บทที่ 15 กลับไม่ได้ ไปต่อไม่ไหว

บริเวณโต๊ะอาหารของบ้านสกุลรัตนรักษ์ สมาชิกในครอบครัวกำลังนั่งรับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกันเหมือนทุกวัน โดยมีชายวัยกลางคนนั่งอยู่หัวโต๊ะ และมีหญิงต่างวัยสองคนนั่งอยู่ตรงข้ามกัน ซึ่งทุกครั้งที่มีลูกสาวคนเดียวกลับมา บ้านหลังนี้ก็พลอยมีชีวิตชีวาขึ้น

ทว่าการกลับบ้านในครั้งนี้ของพิมพ์พระพายมันไม่ได้ให้ความรู้สึกอย่างเดิม แม้เธอจะยังทำทุกอย่างเหมือนเดิมเวลาอยู่กับคนในครอบครัวก็ตาม เรวัชเองก็ทำได้เพียงคอยดูอยู่ห่างๆ ในเมื่อลูกสาวบอกว่าเหนื่อยจากการเรียนและกังวลเกี่ยวกับโรงพยาบาลที่ต้องไปใช้ทุน

ซึ่งท่านเคยเสนอเงินก้อนเพื่อแลกไม่ให้ลูกสาวต้องไป ทว่าพิมพ์พระพายกลับไม่เห็นด้วย

ใบหน้างามก้มหน้าลงพลางช้อนในมือก็เขี่ยจานข้าวไปมาเหมือนคนที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวหลังกลับมาจากห้างสรรพสินค้า

“อาหารไม่ถูกปากเหรอลูก” สายตาคมที่นั่งอยู่หัวโต๊ะมองดูลูกสาวที่ยังก้มหน้าก้มตาอยู่เหมือนไม่ได้ยินที่ท่านพูด ทำให้ประไพที่นั่งอยู่ตรงข้ามลูกสาวต้องเอ่ยเรียก

“น้องพายลูก” พิมพ์พระพายเงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้ามด้วยหน้าตาเหรอหรา

“คะแม่”

“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก เตี่ยถามเราถึงไม่ได้ยินน่ะ”

“ไม่เป็นอะไรค่ะแม่” ก่อนหันไปมองคนนั่งหัวโต๊ะ “เตี่ยว่าอะไรนะคะ พอดีพายไม่ได้ยิน ขอโทษด้วยค่ะ”

“มีอะไรหรอก เตี่ยเห็นน้องพายเอาแต่เขี่ยข้าวไปมา อาหารไม่ถูกปากหรือเปล่า ทีหลังอยากทานอะไรเป็นพิเศษก็บอกแม่เค้าไปนะ”

“มีอะไรบ้างที่แม่ทำไม่อร่อยคะเตี่ย” พลางมือบางตักอาหารเข้าปากเพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่เป็นห่วง ทั้งที่ความจริงนอกจากช่วงนี้รู้สึกเบื่ออาหารแล้ว เธอยังมีเรื่องรบกวนใจให้คิดเพิ่มอีก หลังได้ไปดูภาพยนต์กับภาสกรเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา

“นี่ น้องพายทำไมไม่ชวนตาอาร์ตอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันล่ะ แม่สังเกตุเห็นนะว่าตอนมาส่งเราน่ะตาอาร์ตยังมองเราตาละห้อยไม่อยากกลับเลย”

“อาร์ตต้องรีบขับรถกลับระยองค่ะแม่ เดี๋ยวไปถึงที่โน่นค่ำเอา พายก็เลยไม่ได้ชวนให้อยู่ทานอาหารเย็นด้วยกัน” ยิ้มให้คนถามเสร็จก็ก้มหน้าทาอาหารต่อ ซึ่งทุกการกระทำของหญิงสาวนั้นได้ตกอยู่ในสายตาของคนเป็นพ่อตั้งแต่ต้น ก่อนจะเอ่ยถามถึงบุคคลนอกโต๊ะอาหาร

“งานเจ้าอาร์ตมันไปถึงไหนแล้วน้องพาย มีทีท่าว่าจะได้กลับเข้ากรุงเทพฯกับเขาบ้างหรือยังน่ะ”

“เห็นว่าอีกไม่นานโปรเจคก็จะจบแล้ว แต่รายละเอียดพายเองก็ไม่ค่อยรู้ค่ะเตี่ย” เรวัชพยักหน้ารับทราบ ขณะที่ประไพได้เอ่ยขึ้น

“พวกลูกสองคนนี่มันยังไงกัน คนหนึ่งกำลังกลับเข้ากรุง อีกคนก็จะต้องออกไปอยู่ต่างจังหวัดเสียนี่ แล้วเมื่อไรจะได้อยู่ใกล้กันสักที” พิมพ์พระพายยิ้มรับหน้าเจื่อน

“อย่าไปยุ่งกับเรื่องของลูกนักเลยคุณไพ ดีเสียอีกจะได้เป็นการพิสูจน์ว่าที่ลูกเขยสุดที่รักของคุณด้วยว่ามันมีดีพอที่จะเหมาะสมกับลูกสาวของเราหรือเปล่า” หันไปมองลูกสาวที่กำลังรวบช้อนไว้เข้าหากัน

“อิ่มแล้วเหรอน้องพาย เพิ่งทานไปนิดเดียวเองนะ ทานอีกหน่อยดีไหม? เตี่ยว่าช่วงนี้หนูดูผอมไปนะลูก”

“พายทานไม่ไหวแล้วค่ะเตี่ย ยังไงพายขอตัวก่อนนะคะ” ขยับเก้าอี้ลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณโต๊ะอาหาร โดยมีสายตาห่วงใยของคนเป็นพ่อแม่มองตามแผ่นหลังบางออกไป

แสงไฟสาดส่องลงบนท้องถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกของประเทศ ร่างสูงกำลังขับรถอยู่พร้อมเปิดคลื่นวิทยุฟังเพลงอย่างอารมณ์ดี แม้ก่อนหน้านั้นจะต้องเผชิญกับปัญหารถติดในเมืองหลวงอยู่เกือบชั่วโมงถึงจะพ้นเขตเมืองไปได้

ทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายเลยเมื่อการกลับมาบ้านในครั้งนี้ อย่างน้อยวันนี้เขาก็ได้เจอพิมพ์พระพายแม้มันจะเป็นความบังเอิญที่ได้เจอกันที่ห้างสรรพสินค้าก็ตาม

และสำคัญคือได้ดูภาพยนตร์ด้วยกันในรอบหลายปี ไม่น่าเชื่อว่ามันจะให้ความรู้สึกดีขึ้นมาอีกครั้งได้ หลังเขาไม่ได้รู้สึกอย่างนี้มานานมาก พลางมุมปากหนายกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เมื่อภาสกรเองแอบหวังว่าพิมพ์พระพายจะยอมกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง

ต้องขอบคุณความดื้อของตนที่ไม่ฟังคำห้ามของเธอไม่ให้เขาไปหาที่บ้าน ไม่อย่างนั้นสิ่งเหล่านี้คงไม่มีวันเกิดขึ้น

ทว่าใบหน้าคมสันต้องเปลี่ยนเป็นความกังวลขึ้นมาเมื่อนึกถึงความเหนื่อยหล้าหมดแรงของพิมพ์พระพายในตอนที่ขับรถไปส่งบ้าน พลางมือหนากดเบอร์โทรหาด้วยความเป็นห่วง

เพราะไม่เคยเห็นเธอเป็นอย่างนี้มาก่อน และทันทีที่คนปลายสายกดรับ น้ำเสียงทุ้มระคนกังวลและเป็นห่วงก็ดังขึ้น

“พายเป็นไงบ้างครับ”

“ดีขึ้นแล้วค่ะ” ตอบเสียงเรียบ

“ดีจัง ค่อยหมดห่วงหน่อย”

“อาร์ตเป็นห่วงพายด้วยเหรอ?”

