บทที่ 6 บทที่ 4 ความกรุ่นโกรธ 18+
บทที่ 4
ความกรุ่นโกรธ
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์อัครเดโชเงียบจนน่าอึดอัด ราชานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหลุยส์ตัวยาว ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉย ส่วนกิ่งเทียนนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง มือบางประสานกันบนตักด้วยกิริยาสำรวม
ตรงหน้าของทั้งคู่คือ คุณทนายสมิทธิ์ ทนายความประจำตระกูลที่รับใช้เจ้าสัวอัครมาหลายสิบปี เขาวางเอกสารปึกหนาลงบนโต๊ะหินอ่อน ก่อนจะขยับแว่นสายตาแล้วเริ่มอ่านข้อความในพินัยกรรมด้วยความฉะฉาน
“พินัยกรรมฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยเจ้าสัวอัครเดโช ในส่วนของมรดกที่ดินผืนใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมา บ้านพักตากอากาศที่จังหวัดภูเก็ต รวมถึงตั๋วฝากทองคำแท่งที่เก็บรักษาไว้ในธนาคารรวมมูลค่ากว่าหนึ่งพันบาท”
ทนายสมิทธิ์หยุดเล็กน้อยพลางสบตากับผู้ฟังทั้งสอง
“ทั้งหมดนี้ เจ้าสัวระบุให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ นายกิ่งเทียน แก้ววิจิตร แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น และให้มีสิทธิ์พักอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ต่อไปในฐานะผู้จัดการมรดกส่วนกลาง”
ราชาขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนาที่วางอยู่บนเข่าเผลอกำเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว กิ่งเทียนเองก็มีสีหน้าตกใจไม่น้อยที่ได้รับมรดกมหาศาลขนาดนั้น
“ในส่วนของหุ้นทั้งหมดในเครืออัครเดโช กรุป เงินสดในบัญชีทุกธนาคาร และคฤหาสน์อัครเดโชหลังนี้.. จะตกเป็นของ นายราชา อัครเดโช ก็ต่อเมื่อ..”
ทนายความเว้นจังหวะครู่หนึ่งจนความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง
“..เมื่อนายราชา อัครเดโช มีทายาทสืบสกุลที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วเท่านั้น หากยังไม่มีทายาท มรดกในส่วนนี้ทั้งหมดจะถูกระงับไว้ โดยให้นายราชาได้รับเพียงหุ้นปันผลของบริษัทตามเปอร์เซ็นต์ และต้องอยู่ภายใต้การดูแลเห็นชอบของนายกิ่งเทียนในฐานะผู้ถือครองสิทธิ์ร่วมจนกว่าเงื่อนไขจะบรรลุผล”
“อะไรนะ!” ราชาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เสียงทุ้มตวาดลั่นห้องโถงจนสาวใช้ที่ยืนอยู่ห่าง ๆ ถึงกับสะดุ้ง “ทนายพูดผิดหรือเปล่า! พ่อจะให้มรดกผมก็ต่อเมื่อผมมีลูกงั้นเหรอ! แล้วยังต้องให้ ‘แม่นี่’ เป็นคนอนุมัติเงินให้ผมใช้งั้นเหรอ!”
“เป็นไปตามลายลักษณ์อักษรทุกประการครับคุณราชา ท่านเจ้าสัวย้ำชัดเจนว่า.. หากไม่มีทายาทสืบสกุล ทรัพย์สมบัติที่ท่านสร้างมาก็ไม่มีความหมายที่จะส่งต่อ”
ราชายืนนิ่งราวกับถูกสาป ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธจัดผสมกับความอัปยศที่ถูกพ่อแท้ ๆ ดัดหลังอย่างเจ็บแสบที่สุด นัยน์ตาคมกริบตวัดกลับมามองร่างบางที่ยังคงนั่งอึ้งอยู่บนโซฟา สายตานั้นไม่ได้มีความเมตตาเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความอาฆาตและแค้นเคืองราวกับจะเผากิ่งเทียนให้มอดไหม้ไปตรงนั้น
"อะไรกันวะ! ของลูกแท้ ๆ ต้องมีเงื่อนไข แต่ของแม่นี่กลับยกให้ง่าย ๆ แบบไม่มีปัญหาอะไรเลยงั้นเหรอ!"
ราชาสบถออกมาอย่างเหลืออด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่พยายามปกปิดไว้ด้วยความเกรี้ยวกราด
"แต่ส่วนของคุณกิ่งเทียนก็เป็นเพียงส่วนน้อยของทรัพย์สินท่านนะครับคุณราชา ท่านตั้งใจยกมรดกส่วนใหญ่ให้คุณทั้งหมด เพียงแต่.."
"เพียงแต่อะไรวะ! ผมไม่สนเงื่อนไขบ้าบออะไรทั้งนั้นแหละ ผมเป็นลูกคนเดียว ยังไงผมก็ต้องได้สิทธิ์ขาดดิ!"
"คุณราชาใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ" ทนายสมิทธิ์พยายามปราม แต่ดูเหมือนน้ำมันจะยิ่งราดลงบนกองไฟ
ราชาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างแรง พลางหอบหายใจถี่ด้วยความโกรธจัด เขาฮึดฮัดอยู่ในลำคอโดยไม่ลืมส่งสายตาอาฆาตคาดโทษไปให้ร่างเล็กที่นั่งนิ่งสนิท
ลำพังแค่สมบัติของพ่อ ราชาไม่ได้ยินดียินร้ายกับมูลค่าของมันนักหรอก เพราะตัวเขาเองก็ถือครองหุ้นส่วนใหญ่ของอัครเดโชกรุปไว้อยู่แล้ว ยังไงเขาก็มีกินมีใช้ไปจนตายแบบไม่ต้องง้อใคร
แต่มันน่าเจ็บใจ.. มันเจ็บจนจุกที่อกข้างซ้าย
ความรู้สึกที่ว่าเขาเป็นลูกแท้ ๆ แต่กลับไม่ได้รับความไว้วางใจ ในขณะที่คนอย่างกิ่งเทียน.. คนที่เพิ่งเดินเข้ามาในบ้านได้เพียงเดือนเดียว พ่อนอกจากจะประเคนสมบัติให้ฟรี ๆ แล้ว ยังไว้ใจให้ทำหน้าที่สำคัญอย่างการเป็นผู้จัดการมรดกและคอยคุมความประพฤติลูกชายตัวเองอีก
นี่มันไม่ผิดจากที่เขาคิดไว้เลยสักนิด.. พ่อไม่เคยรักเขาจริง ๆ
"คุณท่านคงอยากให้คุณราชาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และมีครอบครัวที่.." กิ่งเทียนพยายามจะเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"หุบปาก!" ราชาตวาดกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบจ้องมองกิ่งเทียนอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ "ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี เธอวางแผนไว้หมดแล้วใช่ไหมกิ่งเทียน? กล่อมพ่อท่าไหนล่ะ พ่อถึงได้หลงเธอจนยอมหักหน้าลูกชายตัวเองแบบนี้!"
"คุณท่านตั้งเงื่อนไขแบบนี้ก็เพราะคุณทำตัวเป็นเด็กไร้วุฒิภาวะแบบนี้ไง!"
กิ่งเทียนสวนกลับอย่างเหลืออด ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความโกรธที่เห็นคนตรงหน้าเอาแต่โวยวายไม่ดูตัวเอง
"นี่เธอ! อย่าปากดีให้มันมากนักนะ!"
"ทำไมครับ? กิ่งพูดความจริงไม่ได้รึไง เงื่อนไขพินัยกรรมมันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย หรือที่จริงแล้วคุณก็แค่ 'กลัว' กลัวว่าลูกที่เกิดมาจะไม่รักคุณ ไม่เคารพคุณ.. เหมือนที่คุณกำลังทำกับพ่อตัวเองอยู่ในตอนนี้!"
"กิ่งเทียน!!!" ราชาตวาดลั่นจนทนายความที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตัวหด
"เอ่อ.. งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว หมดธุระของผมแล้วครับ ผมขอลากลับก่อนนะครับ" ทนายสมิทธิ์เห็นท่าไม่ดี รีบรวบเอกสารกุลีกุจอจะลุกออกจากสมรภูมิกลางบ้าน กิ่งเทียนเห็นดังนั้นจึงรีบถลาเข้าไปหมายจะไปส่งแขกตามมารยาทเจ้าบ้านที่ดี
ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวพ้นโถง มือหนาของราชาก็พุ่งมาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเรียวอย่างแรงจนกิ่งเทียนถลาไปปะทะอกแกร่ง ราชาแสยะยิ้มร้าย นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความคิดวิปลาสที่เพิ่งผุดขึ้นมาสด ๆ
"เออ! งั้นก็ดี! ในเมื่อพวกเธออยากให้ฉันมีลูกนัก.. ถ้างั้นแค่มีลูก ก็ไม่จำเป็นต้องสนว่าใครจะเป็นแม่มันหรอกจริงไหม?"
"คุณจะทำอะไร ปล่อยนะ!"
"มานี่!"
ไม่พูดเปล่า ราชาจัดการรวบเอวบางแล้วอุ้มกิ่งเทียนขึ้นพาดบ่าในท่ากระสอบข้าวอย่างรวดเร็ว กิ่งเทียนตกใจจนหน้าถอดสี ทั้งทุบทั้งดิ้นแต่ก็ไม่สะเทือนคนตัวโต ราชาจ้ำอ้าวขึ้นบันไดวนมุ่งตรงสู่ชั้นบนอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนสายตาตะลึงค้างของทนายความ หรือสายตาหวาดกลัวของเหล่าสาวใช้ที่ยืนดูเหตุการณ์แม้แต่น้อย
"ปล่อย! คุณราชาปล่อยกิ่งลงเดี๋ยวนี้นะ! อายคนอื่นเขาบ้าง!"
"อายเหรอ? ฮึ!.. คนอย่างเธอคงไม่รู้จักคำนั้นหรอกมั้งกิ่งเทียน เตรียมตัวทำหน้าที่ 'แม่ของลูก' ให้ฉันได้เลย!"
