บทที่ 14 เหตุผลกับหัวใจ
ภายในห้องรับแขกของบ้านสกุลรัตนรักษ์ ภาสกรนั่งคุยกับหญิงวัยกลางคนที่มีรอยยิ้มคล้ายพิมพ์พระพาย เขาไม่ได้มาบ้านนี้หลายปีแล้ว แต่แม่ของหญิงสาวยังเมตตาและต้อนรับเขาดีเหมือนเดิม
ประไพมองภาสกรด้วยความเอ็นดู ไม่น่าเชื่อว่าความสัมพันธ์ของเขากับบุตรสาวตนจะยืนยาวมาจนถึงตอนนี้เพราะตอนคบกัน ทั้งสองยังเด็กมาก เป็นเพียงเด็กนักเรียนมัธยมปลายที่ความคิดอ่านยังไม่มั่นคง ท่านถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเขาตามประสาคนไม่เจอกันนนาน
แต่พอเอ่ยถึงเรวัช สามีของท่านที่ออกไปทำธุระข้างนอก สีหน้าของชายหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ประไพอดที่จะขำไม่ได้ เนื่องจากภาสกรเกรงใจเรวัชยิ่งกว่าอะไร เพราะสามีเธอหวงลูกสาวจนพาลไม่ชอบหน้าเขาในตอนแรก แต่ในฐานะพ่อ เมื่อลูกรักใคร เรวัชก็พร้อมจะรักตาม แถมภาสกรก็พิสูจน์ตัวเองจนเป็นที่ยอมรับแล้ว
“ยังไม่ชินกับเตี่ยเขาอีกเหรอ ตอนนี้เตี่ยเขาปลงไปเยอะแล้วนะ แม่พูดได้เลยว่าเตี่ยเขาก็รักอาร์ตเหมือนรักพายนั่นแหละ แค่ทำฟอร์มเฉย ๆ”
“ขอบคุณครับแม่ อาร์ตพยายามจะชินอยู่ครับ”
“แล้วนี่ไม่ได้บอกพายไว้เหรอว่าจะมาหาที่บ้าน ทำไมพายยังออกไปข้างนอกอีกล่ะ”
“บอกแล้วครับ แต่พายคงมีธุระถึงได้ไม่รอ”
“เหลวไหลจริง ๆ ยัยลูกคนนี้ ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรนักหนา ตั้งแต่กลับมาก็ขลุกอยู่แต่ในห้อง ดูสิ อาร์ตอุตส่าห์ขับรถมาหาตั้งไกล”
“อย่าว่าพายเลยครับ อาร์ตดื้อจะมาหาเอง”
“ไม่เป็นไรอาร์ต วันนี้อาร์ตมีธุระไปไหนต่อไหม ถ้าไม่มีก็อยู่ทานข้าวกลางวันเป็นเพื่อนแม่ก่อนนะแล้วค่อยกลับ ไหน ๆ วันนี้อาร์ตก็มาถึงที่บ้านแม่แล้ว”
“ครับแม่ อาร์ตเองก็ไม่ได้ทานอาหารฝีมือแม่มานานแล้วเหมือนกันครับ” ใบหน้าคมสันคลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบรับคำชวนของหญิงวัยกลางคน เพราะอย่างน้อยตอนนี้ประไพก็ยังเห็นความสำคัญของเขาอยู่บ้าง ต่างจากพิมพ์พระพายที่ออกไปข้างนอกทั้งที่รู้ว่าวันนี้เขาตั้งใจขับรถจากระยองเพื่อมาหาเธอถึงที่บ้าน
จากนั้นประไพก็ขอตัวไปทำอาหารกลางวัน และปล่อยให้ชายหนุ่มได้อยู่ตามลำพัง เพราะที่ผ่านมาสำหรับท่านแล้วภาสกรไม่ใช่แขกแต่เป็นคนในครอบครัวไปแล้ว และรอเพียงเวลาในการแต่งงานมาเป็นสมาชิกของบ้านนี้อย่างเป็นทางการเท่านั้น
ภาสกรมองตามแผ่นหลังของประไพกับคนรับใช้หายเข้าไปในครัว ก่อนหันมามองช่อกุหลาบสีขาวที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะด้วยแววตาเศร้าเมื่อวันนี้เขายังไม่เจอเธอ และไม่รู้ว่าวันนี้จะมีโอกาสได้มอบมันให้เธอด้วยมือตัวเองหรือเปล่า
เพราะพิมพ์พระพายเองก็ไม่รู้ว่าเธอจะกลับเข้าบ้านตอนไหน ซึ่งไม่รู้ว่าธุระจะเสร็จเมื่อไร ทว่าส่วนลึกภาสกรกลับรู้สึกว่าเธอกำลังพยายามหลบหน้าเขาอยู่
ร่างบางเดินเข้ามาในบ้านในเวลาเกือบบ่ายสามโมงก่อนจะตรงขึ้นไปบนห้อง เปิดประตูเข้าไปหญิงสาวก็ล้มตัวลงบนเตียงนอนก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักสายตาและให้จิตใจสงบลงบ้างอย่างน้อยก็ตอนนี้ โดยไม่สนใจจะอาบน้ำก่อนทั้งที่เธอเพิ่งกลับมาจากข้างนอก
พิมพ์พระพายพักสายตาอยู่ครู่หนึ่งก่อนลืมตาขึ้นและมองไปรอบ ๆ ห้องนอน ช่อกุหลาบสีขาวช่อใหญ่ถูกวางไว้เอาไว้บริเวณโซฟา ซึ่งเธอรู้ทันทีว่ามันมาจากใคร เพราะตั้งแต่เธอกลับมาอยู่บ้านดอกกุหลาบสีขาวจำนวนหนึ่งดอกก็ถูกส่งมาให้ทุกเช้าเพียงแต่วันนี้มันกลับมาเป็นช่อ