“ทำไมพายถึงถามอย่างนี้ล่ะ ถ้าอาร์ตไม่ห่วงพายจะให้อาร์ตห่วงใคร จริงไหมครับ?”

“ไม่รู้สิ พายไม่ใช่ตัวอาร์ตนี่ ถึงรู้ว่าคิดหรือทำอะไรอยู่”

“พายเป็นอะไรไปอีกครับ วันนี้เรายังดูหนังด้วยกันอยู่ดี ๆ เลย”

“ก็...ไม่เป็นอะไรนิ อาร์ตจะให้พายเป็นอะไรเหรอ” ตอนแรกพิมพ์พระพายตั้งใจจะพูดถึงเรื่องมีข้อความที่เข้ามาตอนอยู่ในร้านอาหารแล้วเขาหายออกไปนาน แต่ก็เปลี่ยนใจมาถามหยั่งเชิงเขาแทน

“พายอยากเป็นอะไรอาร์ตให้เป็นหมดแหละ พายจ๋าวันหยุดนี้พายกลับไปอยู่คอนโดได้ไหม อาร์ตไปหาเราจะได้อยู่ด้วยกันไง พายรู้ไหมว่าแค่วันนี้เราได้ดูหนังด้วยกันอาร์ตมีความสุขมากเลยนะ นะพายนะ ย้ายกลับมาอยู่คอนโดนะ”

“ขอโทษนะอาร์ต พายไม่คิดถึงเรื่องกลับคอนโดในตอนนี้”

“ไม่เป็นไรพาย อาร์ตเข้าใจว่าเรื่องของเรามันไม่เหมือนเดินแล้ว ขอโทษนะ” พูดเสียงเศร้าชวนให้น่าสงสาร

“อือ แล้วนี่อาร์ตขับรถอีกนานไหมคะ ถึงจะถึงที่พักอ่ะ”

“คงประมาณชั่วโมงหนึ่งครับ”

“ถึงแล้วโทรบอกพายด้วยล่ะ” พลันมุมปากหนาของคนฟังก็ยกขึ้นที่เวลานี้เธอแสดงความห่วงใยเหมือนทุกครั้งที่เขาต้องขับรถยนต์ ทั้งที่เมื่อก่อนเขาเคยรู้สึกรำคาญที่ต้องรายงายว่าตัวเองปลอดภัยดี

ทว่าวันนี้เขากลับอยากได้ยินมันอีกหลังจากเธอไม่สนใจกันในช่วงที่เกิดปัญหาขึ้นมา

“ได้ ยังไงอาร์ตถึงแล้วจะรีบโทรบอกนะ แค่นี้ก่อนนะพายเดี๋ยวอาร์ตขับก่อนนะครับ”

หลังวางสายเรียบแล้วแล้วร่างใหญ่ก็ฮัมเพลงไปกับเสียงเพลงของคลื่นวิทยุอย่างมีความสุข แม้วันนี้ความสัมพันธ์ของเขากับพิมพ์พระพายมันจะยังไม่เหมือนเดิมก็ตาม

ทว่าพิมพ์พระพายนั้นกลับมีความรู้สึกตรงข้ามกัน เมื่อเรื่องที่ชายหนุ่มหายออกไปหลังจากได้รับข้อความมันยังตามรบกวนใจอยู่ว่าเขาจะมีคนอื่นเหมือนที่ผ่านมาอีกหรือเปล่า

ร่างบางโคลงศีรษะไปมาเพื่อไม่ให้คิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ ก่อนจะไปหยิบผ้าขนหนูเพื่อไปอาบน้ำต่อไป


ร่างสูงสวมหมวกนิรภัยพร้อมแบบพิมพ์เขียวอยู่ในมือกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยของไซต์งานก่อสร้างเพื่อให้ทันส่งงานที่กำลังมาถึงนี้อยู่กับหัวหน้าคนงานด้วยท่าทางดูมีชีวิตชีวาจนคนงานสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในเช้าวันนี้ บรรยากาศในไซต์งานก่อสร้างก็พลอยผ่อนคลายลง

หลังวิศวกรหนุ่มหน้าดำคร่ำเครียดมาหลายวันจนลูกน้องไม่มีใครอยากเข้าหา ซึ่งปกติเวลางานเขาก็เป็นคนจริงจังกับงานอยู่แล้ว

“ลุงแกะดูนายสิไม่รู้วันนี้ไปโดนตัวอะไรมาจากรุงเทพฯ เช้านี้ถึงดูอารมณ์ดีมาเชียว” ต้นมองภาสกรที่กำลังยืนคุยงานอยู่กับหัวหน้างานคนงานอยู่อีกมุมหนึ่งของงานก่อสร้าง

“หรือเอ็งชอบให้นายเป็นอย่างหลายวันที่ผ่านมาวะไอ้ต้น” ลุงแกะพูดพลางเก็บรายละเอียดของงานไปด้วย

“ไม่ไหวหรอกลุงหากเจอนายเวอร์ชั่นนั้นบ่อยๆ” ทำหน้าเข็ดขยาดเมื่อภาพความจริงจรัง ดุดันในการทำงานของภาสกรในช่วงที่ผ่านมา

“เอ็งมัวแต่พูดมากอยู่นั่นแหละ งานนะทำไปเดี๋ยวเจอนายแบบอาทิตย์ที่ผ่านมาหรอก”

“รู้แล้วน่ะลุงแกะ ฉันก็แค่...” ต้นบ่นกะปริดกะปรอย พร้อมกับหันมาสนใจงานในมือต่อ ส่วนลุงแกะนั้นก็ส่ายหน้าให้กับการกระทำก่อนจะมองไปทางภาสกรที่เขารู้สึกเอ็นดูไม่ต่างจากลูกหลานคนหนึ่ง หลังชายหนุ่มได้รับมอบหมายให้มาคุมงานที่นี่

และเขาเองก็ไม่ได้ถือเนื้อถือตัวว่าตนเป็นนายกับคนงานเหล่านี้เลย ภายใต้ความจริงจังกับงานแต่ภาสกรก็ยังอ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้สูงวัยกว่าแม้บางคนจะจบเพียงชั้นประถมศึกษาก็ตาม ซึ่งการเข้ากับคนได้ง่ายโดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะนี้ทำให้ภาสกรได้ใจลูกน้องในแคมป์คนงานได้ไม่ยาก

ร่างสูงยืนคุยงานอยู่กับหัวหน้าคนงานอยู่ โดยไม่รู้ว่าตอนนี้ตนกำลังตกเป็นเป้าของคนงาน

