บทที่ 5 จับตัว
“แล้วแม่เธอล่ะ ปกติอยู่ที่ไหน อยู่บ้านเดียวกับเมียหลวงหรือเปล่า”
“เปล่าครับ ปกติเธอกับแม่มีบ้านอยู่อีกที่หนึ่ง ผมส่งคนไปดูแล้ว เพิ่งรายงานมาเมื่อกี้ว่านอกจากแม่บ้าน ก็ไม่มีใครอยู่เลย พอเช็กประวัติการเดินทางไปประเทศไทยของผู้หญิงที่นามสกุลเดียวกับเธอ ก็เจอหนึ่งคนครับ ชื่อพรพรรณ เพิ่งเดินทางไปไทยเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองครับ”
“หึ ส่งแม่กลับไทยก่อนเลยงั้นหรือ กังวลว่าแม่จะไม่ปลอดภัยสินะ มีที่อยู่แม่เธอที่ไทยไหม”
“กำลังรอคนของเรารายงานมาครับ รู้เบื้องต้นแค่ว่าอยู่กรุงเทพ”
“ส่งคนของเรา 4 คน เดินทางไปไทย ไปเฝ้าแม่เธอเอาไว้และรอคำสั่งจากฉัน”
“ได้ครับบอส”
“ทำไมไอ้อลันมันส่งเมียมันกลับไทย ทำไมไม่หาเซฟเฮ้าส์ที่นี่ให้อยู่ คนของตัวเองเยอะแยะ ไม่มีใครกล้าลุยเข้าไปหรอก แม้แต่เราเองก็ไม่เสี่ยงสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป”
“ความสัมพันธ์ของบ้านเล็กบ้านใหญ่ไม่ดีครับ แต่รายละเอียดยังไม่รู้”
“อืม งั้นไป เราไปดักรอพริมาที่สนามบินกัน ไม่แน่ เธออาจเดินทางจริงๆ คงคิดว่าเราไม่มีทางหาความจริงเรื่องนี้เจอง่ายๆ เลยชะล่าใจแบบนั้น”
“บอสไม่ต้องไปก็ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง อยู่ระบายความเครียดต่อก็ได้ ผมจะไม่พรวดพราดเข้ามาอีกจนกว่าจะเช้า”
“ไม่ต้อง ไม่มีอารมณ์แล้ว แล้วถ้านายไม่เข้ามาหาฉันอีกจนเช้า จะเอาพริมาไปไว้ไหน”
“ก็ไปที่เซฟเฮ้าส์ไงครับ หรือบอสตั้งใจให้พาเธอมาที่นี่ ผมว่ามันอันตรายไปนะครับ เธอไม่ใช่คนทั่วไป ถ้าเธอหายไป หรือเดินทางไม่ถึงไทย ผมว่าไม่นานไอ้อลันมันต้องส่งคนตามหาลูกมันแน่”
“แล้วเรื่องอะไรจะให้ไอ้อลันมันรู้ล่ะ กว่าที่มันจะรู้ ลูกมันคงน่วมไปแล้ว”
“บอส ตั้งใจจะทำอะไรครับ จะฆ่าเธอเหรอ”
“หึ ฆ่าเหรอ ฉันว่ามันง่ายไป ให้ฆ่าเธอตายฉันก็ไม่ได้งานนี้กลับคืนมา สู้เก็บไว้ทรมานให้สะใจเล่นๆ ดีกว่า”
ลุคมองเจ้านายตัวเองราวกับเป็นของประหลาด คนที่ไม่ชอบเสียเวลากับอะไรที่มันไม่ได้ทำประโยชน์ให้อย่างแมทธิวนี่นะ จะเก็บลูกสาวศัตรูที่ทำให้เขาสูญเสียเงินมหาศาลอย่างที่แทบจะประเมินค่าไม่ได้เอาไว้ให้ทรมานเพื่อความสะใจ ทั้งๆ ที่ต่อให้เก็บเธอเอาไว้ทรมานเป็นปีๆ โปรเจกต์ใหญ่ที่แมทธิวคาดหวังเอาไว้ก็ไม่ลอยกลับมา
ถ้าเจ้านายหนุ่มสั่งฆ่าเธอหลังจากแน่ใจแล้วว่าเธอหักหลังเขาจริงๆ น่าจะดูเป็นแมทธิว เฮย์ส ผู้เด็ดขาดกับทุกเรื่องมากกว่า
ร่างบางลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมเข้ามาในสนามบินอย่างรีบเร่ง หลังจากที่คนของพ่อมาส่ง เธอก็ไล่พวกเขากลับไปทันทีเพื่อที่จะรีบไปเช็กอินให้เร็วที่สุด
“พริมา..”
เสียงทุ้มที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นอยู่เบื้องหลัง ร่างงามชะงักเท้าแล้วเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปที่ต้นเสียงนั้น
แต่ไม่ทันที่เธอจะมองหน้าเจ้าของเสียงทุ้มให้ชัดเจน เขาก็ตรงเข้าประชิดแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กมาโปะที่จมูกเธอ
อารามตกใจทำให้เธอสูดลมหายใจเข้าปอดเสียเต็มที่ เพียงเสี้ยววินาทีเปลือกตาที่แสนหนักอึ้งก็ปิดลงช้าๆ พร้อมกับร่างงามที่ล้มลงสู่อ้อมกอดของเจ้าของผ้าเช็ดหน้า
มาเฟียหนุ่มก้มมองร่างบางที่ทิ้งตัวพิงอกแกร่งของเขา พอเห็นว่าเธอหลับไปแล้วเพราะฤทธิ์ยาสลบจึงช้อนอุ้มเธอแล้วเดินกลับไปที่รถทันที
ร่างแบบบางแต่เย้ายวนอวบอิ่มด้วยวัยสาวบิดกายอย่างเมื่อยขบ ดวงตากลมโตค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้าเพราะเหมือนมีบางอย่างมาถ่วงหนังตาให้หนักอึ้ง สมองที่เคยเป็นเลิศมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก
สติสัมปชัญญะที่เลือนหายไปค่อยๆ กลับคืนมาทีละน้อย สำนึกสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะวูบดับทำเอาเธอเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
“ตื่นแล้วเหรอ”
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังก้องอยู่ในโสตประสาท เสียงของผู้ชายคนที่เธอเข้าไปแฝงตัวอยู่ในบริษัท ใช้ไหวพริบการทำงานที่เก่งกาจเอาชนะใจเขา จนเขาไว้ใจให้เธอช่วยทำข้อมูลสำคัญที่ไม่เคยมีเลขาคนไหนได้เข้าใกล้มาก่อน คนที่เธอหักหลังเขาอย่างไม่น่าให้อภัย และผู้ชายคนนี้ คือคนที่เอาผ้าเช็ดหน้าที่มีกลิ่นฉุนมาโปะจมูกเธอ
เธอมองไปยังต้นเสียง ก็เห็นว่าผู้ชายคนที่เธอนึกถึง ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าอวดลอนกล้ามเนื้อ ท่อนล่างสวมกางเกงผ้าเนื้อดีสีดำ กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ข้างเตียงที่เธอนอนอยู่นี่เอง
“บอส..”
พริมาเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจแทบสิ้นสติ แล้วขยับตัวถอยหนี จนแผ่นหลังบอบบางชนกับหัวเตียง ไร้หนทางหนีอีกต่อไป
