บทที่ 9 9
มัสยารู้ดี คนอย่างโมกข์ไม่ได้ยอมให้คนอื่นมาลูบคมง่ายๆ โดยเฉพาะเธอ แต่ถ้ายอมอยู่เฉยๆ ไม่มีปากไม่มีเสียงก็จะโดนกดหัวอยู่แบบนี้ เพราะเขาทำเพื่อสนองความสะใจล้วนๆ
“อ้าว ไม่รู้ว่าโมกข์อยู่ด้วย แม่เข้ามาขัดจังหวะหรือเปล่าลูก” มารดาของโมกข์ถึงกับชะงักปลายเท้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ส่วนพรประวีนั้นหลบอยู่ด้านหลังของท่านก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน
โมกข์ยืนนิ่งพยายามปรับอารมณ์ตัวเองให้ไวที่สุดก่อนหันไปทางมารดา โดยมิวายส่งสายตาอาฆาตให้คนตัวเล็กที่อยู่ใกล้ๆ
“ไม่ครับแม่” อยู่กับเขากับอยู่ต่อหน้าคนอื่น มัสยากลายเป็น
อีกคน “เราแค่คุยกันเรื่อยเปื่อย”
“งั้นไปกินข้าวกันเถอะลูก” สรินทิพย์ตรงเข้ามาคว้าแขนลูกสะใภ้ “นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้นั่งกินข้าวกับหนูว่าน ไปลูก มีแต่ของอร่อยๆ ทั้งนั้นเลย”
ผู้หญิงสองคนเดินผ่านห้องนั่งเล่นไปแล้ว คนหนึ่งคือบุคคลที่เขารักมากที่สุด ส่วนอีกคนจับพลัดจับผลูกลายเป็นภาระที่เขาต้องรับผิดชอบ
คืนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่ว่าจะคิดทบทวนดูกี่ครั้ง คนที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดก็ยังเป็นครอบครัวของเธอ ไหนจะสินสอดไหนจะมูลค่าหุ้นบริษัทที่เพิ่มขึ้นหลังสองครอบครัวเกี่ยวดองกันในที่สุด
ใครจะไปรู้ ไอ้ท่าทีที่ทำเหมือนไม่ได้สนใจกันแล้ว บางทีอาจเป็นเพียงหน้ากากที่มัสยาสร้างขึ้นมาเพื่อตบตาคนอื่นก็ได้
ใครว่าผู้ชายเล่นละครไม่เก่ง มัสยาร้องค้านสุดพลัง เพราะสิ่งที่เธอพบเจอนั้นนับว่าโมกข์เข้าขั้นนักแสดงยอดเยี่ยม เขายังพูดคุยกับมารดาอย่างเป็นธรรมชาติ หนำซ้ำยังหันมาตักกับข้าวใส่จานให้เธอ ทำราวกับหน้าที่สามีที่ดีไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถ
ต่อหน้าคนในครอบครัวตัวเอง ปฏิบัติกับเธอเหมือนเทพบุตร
ลับหลังคนอื่นทำตัวไม่ต่างจากมีดที่คอยทิ่มแทงกันทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
นั่นแสดงให้เห็นว่าความเกลียดที่เขามีให้เธอนั้นยังคงท้วมท้นจนน่าซึ้งใจ
มัสยาได้แต่สมเพชตัวเองเมื่อนึกย้อนไปถึงช่วงเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัยช่วงปีแรกๆ ชีวิตวัยนั้นของเธอหมดไปกับความขมขื่น เรียกร้องและเว้าวอนในสิ่งที่ไม่มีวันได้กลับมา
ดูเหมือนด้านนอกฝนจะตกหนัก จู่ๆ ก็พากันเทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา ฟ้าก็ร้องโครมๆ ถ้าคนที่กลัวเสียงอะไรแบบนี้คงได้มีผวากันไปข้าง
“ทำไมฝนตกหนักแบบนี้ล่ะเนี่ย” สรินทิพย์แง้มผ้าม่านดูฟ้าฝน “แบบนี้แม่จะขับกลับยังไง กว่าจะหยุดตกไม่ปาไปเที่ยงคืนเลยเหรอ”
“เดี๋ยวผมขับไปส่งแม่เองครับ” โมกข์ยืดตัวขึ้นจากโซฟา เตรียมคว้ากุญแจรถ แต่ติดตรงที่มารดาค้านขึ้นมาเสียก่อน