“พี่เก่งเดี๋ยวพี่ช่วยให้คนมาดูตรงนี้หน่อยนะครับ” ชี้ให้ดูผนังห้องที่ยังไม่เรียบร้อย

“ครับนายเดี๋ยวผมจะให้คนมาจัดการให้เรียบร้อยครับ”

“ยังไงผมฝากพี่เก่งด้วยนะครับ เดี๋ยวเหนื่อยกันอีกนิดโปรเจคนี้ก็จบแล้ว ถึงตอนนั้นพวกเราคงได้อะไรกันบ้างครับ” ภาสกรพูดอย่างมีความสุข หากไม่มีอะไรผิดพลาดอีกไม่กี่วันเขาก็ได้กลับเข้ากรุงเทพฯ

คราวนี้เขาคงได้อยู่ใกล้กับพิมพ์พระพายสักที หลังจากพวกเขาต้องอยู่ห่างกันตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมปลาย

“เอ่อ นายเย็นนี้ไปไหนไหมครับ พอดีพวกเราจะซื้ออะไรมาทำกินกันนิดหน่อย” คนถูกถามมองด้วยความแปลกใจเพราะพรุ่งนี้ไม่ใช่วันหยุด “พอดีวันนี้มันเป็นวันเกิดคนงานในแคมป์น่ะครับ” ภาสกรพยักหน้าอย่างเข้าใจ

หากเป็นเมื่อก่อนเขาไม่มีความลังเลใจและคงได้ตกปากรับคำไปแล้ว ทว่าตอนนี้มันมีอะไรที่สำคัญมากกว่า ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ตามใจตนเหมือนที่ผ่านมา

“เดี๋ยวผมยังไม่รับปาก ผมดูก่อนนะครับพี่เก่ง” พลางล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อเอากระเป๋าสตางค์ออกมาก่อนจะหยิบธนบัติใบสีเทาจำนวนหนึ่งออกมายื่นให้คนด้านข้าง “เอ่อ พี่ ผมฝากช่วยดูให้หน่อยนะว่ามันมีอะไรที่พอจะซื้อมาแจกพวกเรากินกันได้บ้าง” หัวหน้าคนงานยื่นมืออกไปรับพร้อมพูดเย้าเจ้านายกลับ

“ถ้าเราไม่ได้รู้จักกันมาก่อนว่านายยังโสด ผมคงนึกว่านายต้องโทรขออนุญาติเมียก่อนแน่เลยครับ” บนใบหน้าคมมีรอยยิ้มบาง ๆ เกิดขึ้นพร้อมย่างก้าวเดินนำลูกน้องไปตรวจงานต่อ

ภายในร้านคาเฟ่ชื่อดังและกำลังนิยมอยู่ในโซเชียล ร่างสมส่วนนั่งเหม่อลอยขณะศอกตั้งขึ้นกับโต๊ะก่อนวางใบหน้างามลงไปคล้ายคนกำลังมีเรื่องคิดไม่ตก

พิมพ์พระพายมีนัดกับปรียากานต์หรือยิหวาเพื่อนสนิทในตอนเรียนชั้นมัธยมปลาย หลังปรียากานต์เพิ่งกลับมาจากเรียนที่ต่างประเทศ ปรียากานต์ยื่นมือโบกตรงหน้าไป-มาพลางเอ่ยปากเรียกเพื่อนขึ้น

“พาย พายจ๋า พิมพ์พระพาย” เสียงเรียกดังขึ้นเรื่อย ๆ จนคนตกอยู่ในภวังค์สดุ้งรู้สึกตัวขึ้นมา

“อ้าว! ยิหวามาแล้วเหรอ”หันมองปรียากานต์ที่กำลังหย่อนสะโพกนั่งลงตรงหน้า

“อือ แล้วพายล่ะนั่งใจลอยคิดถึงหนุ่มที่ไหนจ๊ะเพื่อน หวาเรียกตั้งนานยังไม่รู้สึกตัวอีก” ยกมือทั้งสองข้างขึ้นตั้งกับโต๊ะก่อนประสานมือเข้าหากันและเอาคางวางลงพลางจ้องมองคนตรงหน้าตาแป๋วอย่างหยอกเย้า

“ไม่มีอะไรหรอกหวา พายแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ หวาเพิ่งมาถึงสั่งอะไรมาทานก่อนดีไหม” เมื่อเห็นเพื่อนไม่ปฏิเสธ พิมพ์พระพายจึงยกมือขึ้นเรียกพนักงานในร้านมาสั่งเครื่องดื่มและขนม

“หวาคิดถึงพายมากเลยนะ เราไม่ได้กันมานานแล้วเนอะ” คิดทบทวนพลางนับนิ้วมือ “เอ...ครั้งสุดท้ายเจอกันก็ตอนหวากลับมาเยี่ยมบ้านมันเกือบสามปีแล้วนะพายที่เราสองคนไม่ได้เจอกันน่ะ”

“ก็ใครใช้ให้หวาไปเรียนต่อเมืองนอกล่ะ เราก็เลยไม่ได้เจอกันไง”

“พายทำอย่างกับว่าถ้าหวายังเรียนต่ออยู่ที่นี่แล้วเราจะได้เจอกันบ่อยอย่างนั้นแหละ ตัวเองน่ะเรียนหนักจะตายมีเวลาที่ไหน” ปรียากานต์บ่นกะปริดกะปรอยอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะถามต่อ “พายสบายดีไหม? หวาว่าพายดูผอมไปนะ”

“สบายดีสิ แล้วหวาละเป็นไงบ้างกลับมาปรับเวลาได้หรือยัง” จากนั้นทั้งสองสาวก็นั่งคุยกันต่อ จนปรียากานต์ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน และกลับเข้ามายังโต๊ะก็เห็นเพื่อนรักกำลังนั่งใจลอยอีกครั้ง

“พาย! เป็นอะไร นั่งใจลอยอีกแล้วนะ ไหนมีเรื่องอะไรเล่าหวามาสิ” พิมพ์พระพายมีสีหน้าลังเลระคนกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งทำให้ปรียากานต์รู้สึกเป็นห่วงเพื่อนมากขึ้นไปอีก

“พาย พายเคยบอกหวาไม่ใช่เหรอว่าหากมีเรื่องอะไรไม่สบายใจให้ระบายมันออกมา แล้วทำไมพายถึงไม่บอกมันให้หวารู้บ้างล่ะ หรือหวาไม่ใช่คนที่พายไว้ใจได้”

“มันไม่ใช่พายไม่ไว้ใจหวา แต่...” มีความลังเลใจที่จะพูดความในมากขึ้น เมื่อเห็นเพื่อนกำลังจ้องมองอยู่ “มันเป็นเรื่องเพื่อนพายที่คณะกับแฟนที่คบกันมานานน่ะหวา พอดี เอ่อ เขามาปรึกษาพายว่าจะทำยังไงดี”

“ไหนมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเพื่อนหวาถึงได้เก็บมาคิดไม่ตกอย่างนี้” พิมพ์พระพายมองหน้าเพื่อนอย่างคนช่างใจ ก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับภาสกรให้เพื่อนสนิทฟังที่อ้างว่ามันเป็นเรื่องของเพื่อนคณะแพทย์

