอนก่อนใครเขา”

“ค่ะ ว่านจำได้แค่ว่าขอตัวกลับไปนอนที่ห้อง” มัสยาเผลอกัด

ริมฝีปากตัวเองแน่น ระหว่างทางที่เดินกลับยังเห็นโมกข์ยืนคุยกับปาลิดาอยู่ด้วยซ้ำ “ว่านล็อกประตูค่ะ จากนั้นก็หลับไปเลย”

“หนูกำลังสงสัยว่ามีคนจัดฉากใช่ไหม” สรินทิพย์ยกมือลูบศีรษะหญิงสาว จะบอกว่าผิดหวังก็คงไม่ผิดนัก เพราะเธอเคยวาดฝันอยากได้

มัสยามาเป็นลูกสะใภ้

วันนี้แม้ได้สมใจอยาก แต่ดูเหมือนหญิงสาวไม่มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น

“ว่านไม่รู้เลยค่ะคุณป้า” มัสยาบอกเสียงแผ่ว มือสองข้างบีบเข้าหากัน “แต่พอเกิดเรื่องแบบนี้แล้วเหมือนว่านมีส่วนทำลายชีวิตเขา”

มัสยายังจำแววตาจงเกลียดจงชังของโมกข์ในวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเรานอนอยู่บนเตียงเดียวกัน สายตาคู่นั้นไม่ได้ต่างไปจากคืนวันที่เขาเป็นฝ่ายตัดความสัมพันธ์

‘ต้องการอะไร’

‘สุดท้าย คุณก็ยังอยากได้ผมเป็นผัวจนตัวสั่น?’

เป็นถ้อยคำที่ติดอยู่ในใจมัสยาเพราะมันแสดงให้เห็นถึงการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอ ในสายตาโมกข์ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ยังเป็นผู้หญิงที่วิ่งไล่จับผู้ชายอยู่วันยังค่ำ

มันก็จริงที่ครั้งหนึ่งเธอเคยทำตัวแย่ๆ แบบนั้น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งคนเราก็ต้องรู้ตัวเองว่าตอนไหน ‘ควรหยุด’ วิ่งตามสิ่งที่ไม่มีวันเป็นของตัวเอง

“ป้าไม่รู้หรอกนะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” สรินทิพย์บีบมือคนที่เหมือนตกอยู่ในภวังค์ “แต่ป้าดีใจที่หนูว่านได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของป้า”

สิ่งที่ท่านแสดงออกทำให้มัสยาสัมผัสได้ว่าท่านรู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ

“จะว่าป้าเห็นแก่ตัวก็ได้” คนพูดดวงตาเป็นประกายอย่างมีหวัง “ไหนๆ ก็แต่งงานกันแล้ว ป้าอยากให้หนูว่านเปิดใจให้พี่เขา ไม่อยากให้มองว่าเป็นแค่การรับผิดชอบหรือเรื่องบุญคุณเกี่ยวกับธุรกิจ”

มัสยาถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก เธอซาบซึ้งในความเอ็นดูที่ท่านมีให้ แต่สำหรับเรื่องนี้คงไม่สามารถทำในสิ่งที่ท่านปรารถนา

“หนูว่านรับปากป้าได้ไหมลูก” มารดาของโมกข์ยังคงสานต่อเจตนารมณ์ของตัวเอง

“ค่ะ” เธอตอบรับอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย

ถึงอย่างไรเรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับพื้นฐานของหัวใจ ซึ่งเธอกับโมกข์คงไม่มีวันมาบรรจบกัน

พอรับปากไปแบบนั้นดูเหมือนสรินทิพย์จะมีความหวังมากขึ้น ท่านดูอารมณ์ดียิ่งกว่าเดิมจนมัสยาไม่กล้าสารภาพความจริงถึงความสัมพันธ์ที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นย่ำแย่ระหว่างเธอกับลูกชายของท่าน

เขาว่ากันว่าถอนหายใจหนึ่งทีจะอายุสั้น มีหวังตัวเองคงได้ตายในเร็ววัน ขนาดไม่ได้นับเป็นจริงเป็นจังก็ยังรู้สึกได้ว่าถอนหายใจอยู่บ่อยครั้ง

วินาทีที่ย่างก้าวกลับเข้ามาในบ้าน เจ้าของร่างสูงที่ยืนอยู่ช่วงห้องโถงนั้นมองเธอราวกับกำลังจับผิด โมกข์ทำเหมือนเธอเป็นนักโทษที่ต้องคอยคุมประพฤติตลอดเวลา