“ขับกลับไปกลับมากว่าจะถึงบ้าน พรุ่งนี้เช้าโมกข์มีประชุมแต่เช้าไม่ใช่เหรอลูก” น้ำเสียงคนพูดดูเห็นใจทว่าแววตากลับมีเลศนัยอย่างโจ่งแจ้ง “แม่นอนที่นี่สักคืนน่าจะดีกว่า”
ปัญหาใหญ่พุ่งเข้าใส่จนทั้งสองปั้นหน้าไม่ถูก ดูเหมือนพรประวีจะเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าดีหลังสบตาโมกข์กับมัสยา จึงได้แอบย่องขึ้นไปชั้นบนอย่างแยบยล
ชั้นบนมีสามห้องก็จริง แต่อีกห้องไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลยแม้กระทั่งเตียง
มัสยาถึงกับเม้มปากแน่นเป็นเส้นตรงเมื่อรับรู้ว่าคืนนี้ต้องนอนร่วมห้องกับโมกข์ เธอไม่ได้กลัวแต่มันไม่ชินที่ต้องนอนกับคนอื่น ไม่โทษฟ้าฝนที่เทลงมาจนทำให้สรินทิพย์ขับรถกลับบ้านไม่ได้ มันอันตรายสำหรับคนที่เริ่มสูงวัยแล้วต้องขับรถกลับแบบนั้น
ทนเอาแล้วกัน แค่คืนเดียวเดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ข้าวของเกือบทุกชิ้นของมัสยาถูกถ่ายโอนมายังห้องนอนโมกข์อย่างรวดเร็ว เตียงขนาดหกฟุตดูเล็กลงทันตาเมื่อคิดว่าต้องนอนร่วมเตียงกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี
“คงไม่คิดว่าผมพิศวาสว่านหรอกนะ”
มัสยาลากสายตาจากเตียงไปยังเจ้าของร่างสูงที่เพิ่งเดินผ่านประตูห้องน้ำ คิดว่าอย่างน้อยโมกข์ก็ยังมีมารยาทพอที่จะสวมชุดคลุมอาบน้ำออกมา ไม่ได้เดินโป๊เปลือยพาให้คนร่วมห้องอย่างเธอลำบากใจ
“ไม่หรอกค่ะ” เธอแสร้งหัวเราะ ก่อนยกยิ้มจางๆ “ว่านรู้ดีว่าคนอย่างคุณโมกข์ไม่คิดกลืนน้ำลายตัวเอง”
“ผมไม่ใช่คนแบบนั้นอยู่แล้ว” คนพูดยืนกอดอกปรายตามองภรรยาทางนิตินัย “ถ้าไม่โดนมัดมือชก ว่านคิดเหรอว่าระหว่างเราจะมีวันนี้”
“…” มัดมือชกงั้นเหรอ มัสยาอยากโต้เถียงแต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่ามันอาจจะเกิดมาจากคนของตัวเอง
‘เราควรหาทางให้ยัยว่านแต่งงานกับบ้านนั้นให้เร็วที่สุด’
‘ก่อนที่ทุกอย่างจะจมไปมากกว่านี้’
“ที่เงียบเป็นเพราะยอมรับแล้วใช่ไหม?” ชายหนุ่มเย้ยหยันจนเสียงขึ้นจมูก “แล้วยังไงต่อ? ได้ผมเป็นสามีสมใจ ว่านมีแผนอะไรต่อไป”
“ถ้าคุณจะเอาแต่พูดเรื่องพวกนี้ ว่านจะลงไปนอนข้างล่างนะคะ” ทำงานกลับบ้านมา เขาไม่อยากพักผ่อนหรือไงถึงหาเรื่องชวนทะเลาะอยู่ได้ “ส่วนที่คุณบอกว่ามีเรื่องจะตกลง ว่านขอเป็นวันอื่นแล้วกันค่ะ”
“ทำไม”
“ว่านง่วงค่ะ อาบน้ำเสร็จว่านจะนอน คุยวันอื่นแล้วกันนะคะ”
ทันที่ที่ลับสายตาจากชายหนุ่ม ลมหายใจถึงกับถูกพ่นออกมายาวเหยียด เหนื่อยกายหรือจะสู้เหนื่อยใจ ข้อตกลงที่โมกข์ต้องการคุยกับเธอคงไม่พ้นเรื่องหย่า
ก็ดีเหมือนกัน… ดันทุรังอยู่ด้วยกันต่อไปมีแต่จะแย่ลง
ทุกวันนี้มัสยาเอาสุขภาพจิตตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วยิ่งหลังแต่งงานอะไรหลายๆ อย่างก็เริ่มถดถอย เขาถึงบอกไงว่าสภาพแวดล้อมนั้นมีส่วนสำคัญ