ใบหน้างามยิ้มเศร้า พลางวาดเท้าลงจากเตียงนอนและเดินไปหยุดตรงหน้าช่อดอกไม้ก่อนจะยื่นมือบางไปจับมันขึ้นมาลูบไล้ วันนั้นหากเธอไม่ไปที่ระยองตอนนี้เธอคงมีความสุขไปแล้ว และไม่ต้องมาทรมานหัวใจอยู่อย่างตอนนี้ พิมพ์พระพายเงยหน้าขึ้นเพื่อไล่น้ำตาไม่ให้ไหลออกมาหลังรู้สึกร้อนผ่าวที่บริเวณดวงตาทั้งสองข้าง
เสียงกรีดร้องของโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายจะร้องเรียกความสนใจจากเธอ และทันทีที่มือบางกดรับสาย น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่เอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยความดีใจก็ดังขึ้นทันที
“พาย! พายทำอะไรอยู่ครับตอนนี้”
“ไม่ได้ทำอะไรค่ะ พายเพิ่งกลับบ้านมาน่ะ อาร์ตมีอะไรหรือเปล่าคะ พอดีพายกำลังจะไปอาบน้ำค่ะ
“ทำไม พายจะคุยกับอาร์ตก่อนไม่ได้เลยเหรอ” ภาสกรเอ่ยด้วยเสียงน้อยใจกึ่งประชดประชันออกไป ส่วนพิมพ์พระพายที่ฟังอยู่ก็ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อาร์ตมีอะไรก็ว่ามา พายรอฟังอยู่”
“อาร์ตคิดถึงพายนะแล้วก็รักพายด้วย”
“อาร์ต! พายจะวางสายแล้วนะ ถ้ายังพูดแบบนี้อีก”
“โอเค เปลี่ยนเรื่องแล้วคร้าบ พายจ๋าวันนี้แม่พายชวนอาร์ตทานข้าวกลางวันด้วยแหละ เสียดายจังที่พายไม่อยู่บ้านแต่ไม่เป็นไรไว้วันหน้าอาร์ตไปทานข้าวบ้านพายใหม่ดีกว่าเนอะ”
“อาร์ตเหนื่อยไหม?” ริมฝีปากหนายกขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวก่อนตอบออกมาคล้ายคนกำลังมีความหวังอีกครั้งที่จะทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม แม้บางครั้งเขาอาจจะรู้สึกเหนื่อย ท้อต่อความเฉยชาที่พิมพ์พระพายมีต่อเขาในระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา
แต่วันนี้มันคุ้มค่าแล้ว แม้เป็นความห่วงใยเพียงเล็กน้อยที่กลัวว่าเขาจะเหนื่อยจากการขับรถยนต์ในระยะทางไกลก็ตาม
“เหนื่อยพาย อาร์ตเหนื่อยมากเลย แต่แค่รู้ว่าพายเป็นห่วงแค่นี้ก็หายเหนื่อยแล้ว ขอบคุณนะที่เป็นห่วงอาร์ต”
“อาร์ต พายไม่ได้หมายความถึงเรื่องขับรถ” พิมพ์พระพายเกิดความลังเลเล็กน้อย หัวใจฟูก่อนหน้านั้นของภาสกรแฟบลงพร้อมความกลัวเข้ามาแทนที่กับการลุ้นคำตอบว่าหญิงสาวหมายถึงสิ่งใดต่อ
“แต่พายหมายถึง...เหนื่อยไหมที่ต้องทำแบบนี้” ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้งหลังเสียงหวานพูดจบลง เป็นการวัดใจระหว่างทั้งสองคนว่าใครจะทนความอึดอัดได้มากว่ากัน
“พาย พายเหนื่อยไหม” ใบหน้าคมสันเริ่มเลิ่กลั่กเพราะกลัวคนคนฟังจะเข้าใจผิด นึกว่าเขาถามเรื่องความสัมพันธ์จึงรีบเอ่ยต่อ “เอ่อ อาร์ตหมายถึงว่าวันนี้พายออกไปข้างนอกน่ะ เป็นไงบ้าง”
“ก็ดี อาร์ต ขอบคุณนะสำหรับดอกกุหลาบ ความจริงอาร์ตไม่ต้องซื้อมันมาก็ได้นะ เปลืองเงินเปล่าๆ”
“ไม่เป็นไรพาย แค่พายชอบอาร์ตว่ามันคุ้มแล้วแหละ เอ่อพายโปรเจคที่อาร์ตคุมอยู่อีกไม่ถึงเดือนมันก็จบแล้วนะ ต่อไปอาร์ตก็ไม่ไปต้องไปไหนอีก เราสองคนก็จะได้อยู่ด้วยกันบ่อยขึ้นแล้วนะ
เอ...หรืออาร์ตจะให้พ่อแม่ไปขอพายกับเตี่ยแม่ดี พายจะได้มั่นใจในตัวอาร์ตมากขึ้น และอาร์ตก็จะได้นอนกอดพายด้วย”
“อาร์ตอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย เราสองคนยังแค่ยี่สิบสี่เองนะ ยังมีเวลาอีกเยอะสำหรับเรื่องของอนาคต”
‘เราจะไปกันรอดเหรออาร์ต ในเมื่อตอนนี้พายยังไม่รู้เลยว่าจะเชื่อใจอาร์ตได้อีกหรือเปล่า’พิมพ์พระพายกลัวทำให้เสียบรรยากาศขึ้นมาอีกจึงเลือกเก็บบางอย่างไว้ในใจ ไม่อยากต่อปากต่อคำกับคนดื้อด้านและเอาแต่ใจ จากนั้นทั้งสองคนก็คุยกันต่อเล็กน้อยก่อนที่พิมพ์พระพายจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“อาร์ต แค่นี้ก่อนได้ไหม พายอยากอาบน้ำแล้วน่ะ”
“อือ ได้ครับ เอ่อพาย”
“ว่า?”
“อาร์ตย้ายกลับไปอยู่กรุงเทพฯ แล้ว เราสองคนย้ายออกมาอยู่ที่คอนโดด้วยกันนะ อาร์ตจะได้ช่วยพายถูหลังให้ตอนอาบน้ำไง”
“พูดมาก พายจะวางสายแล้วนะ”
“พาย”
“อะไรอีก” พิมพ์พระพายเริ่มเสียงแข็งขึ้น
“จุ๊บ! รักพายนะ ดูแลตัวเองเผื่ออาร์ตด้วยล่ะ” พูดจบภาสกรก็วางสายไปอย่างคนอารมณ์ดี อย่างน้อยการคุยกันครั้งนี้ก็ไม่จบด้วยความเฉยชาของหญิงสาว ซึ่งเขาหวังว่าต่อไปมันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ
ด้านพิมพ์พระพายที่ถูกคนปลายสายส่งจูบมาก็พลอยคิดมากอีกครั้งว่าจะเลือกทางไหนระหว่างเหตุผลกับหัวใจเมื่อภาสกรพยายามเอาใจใส่และแสดงออกถึงความรักที่มีต่อเธอในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเป็นอย่างดี
“โอ๊ย! เลิกคิด” พิมพ์พระพายตะโกนออกมาในขณะมือเรียวสองข้างกุมบริเวณศีรษะพร้อมโคลงศีรษะไปมาเพื่อสลัดความคิดก่อนจะเดินไปหยิบผ้าขนหนู ไม่รู้ทำไมช่วงนี้จิตใจถึงได้อ่อนไหวง่ายและรู้สึกเหนื่อยเมื่อยล้ามากเป็นพิเศษกับการออกไปเจอเพื่อนในครั้งนี้
ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังในกรุงเทพฯ ร่างสูงกำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟเพื่อรอการมาของเกี๊ยงหรือเกรียงไกร พัฒนสกุลเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ภาสกรไม่ได้พบหน้าเพื่อนรักมาหลายเดือน ต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบ
วันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ภาสกรได้เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ทั้งสองคนจึงได้นัดเจอกันที่นี่ ภาสกรยกมือขึ้นหลังเพื่อนรักมองซ้ายแลขวา
“ไงมึง มาถึงนานแล้วเหรอ” เกียงไกรขยับเก้าอี้นั่งตรงข้ามของคนนั่งรอ
“อือ”
“มึงเสือกมาก่อนเองนี่หว่า เหลืออีกตั้งสองนาทีกว่าจะถึงเวลานัด” เกรียงไกรยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา ก่อนจะหันไปมองหน้าคนตรงหน้าอีกครั้ง “แล้วนี่มึงเป็นไร ทำไมทำหน้าเหมือนกับแบกโลกไว้อย่างนั้นแหละ”
“มีเรื่องต้องคิดนิดหน่อยว่ะ” ตอบเสียงเศร้า
“กูว่าไม่นิดแล้วมั้ง”
“เรื่องงาน?” ภาสกรส่ายหน้าเศร้าๆ ก่อนที่เกรียงไกรจะหรี่ตามองเพื่อจับผิดและกลั้นใจถามอีกครั้ง
“เรื่องหญิงเหรอวะ” คนฟังหลุบตาลงพลางพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
“ไอ้อาร์ต!” ภาสกรส่งสายตาดุให้คนตรงหน้าเมื่อส่งเสียงดังจนสายตาทุกคู่มองพวกเขาเป็นตาเดียวกัน เกรียงไกรยิ้มเจื่อนมองไปรอบ ๆ บริเวณนั้นพร้อมก้มศีรษะลงเพื่อเป็นการขอโทษ ก่อนหันมาลดเสียงถามต่อด้วยความสงสัย
“มึงนอกใจหมอพายเหรอวะ” ภาสกรพยักหน้ายอมรับช้า ๆ อย่างคนรู้สึกผิด
“นั่นหมอพายของกูที่มึงคบกันมาตั้งแต่ ม.ปลายไม่ใช่เหรอวะ”
“อือ” พยักหน้ายอมรับอย่างเศร้าๆ
“หมอพายรู้เรื่องนี้แล้วสินะ มึงถึงได้นั่งเป็นไก่หงอยแบบนี้”
“เออ รู้แล้ว และตอนนี้พายก็ขอเลิกกับกูแล้วด้วย แต่กูยังยื้อพายอยู่”
“ไอ้อาร์ตเอ้ย มึงทำอะไรทำไมไม่รู้จักคิดวะ แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้”
“กูเองก็ไม่รู้วะ นี่ก็พยายามง้ออยู่ ตอนนี้กูกับพายก็สามวันดีสี่วันไข้” เกรียงไกรมองคนตรงหน้าพร้อมกับส่ายหน้า ไม่รู้ว่าเขาจะสงสารหรือสมน้ำหน้าเพื่อนรักดี
เพราะที่ผ่านมาความรักของภาสกรก็ราบรื่นดีมาตลอด บางครั้งยังเคยนึกอิจฉาเพื่อนที่มีคนรักดี ๆ อย่างพิมพ์พระพายที่ทั้งสวย น่ารัก เรียบร้อยแถมยังนิสัยดีอีก แม้จะเจอเธอเพียงไม่กี่ครั้งแต่เขาก็สัมผัสถึงตัวตนของเธอได้ดี
“เอาน่ามึง เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้ก็ทำตัวมันให้ดี ๆ แล้วกัน เดี๋ยวหมอพายก็ใจอ่อนเองแหละน่า อย่าคิดมาก” คนยื่นมือมาตบบ่าเพื่อนเพื่อให้กำลังใจ
“กูก็หวังว่ามันเป็นอย่างนั้นเหมือนกันไอ้เกี๊ยง กูถึงขับรถจากระยองมาหาพายถึงที่กรุงเทพฯ และส่งดอกไม้ง้อเขาทุกวันยังไงล่ะ”
“ก็ดีแล้วมึง กูเอาใจช่วย ว่าแต่ผู้หญิงที่ทำให้มึงนอกใจพายได้ กูเคยเห็นไหม”
“อือ มึงเองก็รู้จักดีไอ้เกี๊ยง”
“ใครวะ ถ้ามึงมีตอนไปคุมงานที่ระยองก็คงไม่ใช่เพราะมึงไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนมาเจอกูนอกจากหมอพาย แต่ถ้าตอนเรียนมหาลัยมึงก็ไม่เคยควงใครนี่หว่า ไอ้อาร์ต มึงอย่าบอกนะว่า...” ทั้งสองคนประสานสายตากัน พลอยทำให้เกรียงไกรต้องกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเมื่อมีชื่อหนึ่งแวบเข้ามา
‘เกตุฤทัย’ เพื่อนหญิงต่างคณะที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพราะมีบางวิชาที่ต้องลงเรียนด้วยกัน หล่อนจัดว่าเป็นคนสวยมากคนหนึ่ง หากพิมพ์พระพายสวยแบบเย็นตา เกตุฤทัยก็สวยแบบร้อนแรงไม่น้อยหน้าใคร เกรียงไกรได้แต่หวังว่ามันจะไม่ใช่คนที่เขาคิดก็แล้วกัน
“มึง คงไม่ได้หมายความว่าเป็นไอ้เกตุ ใช่ไหม?” เกรียงไกรมองอย่างลุ้นคำตอบ และก็ต้องตกใจเมื่อภาสกรพยักหน้ายอมรับความจริง
“เฮ้ย! ไอ้อาร์ต ไอ้เกตุมันมีแฟนอยู่แล้วนะ นอกจากมึงจะนอกใจแฟนไม่พอ มึงยังไปเป็นชู้แฟนชาวบ้านอีกนะ กูไม่รู้ว่าจะด่ามึงยังไงดีไอ้อาร์ต” ชายหนุ่มเอ่ยขึงขังก่อนจะเบือนหน้าหนีเพื่อนตัวดีที่กำลังนั่งตีหน้าเศร้า และหันกลับมาสบถคำหยาบใส่ อย่างคนเหลืออด
“เชี่ย! ทำไมมึงถึงเลวอย่างนี้วะไอ้อาร์ต”
“ด่ากูพอหรือยัง ถ้าพอแล้วก็ช่วยคิดหน่อยว่าทำยังไงกูถึงจะได้พายคนเดิมกลับมาอีก”
“กูไม่รู้วะ เพราะคนที่รู้จักหมอพายดีที่สุดคือมึง แต่อย่างน้อยที่กูรู้คือมึงต้องแสดงความจริงใจให้เค้าเห็นให้ได้ และต่อไปมึงก็อย่าทำมันอีก เอ่อ แล้วมึงกับไอ้เกตุไปแอบคบกันตอนไหนวะทำไมกูถึงไม่รู้เรื่อง แล้วคนอื่นมีใครรู้เรื่องนี้บ้างวะหรือกูโง่อยู่คนเดียว แล้วมึงไปทำอีท่าไหนถึงให้หมอพายถึง...”
“หยุด!” ยกมือขึ้นมาห้ามเพื่อนก่อนจะพูดต่อ “มึงถามกูเยอะขนาดนี้ กูเล่ามึงไม่ถูกหรอกไอ้เกี๊ยง” หลังเห็นเพื่อนเงียบลง ภาสกรก็เริ่มเล่าเรื่องที่ขึ้นระหว่างเขากับเกตุฤทัยจนมาถึงเหตุการณ์ที่พิมพ์พระพายบังเอิญไปเจอข้อความบันทึกที่เขาเองก็ลืมไปแล้วว่ามีมันอยู่
เกรียงไกรฟังแล้วรู้สึกสงสารพิมพ์พระพายเป็นอย่างมาก ทำไมผู้หญิงคนดี ๆ คนหนึ่งที่รักและไว้ใจให้อิสระกับแฟนตัวเองจะต้องมาเจอผู้ชายอย่างเพื่อนคนนี้ของเขาด้วย โดยระหว่างที่ฟังคนเล่าเขาแสดงแววตาผิดหวังออกมาเป็นระยะอย่างไม่รู้ตัว
“ไอ้เกี๊ยง มึงได้ฟังอย่างนี้แล้ว มึงยังจะคบกับกูอยู่ไหม แต่ถ้ามึงไม่...”
“มึงเป็นเพื่อนกูนะไอ้อาร์ต ไม่ว่ายังไงกูก็ไม่เลิกคบมึงหรอก” เกรียงไกรหยุดพูดแค่นั้น เพียงแต่ในใจคิดต่อ ‘เพียงแต่กูอดเห็นใจแฟนมึงไม่ได้วะ’
“ไม่หนีไม่หายไปไหนนะมึง”
“อือ แต่ตอนนี้มึงมาให้กูด่าก่อนไอ้เพื่อนเลว” เกรียงไกรนั่งต่อว่าคนทำผิดจนสำนึกแทบไม่ทัน
จากใบหน้าคมสันที่กำลังสลดอยู่ สายตาคมก็บังเอิญไปเห็นร่างบางในชุดสวมเสื้อยืดสีขาวเข้าคู่กระโปรงยืนทรงเอกำลังเดินอยู่นอกร้าน ตั้งแต่แรกที่เห็นทุกย่างก้าวของเธอก็ตกอยู่ในสายตาของภาสกรพร้อมริมฝีปากหนายกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“เฮ้ย! ไอ้อาร์ต กูว่ามึงอยู่นะ มึงยังมานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ได้ สำนึกน่ะมีไหม”
“เออน่า เรื่องที่มึงจะด่ากูเอาไว้ก่อนแล้วกัน ตอนนี้กูมีธุระวะ” ภาสกรยกมือขึ้นตบไหล่เพื่อนเบาๆพร้อมลุกออกจากเก้าอี้ก่อนจะเดินออกไปด้วยความเร่งรีบ
เกรียงไกรมองตามหลังของเพื่อนไป พอจะเอ่ยปากถามว่ารีบไปไหนหนักหนาภาสกรก็เดินออกไปไกลเสียแล้วไม่เป็นไรเดี่ยวเขาโทรหามันอีกทีก็แล้ว
ภายในร้านหนังสือที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังของเมืองไทย ร่างสมส่วนกำลังเดินดูตามชั้นหนังสือ พิมพ์พระพายมองหนังสือที่ต้องการอยู่ชั้นบนสุด มือบางยื่นขึ้นไปหยิบทว่ามันก็ยังเอื้อมไม่ถึง ก่อนปลายเท้าเขย่งขึ้นพร้อมยื่นมือไปหยิบอีกครั้งแต่กลับสัมผัสได้เพียงปลายนิ้วเท่านั้น
ภาสกรมองภาพนั้นอย่างนึกเอ็นดูก่อนจะเดินเข้าไปหาหวังช่วยคนตัวเล็ก นานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้มาเดินซื้อหนังสือกับเธอ ทว่าสิ่งที่ไม่คลาดคิดก็เกิดขึ้นเสียก่อนเมื่อเธอเกิดทรงตัวไม่อยู่
“พาย!” ภาสกรรีบพุ่งเข้าไปหวังรองรับเธอเอาไว้ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ แต่เขากลับต้องหยุดฝีเท้าลง เมื่อมีชายหนุ่มหน้าตาดียื่นมือไปกระชับเอวบางเอาไว้ ส่วนมืออีกด้านก็ยื่นไปหยิบหนังสือเล่มนั้นลงด้วย
“ทีหลังพายอยากได้หนังสือเล่มไหน หากมันสูงเกินไปก็รอพัฒน์มาก่อนเดี๋ยวหยิบลงมาให้เข้าใจไหมครับ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาคราวนี้แหละจากหมอได้กลายเป็นคนไข้เองหรอก” ชูหนังสือตรงหน้าเธอพร้อมส่งสายตาสื่อความหมาย หวังให้คนตรงหน้าเข้าใจความใน พร้อมเสียงทุ้มดังขึ้นเรียกคนตัวเล็กเสียงแข็ง
“พาย!” สองหนุ่มสาวหันไปตามเสียงเรียกก็เห็นภาสกรกำลังเดินเข้ามาด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ ก่อนสายตาคมจะมองลงไปยังมือหนาชายหนุ่มอีกคนที่ยังโอบเอวบางอยู่
“ขอบคุณนะที่ช่วยพี่เอาไว้ พี่ไม่เป็นอะไรแล้วพัฒน์” พิมพ์พระพายเหมือนจะรู้ตัวจึงหันไปเอ่ยกับหนุ่มรุ่นน้องพร้อมขยับตัวออกเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณให้ปล่อยมือออกจากตัวเธอได้แล้ว และทันทีที่พัฒนะปล่อยมือออกจากเอวบาง
หมับ! ภาสกรคว้าเอวบางเข้าไปมาเกี่ยวเอาไว้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของทันที
“ขอบคุณนะครับที่ช่วยคนของผมเอาไว้” พูดกับพัฒนะจบก็หันมาพูดเสียงอ่อนกับร่างบาง “พายเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ”
“พายไม่เป็นไรอาร์ต” พยายามแกะมือหนาออกจากเอวตน พลางใบหน้างามส่งยิ้มให้รุ่นน้องเสมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ภาสกรเองนอกจากจะไม่ยอมปล่อยมือแล้วเขายังกระชับเอวคอดมากขึ้น
พิมพ์พระพายที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงทำได้เพียงปล่อยให้เขาทำตามใจไปก่อน และก่อนที่ทุกอย่างจะดูแย่ไปกว่านี้ คนที่พอจะรู้ตัวว่ากำลังเป็นส่วนเกินจึงเอ่ยขึ้นมาก่อน
“เอ่อ พาย หากวันนี้พายไม่สะดวกเดี๋ยวพัฒน์เดินดูหนังสือต่อเองได้ครับ”
“เอาอย่างนั้นเหรอพัฒน์ แต่พี่รับปากพัฒน์ไว้แล้วนะ”
“พายไม่ต้องคิดมากหรอกครับ พัฒน์เดินดูต่อคนเดียวได้ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” ร่างสูงโน้มใบหน้ามาพูดข้างใบหูเล็กด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาต่อ
“พัฒน์กลัวว่าเขาจะเดินเลือกหนังสือกับเราด้วยนะสิ พัฒน์อึดอัดน่ะ และพัฒน์เองก็ไม่อยากให้พายมีปัญหากับเขาด้วย” พิมพ์พระพายหันไปมองหน้าภาสกรที่มีสีหน้าบอกบุญไม่รับ
“ถ้าอย่างนั้นเอาที่พัฒน์ว่าแล้วกันนะ หากมีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้นะ”
“พัฒน์ไปก่อนนะพาย ผมไปก่อนนะคุณ” ยื่นหนังสือให้พิมพ์พระพายก่อนเดินจากไปพร้อมกับความเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ร่วมกันกับพี่รหัสที่ตัวเองแอบปลื้มอยู่
“ทำไมเขาไม่ให้พายช่วยเลือกหนังสือให้แล้วล่ะ” มองดูแผ่นหลังคนเพิ่งจากไปอย่างคนอารมณ์ดี
“...” หันพิมพ์พระพายหันไปมองตาเขียว ก่อนเดินออกไปจ่ายเงินค่าหนังสืออีกคน ทว่าภาสกรกลับรีบเดินมาคว้าหนังสือไปจ่ายเงินเสียเอง
สองหนุ่มสาวเดินออกจากร้านหนังสือด้วยอารมณ์ต่างกันสุดขั้ว ชายหนุ่มนั้นดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัดที่มีโอกาสได้อยู่ตามลำพังกับแฟนสาว ส่วนหญิงสาวนั้นใบหน้างามช่างดูไร้ความรู้สึกเหลือเกิน
ตั้งแต่พัฒนะได้ขอตัวแยกออกไปทั้งที่เขาเป็นฝ่ายชวนมาช่วยเลือกหนังสือวิชาทางการแพทย์ให้หน่อย พิมพ์พระพายในฐานะพี่รหัสจึงตกปากรับคำมาเป็นเพื่อนในวันนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าเธอจะมาเจอกับภาสกรจนทำให้โปรแกรมที่วางเอาไว้กับน้องรหัสต้องพังลงอย่างไม่เป็นท่า
หมับ! ร่างสูงเอื้อมมือไปคว้ามือบางมาจับก่อนจะพยายามสอดประสานนิ้วมือทั้งห้าตนเข้ากับนิ้วเรียวของร่างบางเหมือนเช่นคู่รักทั่วไปที่เดินข้างกัน
พิมพ์พระพายหันไปมองทันทีที่มือถูกสัมผัสด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะหันกลับมาและปล่อยให้ภาสกรจับมือเธอไว้ตามเดิม ซึ่งทำให้ชายหนุ่มมีความกล้ามากพอที่จะเอ่ยความต้องการตัวเองออกมา
“พาย เราไปดูหนังกันไหม เราสองคนไม่ได้ไปดูหนังกันนานแล้วนะ”
“...” ภาสกรยิ้มเจื่อนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนจะเอ่ยต่อ
“พายอยากทำอะไรหรือเปล่า บอกอาร์ตได้นะ ไหน ๆ วันนี้เราก็ได้อยู่ด้วยกันแล้ว” คนฟังหยุดกึกก่อนกลับหันมามองร่างสูงด้วยสายตาไม่พอใจ
“อาร์ตทำอย่างนี้ทำไม?”
“ทำอะไร อ๋อ ก็อาร์ตอยากใช้เวลาร่วมกันกับพายไง เดี๋ยวอาร์ตก็ต้อง...”
“ไม่ใช่ พายหมายถึงทำไมอาร์ตต้องแสดงกิริยาอย่างนั้นในร้านหนังสือด้วย แล้วน้องเขาจะคิดยังไง”
“มันจะคิดยังไงก็เรื่องของมันดิ ทำไมพายจะต้องแคร์มันมากกว่าอาร์ตด้วย หรือพายกับมันมีอะไรที่อาร์ตยังไม่รู้อีก ฮึ” พิมพ์พระพายส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
“อาร์ต! อาร์ตคิดมันได้ไงอ่ะ นั่นมันน้องรหัสของพายนะ พัฒน์มันเป็นน้อง!” สะบัดหน้าเดินหนี ภาสกรเดินตามมาจับข้อมือเล็กให้หยุดเดิน
“อาร์ตจะไปรู้เหรอก็พายดูแคร์มันมากกว่าอาร์ตที่เป็นแฟนนี่”
“หึ! ทำไม? อาร์ตคิดว่าพายจะทำตัวเหมือนกับที่ตัวเองเคยทำเหรอ? คิดว่าพายจะนอกใจอาร์ตกับน้องรหัสตัวเองเนี่ยนะ” พิมพ์พระพายมองสบสายตาคนฟังด้วยสายตาผิดหวัง น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
“…”
“พายเข้าใจแล้วอาร์ต เข้าใจแล้ว” พูดเสียงคล้ายคนกำลังร้องให้พร้อมบิดข้อมือตัวเองให้หลุดจากมือหนาไปด้วย ก่อนจะเดินหนีออกจากบริเวณนั้น
ภาสกรยืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะรีบสาวเท้าตามร่างบางเพื่อมาขวางอยู่ด้านหน้าของหญิงสาว
“พาย อาร์ตขอโทษ” พูดออกมาเสียงอ่อยพร้อมมองตาละห้อยขณะคนฟังเองก็ทำเพียงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมสันเล็กน้อยด้วยความผิดหวัง เสียใจระคนกันไปก่อนขยับเท้าเดินหนี
“พาย อาร์ตขอโทษ อาร์ตผิดเองที่คิดมากไปหน่อย ต่อไปอาร์ตจะไม่ให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก พายครับ เราสองคนอย่ามาทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้เลยนะ กว่าเราจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันอีก ดีกันนะพายนะ” มองตาละห้อยจนพิมพ์พระพายใจอ่อนส่งยิ้มบาง ๆ พลางใบหน้างามพยักหน้าเบา ๆ เป็นคำตอบกลับไปให้
ซึ่งทำให้คนรู้ตัวว่าทำผิดมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงใสออกมา
“พาย งั้นเราไปดูหนังกันนะ อาร์ตเช็คแล้วมันมีหนังเข้าใหม่ด้วยแหละ เรื่องนี้พายเองน่าจะชอบ แต่ตอนนี้เราไปหาอะไรทานกันก่อนดีไหม นี่ก็เที่ยงแล้ว และเรายังมีเวลาเหลืออีกตั้งนานกว่าหนังจะฉายอ่ะ” มองร่างเล็กตาละห้อยพร้อมพูดต่อด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเมื่อยังเห็นความเฉยชาของเธออยู่
“ตั้งแต่เช้ามาอาร์ตมีกาแฟแก้วเดียวเองที่ได้ดื่มกับไอ้เกี๊ยงมัน แต่ถ้าพายไม่อยากทานเราไปเดินดูของกันก่อนไหม” พิมพ์พระพายคิดถึงอาหารมื้อเช้าที่มารดาทำ แต่เธอได้ดื่มเพียงนมแก้วเดียวเท่านั้นก่อนออกมา เพราะในช่วงสองสามวันมานี้เธอไม่ค่อยรู้สึกอยากอาหารสักเท่าไร แม้มันจะเป็นจานโปรดก็ตาม
“อือ ไปก็ได้ อาร์ตอยากทานอะไรล่ะ” ภาสกรยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ตามใจพายเลย อาร์ตทานอะไรก็ได้ที่พายอยากทาน” ล้วงเอากระเป๋าสตางค์ออกมายื่นให้เธอ
“อะไร ให้พายทำไม”
“ถือให้หน่อย” มองร่างสูงอย่างไม่เข้าใจกับสิ่งที่เขาทำ แต่ก็รับมันมาเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายของตัวเอง ซึ่งมันทำให้เธอนึกถึงช่วงวัยเรียนมัธยมด้วยกัน เมื่อมาถึงโรงเรียนภาสกรมักจะเอาเงินค่าขนมมาฝากเธอไว้ หากต้องการใช้มันก็จะมาขอคืน และยังเคยบอกด้วยว่า
‘พายเก็บเงินไว้ให้อาร์ตนั่นแหละดีแล้ว ขืนอาร์ตเก็บไว้เองคงใช้ไม่เหลือแน่ พายฝึกเก็บเอาไว้ต่อไปอาร์ตทำงานพายจะได้เก็บเงินของบ้านเราเอาไว้’
“ไปกันเถอะ ไปหาอะไรที่พายอยากทานกัน เสร็จแล้วจะได้ไปดูหนังกันต่อ” มือหนายื่นออกมาคว้ามือบางเอาไว้ก่อนจะประสานเข้ากับนิ้วเรียวเหมือนกับคนรักทั่วไปโดยที่พิมพ์พระพายเองก็ปล่อยให้เขาทำตามใจก่อนจะเอ่ยออกมา
“รดด่วน”
“หา! พายว่าอะไรนะ” ร่างสูงมองคนพูดอย่างแปลกใจ เพราะตั้งแต่รู้จักและคบกันมาเธอไม่เคยทานอาหารพวกนี้เลย ก่อนจะถามให้แน่ใจอีกครั้ง “รดด่วน พวกตั๊กแตนทอดเหรอพาย”
“อือ ทำไมเหรอ พายพูดอะไรผิดหรือเปล่า” มองหน้าคนถามด้วยความงุนงงว่าเธอเรียกชื่อพวกมันผิดหรือเปล่า
“ไม่ผิดหรอก ถ้ามันคือพวกตัวหนอนทอด แต่อาร์ตสงสัยเฉยๆเพราะไม่เคยเห็นพายทานพวกมันเลยอ่ะ”
“ไม่รู้สิ! อยู่ ๆ พายก็อยากทานมันขึ้นมาเฉยๆน่ะ แต่ในห้างคงไม่มีขายหรอก” พิมพ์พระพายมีสีหน้าผิดหวังอย่างกับเด็กน้อยที่ไม่ได้ของที่ต้องการ
ซึ่งมันทำให้คนมองรู้สึกเอ็นดูพลางนึกเสียใจกับการกระทำของตนในวันนี้จนเกือบทำให้บรรยากาศระหว่างเราสองคนแย่ลงไปกว่าเดิม เพียงเพราะความเป็นวัวสันหลังหวะของตัวเอง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเธอไม่มีวันคบซ่อนอย่างเด็ดขาด
ขณะที่ภาสกรกำลังมีความสุขกับการได้ใช้เวลาอยู่กับคนรักอยู่นั้น เสียงกรีดร้องและแรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงก็ทำงาน และเมื่อหยิบขึ้นมาดูหน้าจอใบหน้าของภาสกรก็เปลี่ยนไป
“ทำไมทำหน้าเซ็งอย่างนั้นล่ะอาร์ต” ยื่นหน้าจอมือถือให้เธอดู ก่อนจะกดรับสายที่โทรเข้ามา
ณ.ร้านอาหารชื่อดังที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า สองหนุ่มสาวกำลังเดินเข้าไปในร้านพร้อมมองหาคนที่อยากเป็นส่วนเกินของเพื่อน หลังเกรียงไกรทราบจากทางโทรศัพท์ว่าภาสกรกำลังไปทานอาหารกับแฟนสาว
“อาร์ต นั่นใช่เกี๊ยงหรือเปล่า” มองไปยังด้านขวาที่มีชายหนุ่มยกมือขึ้นโบกมือไปมาเพื่อเรียกพวกเขาสองคน
“อือ ไปกันเถอะ” เดินนำหน้าพร้อมจูงมือบางไปด้วย ก่อนจะไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะอาหารที่เกรียงไกรนั่งรออยู่ก่อนด้วยท่าทางทองไม่รู้ร้อน ซึ่งก่อนนั้นภาสกรได้ปฏิเสธเขาไปแล้วว่าไม่ให้อยู่เป็นก้างขวางคอ แต่เมื่อพิมพ์พระพายรู้เรื่องกลับเป็นฝ่ายชวนเขามาเสียเอง
และทันทีที่ทั้งสองคนเดินมาถึงและนั่งลงตรงโต๊ะ เกรียงไกรก็ยักคิ้วให้คนหน้าไม่รับแขกก่อนหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้กับคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ด้านข้างเพื่อนเขาอย่างเป็นมิตรเรียบร้อยแล้ว
พิมพ์พระพายนั่งเลือกเมนูอาหารแต่ละหน้าด้วยความตั้งใจ โดยไม่รู้ตัวว่าภาสกรเองก็กำลังมองเธอพร้อมยกมุมปากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ขณะที่นั่งคนตรงข้ามก็มองดูการกระทำของพวกเขาทั้งสองคนพลางนึกในใจ ‘ไอ้อาร์ตเอ้ย มึงก็ดูยังรักแฟนดีนี่ว่า ทำไมตอนนั้นถึงเห็นไอ้เกตุดีกว่าพายได้วะ’
“เอ้า พากันเลือกได้แล้วเหรอ” ละจากเมนูอาหารขึ้นมามองทั้งสองคนด้วยใบหน้าเหลอหลา
“เกี๊ยงสั่งไปแล้วล่ะหมอ หากรอหมอวันนี้ไม่รู้จะได้กินกี่โมง” พิมพ์พระพายยิ้มเจื่อนก่อนหันมาถามคนด้านข้าง
“อาร์ตก็สั่งไปแล้วเหมือนกันเหรอ”
“ยัง พายช่วยสั่งให้อาร์ตหน่อยสิ สั่งอะไรมาก็ได้ อาร์ตทานได้หมดแหละ”
“แหวะ! ไอ้อาร์ต ยังมีกูอยู่ตรงนี้อีกคนนะ ไม่ใช่โลกนี้มีแค่คุณมึงกับหมอพายนะคร้าบ” ส่งเสียงออกมาด้วยความหมั่นไส้เพื่อนที่กำลังนั่งอ้อนแฟนสาวให้ช่วยเลือกอาหารให้ ขณะพิมพ์พระพายเองก็ยังเอาใจใส่เพื่อนเขาดีเหมือนทุกครั้งที่เคยเจอกัน
ทั้งสามคนได้สั่งอาหารที่ตัวเองต้องการมารับประทานเรียบร้อยแล้ว ทว่าอาหารที่พิมพ์พระพายสั่งมามันได้พร่องไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทั้งที่มันเป็นอาหารจานโปรดของเธอ
“ไม่อร่อยเหรอพาย ทำไมทานไปนิดเดียวเอง” ภาสกรมองด้วยความเป็นห่วง
“อร่อย เพียงแต่พายไม่ค่อยหิวน่ะ”
“พายทานอีกหน่อยได้ไหม อาร์ตเป็นห่วง
“ใช่ หมอพายกินแค่นั้น จะอิ่มเหรอ เป็นเรานี่ยังไม่ถึงครึ่งท้องหรอก”
“นั่นมันมึงไอ้เกี๊ยง มีเท่าไรก็กินหมด” ภาสกรต่อว่าเพื่อนเสร็จก่อนหันมองคนตัวเล็กด้วยความห่วงใย
“อาร์ตกับเกี๊ยงทานกันต่อเถอะไม่ต้องเป็นห่วงพายหรอก” ยิ้มให้ทั้งสองคนก่อนจะเริ่มทานอาหารต่อ
ซึ่งการทานอาหารร่วมกันในครั้งนี้ของทั้งสามคนไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกอึดอัดเลยสักนิด บรรยากาศในครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา อยู่ ๆ เสียงแอปพลิเคชั่นไลน์แจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์ของภาสกรก็ดังขึ้นมาติดกันหลายครั้ง
“ไอ้อาร์ต มึงไม่ดูหน่อยเหรอว่าใครมันส่งไลน์มาหนักหนากู ทำอย่างกับกลัวว่ากูจะเห็นความลับของมึงนั่นแหละ” ภาสกรส่งสายตาดุไปให้คนตรงข้ามพลางขยับริมฝีปากหนา ‘เสือก’
ก่อนมือหนาก็ล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดูแล้วกดปิดเสียงก่อนเก็บเอาไว้ที่เดิม และเมื่อหันไปก็เจอสายตาว่างเปล่าของคนนั่งด้านข้างที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว จึงเอ่ยอย่างคนร้อนตัว
“พวกไลน์กลุ่มน่ะ ไม่มีอะไรหรอกพายทานต่อเถอะ พายลองทานอันนี้สิ อาร์ตว่ามันใช้ได้เลยนะ” ตักอาหารให้คนด้านข้างอย่างเอาใจ
“ขอบคุณนะ อาร์ตทานเถอะ ไม่ต้องห่วงพาย” ทานอาหารกันต่อสักพัก ร่างสูงพลางขยับเก้าอี้เพื่อลุกขึ้นก่อนเดินออกไปห้องน้ำโดยไม่ลืมบอกหญิงสาวเอาไว้ก่อน
พิมพ์พระพายมองตามแผ่นหลังหนาที่เริ่มไกลออกไปด้วยแววตาสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูกกับความรู้สึกหลากหลายกำลังตีรวนกันอยู่เมื่อเธอรู้แก่ใจว่าเขาเดินออกไปหลังมีข้อความส่งเข้ามาอีก
“หมอพาย ไม่ต้องห่วงไอ้อาร์ตมันขนาดนั้นก็ได้ มันไม่หลงห้องน้ำหรอกน่า”
“...” พิมพ์พระพายยังคงตกอยู่ในภวังค์พร้อมมองตามหลังคนจากไปอย่างไม่รู้ตัว จนเกรียงไกรต้องเรียกอีกครั้ง
“พาย! หมอพาย!”
“หา! ว่าไงเกี๊ยง”
“หมอเป็นอะไรหรือเปล่า เราคุยด้วยถึงไม่ได้ยินอ่ะ” มองจับอาการของคนตัวเล็กด้วยความเป็นห่วง
“เปล่า ไม่มีอะไร แล้วเกี๊ยงจะคุยอะไรกับเราเหรอ โทษทีนะไม่ได้ยินจริง ๆ”
“โอ้ย ไม่เป็นไรเลยหมอ เราแค่แซวเล่นเฉยๆไม่อยากให้อึดอัดน่ะ” มองคนตรงหน้าพร้อมพูดออกมาอย่างจริงจังอีกครั้ง “หมอ มีอะไรหรือเปล่าเราเห็นหมอมองตามหลังไอ้อาร์ตมันหน้าตาเครียดเชียว”
“ไม่มีอะไรหรอก”
“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องไอ้อาร์ต หมออย่าไปคิดมากเลยนะ ถึงยังไงมันก็มีหมอพายคนเดียวเท่านั้น มันทำผิดหากหมอพอให้อภัยมันได้ก็ให้อภัยมันเถอะ อุตส่าห์คบกันมาตั้งแต่ ม.ปลาย หมอพายไม่ดายเสียเวลาเหรอ?
ถึงไอ้อาร์ตมันอาจจะเหลวไหลไปบ้าง แต่มันก็รู้ตัวแล้วว่าผิด หากสองคนยังรักกันอยู่ และยังอยากมีกันในชีวิตต่อ เราเองก็พูดในฐานะเพื่อนที่อยากเห็นทั้งสองคนมีความสุข แต่ถึงยังไงสุดท้ายจะสุขหรือทุกข์มันก็อยู่ในมือของหมอเองนะว่าจะเลือกทางไหน ส่วนไอ้อาร์ตมันก็มีหมออยู่แล้วแหละ
“อาร์ตเป็นคนเล่าเรื่องนี้ให้เกี๊ยงฟังเหรอคะ”
“หมอพายอย่าโกรธมันเลย มันไม่ตั้งใจเล่าหรอก เป็นเราเองแหละที่เห็นมันซึมไปอดเป็นห่วงไม่ได้ก็เลยถาม ยังไงเราขอโทษด้วยนะที่เราก้าวก่ายเรื่องของหมอพายกับมัน” พิมพ์พระพายส่ายหน้า พลางคิดในใจจะให้เธอพูดอะไรได้ในเมื่อคนตรงหน้ารู้เรื่องไปแล้ว
“ไม่เป็นไรเกี๊ยง” ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบเมื่อพิมพ์พระพายหยุดพูดลงเหมือนตกอยู่ในภวังค์ของตัวเอง
เกรียงไกรมองร่างบางอย่างรู้สึกผิดที่เขาหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดทั้งที่มันควรให้พวกเขาเป็นคนตัดสินใจเอง ทว่าเขาเองก็ไม่อยากเห็นเพื่อนเสียคนรักที่ดีอย่างพิมพ์พระพายไปหากว่ามันยังพอให้อภัยกันได้
“หมอพาย”
“ฮื้อ” มองคนเรียก
“ไม่ว่าในอนาคตหมอพายกับไอ้อาร์ตจะเป็นยังไง สำหรับเราหมอยังเป็นเพื่อนเสมอนะ เราไม่อยากให้หมอมองแค่ว่าเราเป็นเพื่อนของไอ้อาร์ตมันน่ะ เรายังอยากมีหมอพายเป็นเพื่อนอยู่นะ” มองลุ้นว่าคนฟังจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
“ขอบใจนะเกี๊ยง ถ้าอย่างนั้นเกี๊ยงก็ต้องเรียกพายว่าพายนะห้ามเรียกหมออีก มันดูห่างเหินไป ตกลงไหม?” ทั้งสองคนยิ้มให้กันกับมิตรภาพที่เกิดขึ้นใหม่
ร่างสูงเดินกลับเข้ามาพร้อมภาพสองหนุ่มสาวกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ทว่าทุกอย่างเงียบลงเมื่อเขามาถึงโต๊ะอาหาร
“คุยอะไรกันอยู่ ท่าทางดูน่าสนุกจัง” ภาสกรหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัดเมื่อคนตัวเล็กไม่สนใจ
“กูเล่าให้พายฟังตอนที่พวกเราไปตีเอารังผึ้งตอนเข้าค่ายปี2 แล้วพากันวิ่งเตลิดหนีผึ้งกันน่ะ”
“อ้อ” หันไปคุยกับคนด้านข้างต่อ “พายอย่าไปเชื่อมันมากนะ ไอ้นี่มันเชื่อไม่ค่อยได้หรอก บางเรื่องต้องเอาร้อยหาร”
“แล้วมึงรู้เหรอไอ้อาร์ตว่ากูเล่าพายว่ายังไงบ้าง” พิมพ์พระพายเห็นสองคนไม่มีใครยอมกัน เธอจึงจำเป็นต้องห้ามทัพโดยบอกว่าเดี๋ยวเธอจะเป็นคนตัดสินใจเอง
จากนั้นทั้งสามคนก็นั่งคุยกันต่ออีกเล็กน้อยก่อนเกรียงไกรจะแยกกันไป ซึ่งตอนแรกเขาต้องการตามสองหนุ่มสาวไปดูหนังต่อ ตามคำชวนของพิมพ์พาย ทว่าทุกอย่างต้องจบลงเมื่อภาสกรส่งสายตาพิฆาตมาให้