“ออเซาะอะไรท่านอีก”

มัสยาถึงกับหยุดปลายเท้า พอรู้ตัวอยู่แล้วว่าคนอย่างโมกข์คงไม่ปล่อยให้เธอเดินผ่านง่ายๆ วันไหนไม่พูดแขวะกันสักวันเขาคงอกแตกตายกระมัง

“ทำอะไรไว้หน้าผมบ้าง” โมกข์ปรายตามองอีกทั้งยังแสยะยิ้ม “แต่งงานไม่ทันไรทำงามหน้าพาผู้ชายมาบ้าน”

น้ำเสียงของชายหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน อาการที่โมกข์แสดงออกมานั้นเต็มไปด้วยการตำหนิ ซึ่งมันก็ทำให้มัสยาอดที่จะหัวเราะในลำคอไม่ได้

“ยังไม่สำนึก” คนตัวโตบอกเสียงลอดไรฟัน “ถึงจะรู้ว่าคุณไม่ใช่คนหน้าบาง แต่ผมไม่อยากตกเป็นขี้ปากชาวบ้านชาวช่อง”

ดวงตากลมโตหรี่แคบลงไล่มองบริเวณรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าสรินทิพย์ไม่ได้อยู่แถวนี้ มัสยาจึงกล้าที่จะสาวเท้าเข้าหาสามีขณะที่เขาเลิกคิ้วขึ้นราวกับสงสัย

“ว่านเพิ่งรู้ว่าคุณโมกข์ใส่ใจเรื่องความอยากรู้อยากเห็นของคนอื่น” เขารู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังเข้าข่ายพวกทำอะไรย้อนแย้ง “ถ้ามันจะตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน ข่าวก็คงแพร่สะพัดตั้งแต่คืนเข้าห้องหอแล้วมั้งคะ”

“…” สิ่งที่หญิงสาวตอกกลับทำเอาโมกข์พูดไม่ออก

ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มจ้องนัยน์ตาเข้มไม่นึกกริ่งเกรง เธอไม่ใช่เด็กน้อยที่คล้อยตามใครง่ายๆ เหมือนเมื่อหลายปีก่อน ถ้าจะมาหลอกด่าหรือเอาแต่พูดเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ก็ควรยอมรับสำหรับผลที่จะตามมา

ต่อว่าคนอื่นได้อยู่ฝ่ายเดียวหรือไงกัน

“ว่านไม่สนใจหรอกค่ะว่าคุณจะไปไหนหรือทำอะไรกับใคร” เธอบอกเสียงเบาแต่เน้นย้ำทุกคำ “แต่กรุณาคุมคนของตัวเองให้ดี”

“พูดบ้าอะไร” โมกข์กระซิบกลับไป เพราะเสียงพูดคุยของมารดากับพรประวีดังขึ้นมาเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ

“คุณโมกข์ฉลาดนี่คะ เรื่องพวกนี้ก็ไม่น่าเกินการคาดเดา” ปลายนิ้วเรียวจิ้มแผงอกแกร่งก่อนช้อนตามอง “อย่าล้ำเส้นกับว่านมากเกินไป เพราะตอนนี้ว่านอยู่ในฐานะภรรยาของคุณ ฝากไปบอกคนของคุณด้วยว่าถ้าอยากแสดงตัวมากละก็… ขอให้เราหย่าขาดจากกันก่อนไม่ดีกว่าเหรอคะ”

“ว่าน!” โมกข์ขบกรามแน่น

“คราวหน้าคราวหลังจะทำอะไร อย่าให้คนอื่นเขาย้อนกลับมาว่าตัวเองได้สิคะ” มัสยาทำทีเป็นขยับเนกไทให้ชายหนุ่ม เรียวปากบางคลี่ยิ้มโดยพลัน

“หนูว่าน” สรินทิพย์เปล่งเสียงเรียก ดังมาจากห้องโถงใกล้กับห้องนั่งเล่นที่เธอกับโมกข์ยืนอยู่

“ขา คุณป้า” มัสยาตอบรับกลับไปเสียงใส พลางผละตัวออกจากคนเป็นสามีที่ยังจ้องหน้ากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก็คงจะโมโหไม่น้อยที่กลายเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป