บทที่ 2 บทนำ
บทนำ
ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของดอกลิลลี่สีขาวนับหมื่นดอกที่ถูกประดับตกแต่งอย่างประณีต บรรยากาศภายในงานศพของ ท่านเจ้าสัวอัคร อัครเดโช เต็มไปด้วยความสงบของแขกผู้มาส่งเป็นครั้งสุดท้าย
หากกวาดสายตาเข้าไปในโซนที่นั่งฝั่งซ้าย จะพบกับกลุ่มบุรุษในชุดสูทสากลสีดำสนิทที่แผ่รังสีความน่ายำเกรงออกมา หนึ่งในนั้นคือรัฐมนตรีระดับประเทศที่นั่งก้มหน้าไว้อาลัยอย่างสงบนิ่ง ถัดไปที่โซนรับรองแขกด้านนอก แสงแฟลชจากสื่อมวลชนวูบวาบเป็นระยะเมื่อเหล่าดาราเซเลบแถวหน้าและไฮโซชื่อดังสลับสับเปลี่ยนกันเข้ามาเคารพศพผู้ที่มีพระคุณต่อวงการธุรกิจและบันเทิงไทย
แต่ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของแขกเหรื่อทั้งงาน.. กลับไม่มีใครสามารถละสายตาไปจากร่างระหงที่นั่งสงบนิ่งอยู่เพียงลำพังที่นั่งตรงตำแหน่งเจ้าภาพได้เลย
กิ่งเทียน ในชุดผ้าฝ้ายมัสลินสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างเรียบหรู ขับเน้นผิวขาวจัดให้ดูผุดผ่องราวกับหิมะกลางราตรี ใบหน้าเรียวสวยดั่งรูปสลักนั้นนิ่งสงบ ทว่าดวงตากลมโตกลับสั่นระริกไปด้วยความโศกเศร้า กิ่งเทียนในวัยยี่สิบเจ็ดปีดูบอบบางและเยาว์วัยเกินกว่าจะเป็น ‘แม่ม่าย’ ของมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศ
ความงดงามที่เกินหญิงทว่ายังคงกลิ่นอายของเด็กหนุ่มผู้บริสุทธิ์ ทำให้แขกเหรื่อพากันซุบซิบกระซิบกระซาบด้วยความริษยา
“นั่นน่ะเหรอ.. เมียแต่งที่ท่านจดทะเบียนด้วยก่อนตาย?”
“เห็นว่าแต่งได้แค่เดือนเดียวเองนะคุณ ดูสิ หน้าตาสะสวยขนาดนี้ มิน่าล่ะท่านถึงยอมแต่ง”
ในงานที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศนี้ กิ่งเทียนเปรียบเสมือนหงส์ขาวที่หลงอยู่ในฝูงกา เขาขยับกายเล็กน้อยเพื่อจัดระเบียบชุดสีดำที่ดูเรียบหรูให้เข้าที่ มาดของ ‘เจ้านาย’ แห่งบ้านอัครเดโชที่เจ้าสัวเคี่ยวเข็ญให้เขาวางตัวนั้นทำออกมาได้ไร้ที่ติจนไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาทักทายซี้ซั้ว
ท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกปกคลุมด้วยความโศกเศร้า เสียงกระซิบกระซาบที่เคยดังแผ่วกลับเงียบกริบลงทันที เมื่อเงาร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวข้ามผ่านธรณีประตูศาลาเข้ามา แสงไฟจากโคมด้านบนตกกระทบลงบนเส้นผมสีดำสนิทที่ถูกเซตเปิดหน้าผากรับกับโครงหน้าคมเข้ม นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวที่ฉายแววโอหังและเย็นชา จ้องมองตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัวต่อสายตานับร้อยคู่ที่มองมา
ความหล่อเหลาที่มาพร้อมกับรังสีคุกคามทำให้แขกเหรื่อหลายคนถึงกับเผลอกลั้นหายใจ
“นั่นใครกัน? หรือว่าจะเป็นลูกชายคนเดียวของท่านอัคร?”
“ใช่หรือเปล่า? เห็นว่าไปอยู่เมืองนอกตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่คิดว่าจะหล่อคมเข้มขนาดนี้”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังตามหลังร่างสูงที่ก้าวฉับ ๆ ไปยังหน้าโลงศพสีทองของบิดา ท่วงท่าการเดินที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเย่อหยิ่งส่งเสริมให้เขาดูเหมือนราชสีห์ที่กลับมาทวงอาณาจักร
เมื่อไปถึงหน้าแท่นเคารพศพ พนักงานที่ทำหน้าที่ดูแลพิธีรีบก้าวเข้ามาส่งธูปเทียนและดอกไม้จันทน์ให้ตามหน้าที่ ทว่า... ราชา กลับยืนนิ่ง เขาไม่แม้แต่จะยื่นมือไปรับสิ่งของเหล่านั้น นัยน์ตาคมกลับกวาดมองไปรอบ ๆ ด้วยความขุ่นมัว ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเย็น
“แล้วเมียพ่อไปไหน?”
พนักงานคนนั้นถึงกับหน้าถอดสีเมื่อถูกจ้องด้วยสายตาดุดันนั่น
“หน้าที่ส่งธูปส่งดอกไม้เนี่ย ต้องให้เมียเขามาทำไม่ใช่หรือไง หรือแต่งเข้ามาแล้วคิดแค่ว่าจะเป็นคุณนายเสวยสุข ชี้นิ้วใช้คนใช้ไปวัน ๆ จนลืมหน้าที่ตัวเอง?”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตะคอก แต่กระแสเสียงทรงอำนาจที่แฝงอยู่นั้นกลับทรงพลังจนคนรอบข้างสัมผัสได้ หญิงสาวที่โดนดุถึงกับตัวสั่นเทา ทำอะไรไม่ถูกจนกิ่งเทียนที่สังเกตเห็นความผิดปกติจากระยะไกลต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงน
เกิดอะไรขึ้นกันนะ?
ร่างระหงในชุดสีดำสนิทค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วเดินตรงมายังหน้าแท่นเคารพศพด้วยท่วงท่าที่สง่างาม
“มีอะไรหรือเปล่าครับ?” กิ่งเทียนเอ่ยถามเสียงแผ่วก่อนจะหันไปทางคนงานที่ยืนก้มหน้า
“เอ่อ.. คุณกิ่งคะ คือว่า..”
ยังไม่ทันที่คนงานจะได้อธิบายอะไร สายตาคมของบุรุษผู้มาใหม่ก็เลื่อนมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าจิ้มลิ้มของกิ่งเทียนทันที ราชาใช้สายตาคมกริบไล่มองอีกฝ่ายตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าด้วยกิริยาที่จงใจคุกคามและหยาบคาย ก่อนจะเหยียดยิ้มที่มุมปาก
“เธอเองเหรอ กิ่งเทียน?”
สรรพนามที่เรียกขานอย่างห่างเหินและสายตาที่เหมือนมอง ‘สิ่งของ’ มากกว่ามอง ‘คน’ ทำให้กิ่งเทียนรู้สึกวูบโหวงในอกขึ้นมาดื้อ ๆ เขาจ้องมองสบตากับชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้า.. พลันสัมผัสได้ทันทีว่าชีวิตที่เงียบสงบของเขากำลังจะจบลงตั้งแต่วินาทีนี้