ซึ่งปรียากานต์ก็ได้แสดงมุมมองอีกด้านหนึ่งที่เธอเคยมองข้ามไป ระหว่างที่สองสาวกำลังนั่งรอพนักงานให้มาเช็คบิลเพื่อจะไปเดินซื้อของด้วยกันต่อ เสียงกรีดร้องโทรศัพท์ของพิมพ์พระพายก็ดังขึ้นมา

และเมื่อเห็นรายชื่อคนโทรมาหญิงสาวก็เกิดความลังเลจะรับสายขึ้นมา จนคนเดินอยู่ด้านข้างมองด้วยความสงสัยพลางเอ่ยถามขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้น ใครโทร พิมพ์พระพายชูหน้าจอโทรศัพท์เพื่อให้ปรียากานต์เห็นรายชื่อคนโทรเข้ามาก่อนมือบางจะกดรับสาย

“ว่าไงอาร์ต มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“คิดถึง โทรหาไม่ได้หรือไงครับ” น้ำเสียงสดใสระคนออดอ้อนส่งตรงเข้ามาตามสาย พิมพ์พระพายมองเพื่อนรักที่กำลังมองดูเธออยู่พร้อมยิ้มอย่างคนล้อเลียนและบอกให้คุยกันตามสบายไม่ต้องเกรงใจ จนเธอรู้สึกเขินอายขึ้นมาจึงหันไปบอกคนปลายสายให้รีบพูด

“อาร์ตมีอะไรก็รีบว่ามาเถอะค่ะ”

“น้อยใจจัง ไอ้เราหรือก็คิดถึง อยากได้ยินเสียงหวานๆจะได้มีแรงทำงานต่อ”

“อาร์ต! ถ้าไม่มีอะไรพายจะวางสายแล้วนะ”

“ดะ เดี๋ยวพาย อาร์ตจะโทรมาบอกว่าเย็นนี้ที่ไซต์งานก่อสร้างมันมีเลี้ยงวันเกิดคนงานน่ะ อาร์ตดื่มกับพวกลุงพวกพี่เขาได้ไหม?”

“มันสิทธิ์ของอาร์ตนี่ ไม่เห็นต้องมาขอพายเลย อาร์ตอยากจะดื่มอยากทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับพายทั้งนั้นแหละ” พิมพ์พระพายตอบเสียงเรียบเพราะนานมาแล้วที่ภาสกรไม่เคยบอกเธอ เวลาจะไปดื่มหรือรังสรรค์กับเพื่อนที่ไหน

“แต่อาร์ตอยากให้พายเกี่ยวด้วยนี่” เมื่อเห็นว่าพิมพ์พระพายเงียบไป ชายหนุ่มจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเศร้า “ถ้าพายไม่ให้ดื่มอาร์ตไม่ดื่มก็ได้นะ”

“ว้าว! มีโทรมาขอไปดงไปดื่มด้วยนะเนี่ย” ปรียากานต์เอ่ยแซวเพื่อนรักอย่างเป็นกันเอง เพราะเธอรู้เห็นตั้งแต่สองคนเริ่มปลูกต้นรักมาด้วยกัน พิมพ์พระพายได้ยินเช่นนั้นก็รีบตัดบทกับกันปลายสาย

“อาร์ตอยากดื่มก็ดื่มเถอะ ยังไงก็อย่าดื่มให้มันมากนักนะ พรุ่งนี้ยังต้องทำงานอีกนะคะ”

“คร้าบผม เดี๋ยวสี่ทุ่มอาร์ตโทรหานะพาย” จากนั้นภาสกรก็เอ่ยทักทายปรียากานต์อดีตเพื่อนร่วมห้องเรียนเล็กน้อยหลังรู้ว่าเธออยู่บริเวณนั้นด้วย ก่อนจะขอคุยสายกับพิมพ์พระพายอีกครั้งเพื่อบอกลาและวางสายไป

“พาย คิดถึงนะ เดี๋ยวอาทิตย์นี้เจอกันนะครับ”

“อาร์ตไม่ต้อง...” ทว่าพิมพ์พระพายยังเอ่ยไม่จบ ภาสกรก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

“แค่นี้นะพาย อาร์ตไปทำงานก่อน จุ๊บ!” พิมพ์พระพายอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนพยายามทำตัวให้ปกติที่สุดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมนึกตำหนิชายหนุ่มอยู่ในใจ หากปรียากานต์รู้ว่าก่อนวางสายภาสกรได้ทำอะไรลงไปบ้างเธอคงถูกเพื่อนล้อเป็นแน่ ก่อนรีบคว้าแขนเพื่อนมากเกี่ยวเดินพลางเอ่ยปากขึ้นมา

“เรารีบไปซื้อของกันเถอะหวา มีหลายร้านมากเลยนะที่พายอยากพาหวาไป” ปรียากานต์เหล่ตามองเพื่อนด้วยความสงสัยอากัปกิริยาของเพื่อนก่อนจะยอมเดินตามไปโดยดี


นับตั้งแต่วันที่ภาสกรได้โทรศัพท์มาขอพิมพ์พระพายไปรังสรรค์กับคนงานในไซต์ก่อสร้าง ทว่าประมาณสองทุ่มชายหนุ่มก็ติดต่อกลับมาพร้อมเสียงอ้อแอ้คล้ายคนเมาเหล้าพลางพร่ำบอกความในใจที่มีต่อเธอ

ซึ่งตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องขึ้นเขาก็จะโทรศัพท์มาคุยกับเธอทุกคืนในช่วงเวลาสี่ทุ่ม และวางสายไปก็ต่อเมื่อหญิงสาวบอกเท่านั้น ทว่าหลังได้ฟังคนเมาพูดในคืนนั้นการสนทนาระหว่างทั้งสองคนก็นานขึ้น

ภายในห้องนอนของบ้านสกุลรัตนรักษ์ ร่างสมส่วนกำลังนั่งอ่านหนังสือวิจัยทางการแพทย์ก่อนละสายตาหวานไปมองโทรศัพท์ที่วางไว้ไม่ไกลกันเมื่อมันถึงเวลาสี่ทุ่มแล้ว

พิมพ์พระพายนึกโกรธตัวเองที่ให้ความสำคัญกับมันจนไม่มีสมาธิอ่านหนังสือและพาลไปโกรธชายหนุ่มที่ไม่โทรมาสักที ขณะที่เธอกำลังหยิบมือถือขึ้นมาถือไว้พลางคิดในใจว่าหากเขาไม่โทรมาภายใน3นาที เธอก็จะไม่สนใจมันอีก

แต่ก็ดีเหมือนกันใจเธอจะได้เลิกฟุ้งซ่านเพราะเชื่อว่าคนเมามักพูดความจริง ประกอบกับการกระทำในช่วงที่ผ่านมาด้วยสินะ เธอถึงเป็นแบบนี้ ทว่าเพียงโทรศัพท์ในมือกรีดร้องและแรงสั่นสะเทือนเริ่มทำงานนิ้วมือเรียวก็รีบกดรับสายโดยไม่รู้ตัว

“พายทำอะไรอยู่ครับ”

“กำลังอ่านหนังสืออยู่ค่ะ อาร์ตมีอะไรหรือเปล่า” พยายามทำน้ำเสียงให้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

“อ้าว! อ่านหนังสือเหรอ อาร์ตนึกว่าพายกำลังรอโทรศัพท์อาร์ตอยู่เสียอีกเห็นกดรับสายเร็วมาก” มุมปากหนายกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว พลางนึกถึงใบหน้างามที่ถูกตัวเองล้อ เมื่อคิดว่าเธอคงจะเขินอายไม่มากก็น้อย ทว่าคนปลายสายก็ตอบทันควันเสียงแข็ง

“ไม่ใช่สักหน่อย บังเอิญมันอยู่ใกล้มือต่างหากล่ะ อาร์ตมีอะไรจะพูดอีกไหมคะ ถ้าไม่มีพายจะวางสายแล้วนะ”

“เดี๋ยวสิพายคุยกันก่อน”

จากนั้นทั้งสองคนก็คุยกันต่ออีกเล็กน้อย ก่อนที่คืนนี้ภาสกรจะเป็นคนขอยุติการคุยลงก่อนพร้อมบอกคิดถึงและฝันดี เพราะคืนนี้เขารู้สึกง่วงเหลือเกิน

ร่างบางกำลังนอนพลิกตัวไป-มาอยู่บนเตียงเพื่อพยายามข่มตาให้นอนหลับลงอยู่นานทว่ามันก็ยังไม่เป็นผล จึงเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ทมือถือขึ้นมาเล่นสักพักความคิดหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ‘โทรไปแกล้งคนนอนหลับดีกว่า’

พลางมุมปากบางบนใบหน้างามก็ยกขึ้นเมื่อนึกถึงหน้าคนนอนหลับจะมีปฏิกิริยาอย่างไร จะโกรธมากเพียงใดเมื่อคนโทรมากวนเป็นเธอพลางนิ้วเรียวกดหมายเลขที่ต้องการด้วยความตื่นเต้น ลุ้น นาน ๆ เธอได้แกล้งเขาบ้างก็ดีเหมือนกัน

ทว่าหัวใจรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันที เมื่อมันขึ้น “รอสาย” เขากำลังติดอีกสายอยู่ พลันบริเวณหัวตาเริ่มร้อนผ่าวคล้ายมีน้ำไหลออกมาไม่รู้ตัว ก่อนนิ้วเรียวกดวางสายลงพร้อมคำถามเกิดขึ้นในใจมากมาย เขาคุยกับใคร ทำไมต้องโกหกเธอว่าง่วงนอน เขาแอบมีคนใหม่ หรือเขายังติดต่อกับผู้หญิงคนที่ชื่อเกตุฤทัยอยู่อีกใช่ไหม

สองมือบางยกขึ้นกุมใบหน้าค่อยๆเลื่อนลงมาปิดขมับทั้งสองข้างพร้อมก้มหน้าลงเล็กน้อยเหมือนคนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนมือบางจะปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มออก

พร้อมบอกตัวเองว่าจะไม่ยอมให้เขาหลอกได้อีก แต่คนอย่างภาสกรหากไม่มีหลักฐานมัดตัวเขาคงไม่ยอมรับอะไรง่ายๆ ครั้งก่อนมีหลักฐานเขายังบอกว่าเรื่องมันผ่านไปแล้วเลย

และขณะที่พิมพ์พระพายกำลังนั่งคิดวกวนอยู่ เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ดูสิเธอโทรไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ยังเพิ่งจะโทรกลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก หญิงสาวชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะกดรับสาย

“ว่าไงอาร์ต มีอะไรหรือเปล่า ทำไมโทรมาดึกจัง ไหนว่าง่วงนอนไง”

“พาย พายร้องไห้อยู่เหรอทำไมเสียงถึงเป็นอย่างนั้น บอกอาร์ตมาว่าเป็นอะไร” เอ่ยออกมาคล้ายน้ำเสียงคนเป็นห่วง

“สงสัยเพิ่งตื่นนอนน่ะ เสียงก็เลยเปลี่ยน ว่าแต่อาร์ตเถอะยังไม่ตอบพายเลยว่าทำไมถึงโทรมาตอนนี้ ไหนบอกว่าจะนอนไง”

“อาร์ตเห็นพายโทรมาแล้วไม่ได้รับ ก็เลยโทรมาถามดู ตกลงพายมีอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่มีอะไร มือพายคงไปโดนปุ่มโทรออกน่ะ อาร์ตนอนเถอะ พายก็จะนอนต่อเหมือนกัน”

“อืม ได้ ถ้าอย่างนั้นอาร์ตจะบอกพายว่า…หลับฝันดีนะครับ”

“ค่ะ” ขณะมือบางกำลังลดโทรศัพท์ออกจากหู ริมฝีปากบางรีบขยับทันทีเมื่อเพิ่งนึกบางอย่างได้

“ดะ เดี๋ยวอาร์ต”

“มีอะไรพาย”

“พายอยากจะบอกอาร์ตว่า หากอาร์ตมีอะไรในใจพูดกับพายตรง ๆ ได้เลยนะ ถึงยังไงเราสองคนก็รู้จักกันมานานแล้ว” พิมพ์พระพายพูดออกมาเสียงเรียบด้วยหวังให้คนปลายสายพูดความจริงกับเธอ ทว่าเขากลับตอบออกมาเสียงทุ้มเหมือนไม่ได้มีความลับซ่อนอยู่

“คร้าบผม มีแล้วอาร์ตจะบอกนะ แต่ตอนนี้พายนอนเถอะมันดึกแล้ว อาร์ตก็จะนอนเหมือนกัน หลับฝันดีนะครับพาย” หลังจากวางสายจากภาสกรกว่าพิมพ์พระพายจะข่มตานอนหลับได้ก็ขึ้นวันใหม่ไปแล้ว


แกร๊ก! เสียงเปิดประตูคอนโดดังขึ้นก่อนร่างบางเดินนำร่างสูงที่กำลังถือถุงใส่ห่อของขวัญเดินตามเข้ามาด้านใน หลังช่วงบ่ายนี้ภาสกรได้ชวนเธอไปช่วยเลือกของขวัญวันเกิดให้กับแม่ของเขาที่กำลังเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้

ซึ่งงานนี้เป็นการทานอาหารร่วมกันของคนในครอบครัว พิมพ์พระพายเองก็ไปร่วมงานนี้มาหลายปีในฐานะว่าที่ลูกสะใภ้ของบ้านหิรัญวัตร ภาสกรเดินตามเจ้าของห้องเข้ามาด้านในและวางถุงใส่ของขวัญลงบนโซฟาก่อนสองเท้าเดินรีบไปหาร่างบางที่กำลังเดินไปเอาน้ำดื่มมาให้

หมับ! สองมือหนายื่นออกไปสวมกอดร่างบางจากด้านหลังด้วยความคิดถึงก่อนเอ่ยออกมาอย่างคนน้อยใจกึ่งต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก

“ทำไมพายไม่บอกอาร์ตว่าย้ายมาอยู่คอนโดแล้วครับ นี่ถ้าอาร์ตไม่ได้เป็นคนขับรถมาส่งเองก็คงไม่รู้ใช่ไหมครับ?” จับคนตัวเล็กให้หันมาสบสายตาหวานเพื่อรอคำตอบ

ซึ่งมันทำให้พิมพ์พระพายนึกถึงสาเหตุที่เธอตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ หลังจากคืนนั้นที่เธออยากแกล้งภาสกรจึงได้โทรกลับไปหาทว่าเจอเขาติดสายอยู่

พิมพ์พระพายกลัวว่าหากยังอยู่ที่บ้าน ความเศร้าใจ ร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงในช่วงนี้ จะทำให้เรวัชกับประไพพลอยทุกข์ใจกับเธอไปด้วย อีกอย่างเธอเองก็อยากอยู่คนเดียวเพื่อทบทวนความคิด ความรู้สึกของตัวเองอีกครั้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“พายเห็นมันไม่สำคัญกับอาร์ตก็เลยไม่ได้บอกว่าย้ายมาอยู่ที่นี่”

“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ เรื่องของพายสำคัญกับอาร์ตหมดแหละ” พิมพ์พระพายปล่อยเสียงหึ! ออกมาทันทีจนภาสกรเองรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย

“มันมีอะไรน่าขันนักพายหรืออาร์ตพูดอะไรผิด” มองดวงตาเพื่อค้นหาคำตอบ ทว่าสายตาคู่นั้นกลับมีเพียงความว่างเปล่าพร้อมกับสายหน้าเบาๆ พลางเอ่ยออกมา

“เปล่าไม่มีอะไร ไหนบ่นว่าคอแห้งไม่ใช่เหรอ ตกลงอาร์ตยังอยากดื่มน้ำอยู่ไหม แต่ถ้าอาร์ตอยากไม่ดื่มมันแล้ว พายว่าอาร์ตกลับไปได้แล้วนะ”

“โห ใช้งานเสร็จแล้วก็ไล่กลับเลยนะพาย ใจคอจะไม่ให้อาร์ตพักให้หายเหนื่อยเลยหรือไงเนี่ย อาร์ตขับรถมาจากระยองเลยนะ ไหนจะไปเดินซื้อของอีก ใจร้าย”

“ตกลงแล้วอาร์ตยังต้องการน้ำอยู่ไหม” เอ่ยออกมาเสียงแข็งและต้องการคำตอบ” ท่าทางคนพูดคล้ายคนป่วย

“ต้องการครับผม”

“ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยพายก่อนเดี๋ยวพายไปเอาน้ำมาให้” มองเขม็งพร้อมจับวงแขนเขาที่ยังพันธนาการเธอออก

“พายไปนั่งเถอะ ยิ่งไม่ค่อยสบายอยู่นะ เดี๋ยวอาร์ตจัดการเองได้” มองดูคนตัวเล็กเดินไปนั่งเอนตัวลงพิงกับโซฟาพลางหลับตาลงอย่างเงียบๆก่อนเดินออกไปรินน้ำมาดื่ม

เมื่อหญิงสาวเกิดหน้ามืดขึ้นมาในระหว่างเดินเลือกของขวัญด้วยกัน เธอถึงได้ยอมให้เขาเป็นคนขับรถมาส่งที่นี่ไม่อย่างนั้นเขาเองก็คงไม่รู้ว่าเธอได้มาพักอยู่ที่คอนโดแล้ว

พิมพ์พระพายงัวเงียตื่นขึ้นมาก่อนมองไปรอบ ๆ เพื่อปรับสายตาให้คุ้นชินพลางเกิดความสงสัยว่าตัวเองมาอยู่ในห้องนอนได้อย่างไร เธอจำได้ว่าครั้งสุดท้ายเธอนั่งพักสายตาอยู่บนโซฟาในห้องโถงจนเผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าคมสันที่คาดว่าเป็นคนพาเธอมานอนในห้องนี้ พลันมุมปากบางทั้งสองข้างก็ยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีมันก็เปลี่ยนเป็นเส้นตรงพร้อมดวงตาเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด

ร่างบางเดินออกมาด้านนอกห้องก่อนสายตาไปกระทบกับร่างสูงที่กำลังหลับไหลด้วยความอ่อนเพลียอยู่บนโซฟาพร้อมเสียงโทรทัศน์ที่ยังเปิดอยู่ พิมพ์พระพายหย่อนสะโพกนั่งลงด้านข้างพลางมองใบหน้าคมด้วยความห่วงใยระคนเศร้าใจ

ก่อนเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวขึ้นมาแทนหลังตัดสินใจยื่นมือบางออกไปบริเวณกระเป๋ากางเกงของชายหนุ่มพลางกลั้นหายใจไปด้วยความระลุ้นระทึกเพื่อล้วงไปหยิบสิ่งที่อยู่ในนั้น เพียงปลายนิ้วสัมผัสโดนขอบโทรศัพท์มือถือพร้อมเบิกตากว้างก่อนรีบชักมือออกมาอย่างน่าเสียดาย

พิมพ์พระพายกลับมานั่งอยู่ที่เดิมทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ในใจเต้นรัวไม่ปกติ เกือบไปแล้ว เธอเกือบถูกจับได้แล้วว่ากำลังจะขโมยโทรศัพท์ของเขาเพราะความไม่เชื่อใจ หวาดระแวง อยากรู้อยากเห็นไปหมดว่าในนั้นมันมีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า เธอไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย มันทรมาน มันอึดอัดไปหมด เหมือนคนกลับไม่ได้อยู่ต่อก็ไม่ไหว

ภาสกรขยับตัวเล็กน้อยพลางเรียวคิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันก่อนงัวเงียลืมตาขึ้นหันมามองคนตัวเล็กที่นั่งนิ่งอยู่

“อ้าว! พายตื่นแล้วเหรอ” พูดเสียงอู้อี้พร้อมบิดขี้เกียจเล็กน้อย

“อือ” พยายามทำตัวให้ปกติที่สุด ทั้งที่ในใจเธอกลัวภาสกรจับได้ว่าเธอกำลังแอบขโมยโทรศัพท์ของเขา

“อาการยังไม่ดีขึ้นอีกเหรอ ทำไมยังหน้าซีดอยู่อีกล่ะ” พลางเอาหลังมือมาแตะบนหน้าฝากมนก่อนนำมาทำกับหน้าฝากตัวเองก่อนกลับไปแตะบริเวณหน้าฝากพิมพ์พระพายอีกครั้ง “ตัวก็ไม่ได้ร้อนนี่”

“พายคงนอนนานไปมั้ง อาร์ตไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พายเป็นหมอนะ”

“พูดแบบนี้อีกแล้ว หมอก็ป่วยเป็นนะครับ และตอนนี้พายก็ไม่ค่อยสบายอยู่ ชวนไปหาหมอก็ไม่ไป ดื้อ!”

“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง ว่าแต่ทำไมอาร์ตยังไม่กลับบ้านอีกล่ะ นี่มันเกือบสามทุ่มแล้วนะ”

“วันนี้อาร์ตเพลียมากเลยพาย” อ้าปากหาว ก่อนเอ่ยต่อ “ขับรถมาจากระยองแล้วยังไปเดินซื้อของต่ออีก ขืนอาร์ตขับรถกลับมีหวังได้ลงข้างทางก่อนถึงบ้านแน่ ๆ พายไม่เป็นห่วงอาร์ตเหรอครับ”

“แต่กรุงเทพฯมันมีรถแท็กซี่นะอาร์ต”

“แต่อาร์ตเป็นห่วงพาย ไม่อยากให้อยู่คนเดียวหากกลางคืนเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง ไม่รู้แหละอาร์ตจะค้างที่นี่ แล้วตอนสายก็ค่อยไปบ้านอาร์ตด้วยกัน” พิมพ์พระพายไม่รู้จะหาเหตุผลใดมาห้ามไม่ให้เขาอยู่ค้างคืนที่นี่ อย่างน้อยไม่สบายขึ้นมาเธอก็ยังมีเขาพอให้อุ่นใจได้บ้าง

ร่างสมส่วนออกจากห้องนอนหลังเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนเสร็จเรียบร้อย พลางกวาดสายตาไปทั่วบริเวณห้องโถงที่มีเพียงความว่างเปล่าก่อนจะเดินต่อไปยังห้องนอนเล็ก

หากไม่เกิดเรื่องขึ้นคืนนี้เธอคงยอมให้เขานอนร่วมเตียงไปแล้ว แม้ช่วงหลังเขาจะพยายามใส่ใจเธอมากขึ้น ทว่ามันกลับไม่ทำให้เธอเชื่อใจเขาได้เลย บางครั้งเขายังทำให้รู้สึกหวาดระแวงจนกลัวว่าจะต้องเสียใจอีกครั้ง

พิมพ์พระพายกวาดสายตาไปทั่วห้องนอนพร้อมมองหาร่างสูงไปด้วยพลางพูดกับตัวเองเมื่อไม่เห็นใครอยู่ในห้อง

“ไปไหนของเขานะ หรือว่าหนีกลับบ้านไปแล้ว” ขณะกำลังหันหลังกลับพลางสายตาหวานไปปะทะกับร่างสูงกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่บริเวณระเบียงห้องท่ามกลางแสงไฟสลัวสาดส่องจากหน้าระเบียงคอนโดผ่านผ้าม่านกรองแสงสีขาว

“อยู่นี่เอง นึกว่าหนีกลับไปซะแล้ว” เอ่ยออกมาพลางมุมปากบางยกขึ้นเล็กน้อยก่อนย่างเท้าก้าวเข้าไปหา

แกร็ก! พิมพ์เปิดประตูระเบียงออกพลางสองเท้าหยุดชะงักพร้อมหัวใจรู้สึกเจ็บแปลบและใบหน้างามดูเศร้าลง เมื่อคนตรงหน้ากำลังยืนหันหลังคุยโทรศัพท์ด้วยท่าทางมีความสุขเหลือเกิน

“แค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวอาร์ตโทรหาใหม่อีกทีครับ” พิมพ์พระพายยืนฟังตัวแข็งก่อนน้ำตาเริ่มไหลออกมาเมื่อได้ยินประโยคต่อมาจากปากหนา “ครับ คิดถึงเหมือนกัน” มือหนากดวางสายจากคนปลายทางก่อนหันมาเพื่อจะเดินกลับเข้าห้อง

“อ้าว! พายมาตั้งแต่เมื่อไร” เดินเข้าไปหาร่างบางอย่างมีความสุขเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะมองคนตรงหน้าด้วยความตกใจ

“พายเป็นอะไร ร้องให้ทำไมครับ” ยื่นมือไปช่วยเช็ดน้ำตาพลางเอ่ยด้วยความห่วงใย “ไม่สบายตรงไหนหรือว่าปวดหัว”

พิมพ์พระพายปัดมือหนาออกก่อนปาดน้ำตาให้ตัวเองแทน พลางช้อนสายตาขึ้นมองชายหนุ่มด้วยหัวใจร้าวรานพลางเอ่ยเสียงสั่นเครือ

“ทำกับพายอย่างนี้ได้ยังไง เห็นพายโง่นักใช่ไหม อาร์ตถึงจะทำอะไรกับพายก็ได้” จับข้อมือเล็กพร้อมกับมองตาก่อนเอ่ยออกมา

“พาย! อาร์ตไม่เคยเห็นพายโง่เลยนะ และนี่อาร์ตก็ยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ? ก็ที่อาร์ตแอบคุยกับคนอื่นลับหลังพาย ที่

คืนนั้นพายโทรไปแล้วมันขึ้น ‘รอสาย’ไง แล้วยังจะมีข้อความที่ส่งมาให้กันตอนที่อยู่ในร้านอาหารกับพายแล้วอาร์ตหายออกไปและกลับเข้ามาอย่างอารมณ์ดี แล้วก็ครั้งนี้ ที่อาร์ตโทรคุยกันเสียงหวานเสียขนาดนั้นอีก พายเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่ามีอะไรให้พูดกันตรง ๆ”

“มันไม่มีอะไรเลยพาย เมื่อกี้นี้อาร์ตคุยกับรุ่นพี่ พายต้องเชื่อใจอาร์ตสิ” พิมพ์พระพายมองหน้าคมสันอย่างคนพร้อมมีเรื่อง พลางเอ่ยออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว

“ได้! มันไม่มีอะไรใช่ไหม?” ยื่นมือบางไปแย่งโทรศัพท์ในมือของร่างสูง

“พาย! พาย! หยุดได้แล้ว” พยายามเอาโทรศัพท์หลบหนีการยื้อแย่งจากคนตัวเล็ก

“ทำไม พายถึงดูมันไม่ได้ มันมีอะไรหนักหนาอาร์ตถึงไม่กล้าให้พายดู”

“อยากดูนักใช่ไหม เอา!” ยื่นโทรศัพท์ให้อย่างไม่พอใจนัก ก่อนที่พิมพ์พระพายจะใส่รหัสผ่านหน้าจอที่คิดว่ามันใช่ ทว่ามันก็ยังไม่เปิดไม่ได้ จนเริ่มใจหายกลัวว่ามันจะเป็นอย่างที่คิด เรียวนิ้วเล็กเริ่มกดลงไปทีละตัว ขอให้ตัวสุดท้ายไม่ใช่ตัวเลขที่เธอคิดด้วยเถอะ

พิมพ์พระพายยืนแทบทรุดพร้อมกับหน้าจอโทรศัพท์ถูกปลดล็อกออก ก่อนเริ่มเข้าดูข้อมูลการโทรเข้า-ออก ซึ่งมันใช้รหัสชุดเดียวกันกับเปิดเข้าแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ

“เห็นไหมละ อาร์ตบอกแล้วว่ามันไม่มีอะไร พายน่ะคิดมากไป ที่อาร์ตไม่ให้ดูเพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว

แต่อาร์ตก็ไม่คิดเลยนะว่าพายจะไม่ไว้ใจอาร์ตมากจนคอยจับผิดถึงขนาดคืนนั้นหลอกว่าตัวเองนอนหลับแล้วมือไปโดนมือถือ

พาย พายทำอย่างนี้เท่ากับไม่ให้เกียรติ ไม่เชื่อใจอาร์ตเลยรู้ตัวไหม ถ้ายังไม่เชื่อใจกันอีก แล้วต่อไปจะอยู่ด้วยกันได้ยังไงพาย”

“ใช่! เราควรจบกันตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว มันไม่ควรยืดยื้อมาถึงตอนนี้เลย” ร่างบางเอ่ยออกมาด้วยน้ำตาพร้อมท่าทางคล้ายคนเหม่อลอย จนคนตรงหน้าตกใจ ก่อนยื่นมือไปจับแขนคนตัวเล็กพลางเอ่ยเรียก

“พาย พายอย่าทำอย่างนี้สิ พายเป็นอะไรอีก ห๊ะ” มองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจนัก ก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าในโทรศัพท์ของเขามันไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่ามีคนอื่นเลย เธอเพียงคิดไปเองเท่านั้น แต่ต้องตกใจขึ้นไปอีก เมื่อคนตัวเล็กเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายคนร้องไห้ทว่ามันเต็มไปด้วยความเด็กเดี่ยว

“เราเลิกเถอะอาร์ต เรื่องของเรามันไปต่อไม่ได้แล้ว พายไม่มีความสุขเลยที่ต้องคอยระแวงว่าอาร์ตจะทำอะไรลับหลังพายอีกหรือเปล่า พายพยายามไม่คิดมากแล้ว แต่พายยังทำมันไม่ได้อยู่ดี เหมือนที่อาร์ตพูดนั่นแหละ ‘ไม่เชื่อใจกันแล้วจะอยู่ต่อด้วยกันได้ยังไง’

นี่ไงเราถึงได้มีปัญหา ทะเลาะกันอยู่อย่างตอนนี้ไง และพายก็เชื่อว่าอาร์ตเองก็ไม่มีความสุขนักหรอก หากว่าพายยังหวาดระแวง ไม่เชื่อใจอาร์ตอยู่อย่างนี้ และสักวันเรื่องของเราก็ต้องจบลงอยู่ดี”

“ทำไมจะไปต่อไม่ได้ล่ะพายในเมื่อเราสองคนรักกัน พายเคยบอกเองนะว่ารักอาร์ต และอาร์ตเชื่อว่าเวลามันจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้พาย”

“ใช่ เวลามันอาจจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นมาได้ ถ้าทั้งสองคนรักกันมากพอ แต่...” พิมพ์พระพายสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะผ่อนมันออกมาเพื่อเรียกความมั่นใจให้ตัวเองพูดต่อ

“อาร์ตหมั่นใจแล้วใช่ไหมว่าคนที่รักเป็นพายจริง ๆ ไม่ใช่เจ้าของวันเกิดที่อาร์ตเอามาตั้งเป็นรหัสผ่าน” หยุดพูดพร้อมยกมือเช็ดน้ำตาที่เริ่มไหลออกมาก่อนจะพูดต่อ

“โน้ตบุ๊ก หรือแม้แต่โทรศัพท์เครื่องนี้เอง ถ้าอาร์ตไม่คิดอะไรกับเจ้าของวันเกิดนั่น มันก็คงไม่ถูกตั้งขึ้นหรอก จริงไหม?” ภาสกรกำลังอ้าปากพูด ทว่าพิมพ์พระพายก็ปล่อยเสียงเย้ยหยันตัวเองขึ้นมาขัด ก่อนเอ่ยความในที่แสนเจ็บปวด

“หึ! เพราะรหัสเข้าโทรศัพท์ของพายเองมันยังเป็นวันเกิดของอาร์ตเลย แล้วทำไมโทรศัพท์ของอาร์ตถึงไม่มีอะไรสื่อถึงพายเลย”

“พาย” ร่างสูงครางชื่ออกมาอย่างไม่รู้ตัว จนคนตัวเล็กยิ้มแห้งและกล่าวต่อ

“แต่ก็ช่างมันเถอะเพราะถึงยังไงคนที่อาร์ตรักก็คือผู้หญิงเจ้าของรหัสผ่านอยู่ดี คนที่ชื่อเกตุฤทัยคนที่ทำให้อาร์ตทรยศความรักของพายได้ ส่วนตัวพายเองก็คงเป็นแค่ความเคยชินของอาร์ตที่มีกันมานานหรืออาจจะดีขึ้นหน่อยก็คงเป็นเพียงความผูกพันเท่านั้นเองแหละ

ซึ่งพายจะไม่ยอมให้ตัวเองอยู่เป็นความเคยชินของใครเด็ดขาด เพราะอนาคตหากผู้หญิงคนนั้นกลับมาถึงเวลานั้นคนที่อาร์ตเลือกมันคงไม่ใช่พาย” พูดออกมาด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยว จนภาสกรนึกกลัวและใจหายหากตรงนี้ไม่มีพิมพ์พระพายเคียงข้างอีกแล้ว

“ไม่จริงพาย เรื่องของอาร์ตกับเกตุมันนานแล้ว และเวลานี้ ตรงนี้ อาร์ตก็ยังอยู่กับพาย” ภาสกรมองพิมพ์พระพายที่ยังเฉยชาไม่ตอบโต้อะไรจนเป็นเขาเองที่เริ่มร้อนใจขึ้นมา

“พาย พายจะยอมให้เรื่องของเรามันจบอย่างนี้จริง ๆ เหรอ หากเป็นเพราะไอ้รหัสบ้านั่นแล้วมันทำให้พายคิดมาก อาร์ตจะเปลี่ยนมันเดียวนี้เลย เปลี่ยนเป็นเกิดของพายนะ”

มือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตั้งค่าเปลี่ยนรหัสผ่านพลางเอ่ยออกมาอย่างลนลาน “รหัสอื่น ไม่ว่าจะเป็นเฟส ไลน์ หรือว่าอะไรอาร์ตก็จะเปลี่ยนเป็นวันเกิดพายหมดเลยนะ

พายอยากดู พายอยากจะเช็คอะไร พายทำได้เลยนะ ต่อไปพายจะได้มั่นใจในตัวอาร์ตไง” มือบางยกขึ้นมาแตะมือหนาที่กำลังตั้งค่ารหัสพลางยิ้มให้บาง ๆ ก่อนเอ่ยออกมา

“พอเถอะอาร์ต ไม่ต้องแล้ว พายไม่ต้องการมันแล้ว เราพอกันแค่นี้เถอะนะ”

“พาย พายคิดดีใช่ไหมที่จะให้มันจบแบบนี้”

“มันดีที่สุดแล้วอาร์ต” ส่งยิ้มให้บาง ๆ ให้คนตัวโตพร้อมกับแววตาของความมุ่งมั่นที่เธอได้ตัดสินใจแล้วจนภาสกรเองต้องยอมแพ้

“อือ เข้าใจแล้วพาย” เสียงทุ้มติดแหบคล้ายกำลังร้องไห้ เอ่ยออกมาย่างคนน้อยใจที่เธอยอมปล่อยมือเขาไปง่ายๆ ทั้งที่ผ่านมาเขาเองก็ปรับปรุงตัวและพยายามทำให้ความรักของเรามันดีขึ้นแล้ว

แต่เป็นพิมพ์พระพายเองที่ยังยืนยันจะจบความสัมพันธ์อันยาวนานนี้ลง แล้วเขาจะทำอะไรได้ในเมื่อเธอได้ตัดสินใจแล้ว

ภาสกรมองใบหน้าหวานอีกครั้งพร้อมรู้สึกโหวงอย่างบอกไม่ถูกเมื่อต่อไปคนตรงหน้าจะไม่ใช่คนรักของเขาอีก เขาคิดไม่ออกเหมือนกันว่าชีวิตที่ไม่มีพิมพ์พระพายอยู่มันจะเป็นอย่างไรต่อไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป