บทที่ 17 สิ้นเยื่อ ขาดใย

ภายในรถยนต์ที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกของประเทศ ร่างบางกำลังตั้งใจขับรถอย่างความสุขและรู้สึกผ่อนคลายขึ้นในรอบเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

หลังได้ปลดปล่อยหัวใจ ความรู้สึกให้อยู่เหนือกว่าเหตุผล และพยายามปล่อยวางความหวาดระแวงลงเพื่อให้ความรักมันไปต่อได้ ซึ่งลูกมีส่วนสำคัญทำให้เธอยอมให้โอกาสคนทำผิดได้ง่ายขึ้น

รถยนต์ทะเบียนกรุงเทพฯมาถึงที่พักของภาสกรในช่วงหัวค่ำ เพราะตอนบ่ายพิมพ์พระพายได้แวะเอาของขวัญวันเกิดที่ภาสกรไม่ได้นำกลับไปด้วยตั้งแต่คืนวันเกิดเรื่องไปให้กับวาดจันทร์ที่บ้านหิรัญวัตรก่อนเดินทางมาที่นี่โดยที่ไม่ได้บอกเขาเอาไว้ล่วงหน้า

“หนูจะได้เจอพ่อแล้วนะลูก” ใบหน้างามเปื้อนยิ้มดูมีความสุขก้มลงเล็กน้อยในขณะยกมือบางขึ้นมือลูบหน้าท้องแบนเรียบไป-มา พลางนึกถึงใบหน้าชายหนุ่มยามเห็นเธอมาหาโดยไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะเป็นอย่างไร และหากรู้ว่าเธอให้โอกาสที่ได้จะสร้างครอบครัวด้วยกันอีก เขาจะดีใจแค่ไหน

ร่างบางลงจากรถยนต์ก่อนมองไปรอบ ๆ ห้องพัก หลังไม่ได้มาเกือบหนึ่งเดือนด้วยใบหน้ามีความสุขพร้อมพูดกับลูกน้อยในท้องอีกครั้ง

“หนูรู้ไหมลูก ว่าแม่มีหนูที่นี่แหละ” ทว่าทันใดนั้นใบหน้าเปี่ยมสุขได้เปลี่ยนเป็นหน้าเศร้าหมองขึ้นมาแทน

เมื่อภาพความทรงจำอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นที่นี่ได้แทรกเข้ามาจนเธอต้องโคลงเพื่อสลัดมันทิ้งไปก่อนจะคิดมากไปกว่านี้ให้มันปวดหัวใจเพราะอย่างไรเธอก็ตั้งใจเริ่มต้นใหม่กับเขาแล้ว

ร่างบางสวมเสื้อยืดกางเกงพอดีตัวถือกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กพร้อมถุงใส่อาหารมื้อเย็นสำหรับเธอกับเขา พลางเสมองต้มยำไก่บ้านใบมะขามอ่อนอาหารจานโปรดของชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม

อาหารถุงนี้เธอตั้งใจต่อแถวซื้อมันมาจากร้านอาหารตามสั่งในตลาดหลังภาสกรเคยบอกว่ามันเป็นร้านประจำ ซึ่งโชคดีมากที่เธอมาถึงแล้วยังเห็นรถยนต์เจ้าของห้องพักจอดอยู่

เสียงกรีดร้องจากโทรศัพท์เครื่องหรูดังขึ้นมาจากกระเป๋าสะพาย พิมพ์พระพายวางสัมภาระลงบนโต๊ะหน้าห้องพัก มือบางล้วงกระเป๋าเข้าไปหยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาดูและกรอกเสียงหวานออกไปหลังเห็นชื่อคนโทรมามา

“ว่าไงอัง”

“พี่พาย ทำไมมาบ้านถึงไม่บอกอังเลยคะ อังจะได้ไม่ออกไปข้างนอก นี่ถ้าแม่ไม่บอกว่าวันนี้พี่แวะเอาของขวัญวันเกิดมาให้ที่บ้าน อังก็คงไม่รู้ว่าพี่มาที่บ้านอังใช่ไหม ดูสิอังเลยไม่ได้เจอพี่พายเลย” พิมพ์พระพายยิ้มอย่างนึกเอ็นดู หลังคนปลายสายต่อว่ากึ่งน้อยใจ

“ขอโทษทีนะอังที่พี่ไม่ได้บอก พอดีพี่รีบมาทำธุระต่างจังหวัดน่ะ เอาไว้เราค่อยเจอกันนะคะ”

“อ่อ ได้ค่ะ เอาไว้เราค่อยเจอกัน ว่าแต่พี่พายถึงหรือยังคะ นี่มันเริ่มมืดแล้วนะ” เอ่ยออกมาอย่างเป็นห่วงคนเป็นว่าที่พี่สะใภ้ที่รักไม่ต่างจากพี่สาวตัวเอง

“อือ พี่ถึงแล้วอัง ขอบใจนะที่เป็นห่วง เดี๋ยวเราค่อยคุยกันใหม่นะ” พิมพ์พระพายถือของเดินต่ออย่างมีความสุข อีกไม่กี่นาทีจะได้เจอหน้าพ่อของลูกแล้ว อยากรู้นักเมื่อเห็นเธอแล้วเขาจะมีท่าทางอย่างไร จะตกใจ ดีใจมากเพียงใด เพียงคิดแค่นี้ก็พลอยใจฟูแล้ว

พิมพ์พระพายยืนถือถุงใส่อาหารอยู่หน้าประตูห้อง วางกระเป๋าเดินทางลงบนพื้นด้านข้างก่อนยกมือขึ้นมาเคาะประตูเรียกคนในห้อง ก๊อก! ก๊อก!ก๊อก! ไม่นานเกินรอคนด้านก็ผลักประตูออก

“พาย!!!” ภาสกรยืนนิ่งเบิกตาโพลงด้วยความตกใจก่อนครางชื่อออกมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อเห็นคนเพิ่งบอกเลิกเขาไปมายืนอยู่ที่นี่แทนที่เธอจะยังอยู่ที่กรุงเทพฯ

พิมพ์พระพายเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมยิ้มพราวให้เจ้าของห้องที่มองเขาตาเป็นประกายด้วยความคิดถึง

“อาร์ต กำลังจะอาบน้ำเหรอ” ภาพชายหนุ่มพันท่อนล่างเอาไว้ด้วยผ้าขนหนูสีเขียวที่เธอเป็นคนเลือกให้ ผมเผ้ายุ่งเหยิงแลดูไม่เป็นทรงยังยืนนิ่งตกใจอยู่จนเธอต้องเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างมีชีวิตชีวา

“ใจคออาร์ตจะไม่ชวนให้พายเข้าไปข้างในห้องหน่อยเหรอ อาร์ตรู้ไหมว่าขับรถมาจากกรุงเทพฯ ทั้งเหนื่อยทั้งร้อนเลยนะ”

“เอ่อ เข้ามาก่อนสิ” ร่างบางเดินผ่านหน้าคมสันเข้าไปด้านในห้อง ก่อนชายหนุ่มโน้มตัวลงหยิบกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กที่เธอวางไว้ข้างประตูห้อง แล้วเดินตามแผ่นหลังบางเข้าไปในอีกคน

“เห็นไหม พายซื้ออะไรมา” หันมายิ้มหวานพร้อมชูถุงใส่ต้มยำไก่บ้านใบมะขามอ่อนขึ้นโชว์ จากรอยยิ้มสดใสเปลี่ยนเป็นยิ้มเจื่อนเข้ามาแทนเมื่อหน้าคมสันไม่มีความยินดียินร้ายจนพิมพ์พระพายเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างบอกไม่ถูก

แต่ก็ยังพยายามบอกว่าไม่เป็นไรเธออาจคิดมากไปเอง ก่อนพูดกับเขาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงปกติเช่นเดิม

“อาร์ตไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวจะได้มาทานข้าวกัน” ภาสกรมองคนตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยก่อนเดินเข้าห้องน้ำไปโดยไม่โต้ตอบอะไรพิมพ์พระพายมองแผ่นหลังหนาเดินเข้าห้องน้ำไป โดยไม่พูดจากับเธอสักคำ

บริเวณโต๊ะทานอาหารขนาดเล็กในห้องพักมีอาหารวางไว้สามอย่าง พร้อมข้าวสวยสองจานที่ถูกอุ่นเอาไว้เรียบร้อย ร่างบางกำลังยืนรอต้มยำไก่บ้านใบมะขามอ่อนกับข้าวอีกหนึ่งอย่างที่ยังอุ่นอยู่ในเตาไมโครเวฟพลางคิดถึงความสุขที่กำลังเกิดขึ้นในตอนรับประทานอาหารด้วยกัน

เธอจะบอกว่ายอมให้โอกาสเขาอีกครั้งแล้ว และตอนนี้เรากำลังมีลูกด้วยกัน และเราสองคนจะจับมือกันก้าวผ่านอุปสรรคอย่างเตี่ยของเธอไปด้วยกันให้ได้

เพียงคิดแค่นี้ใบหน้างามเปื้อนยิ้มได้อย่างง่ายดาย ก่อนสายตาหวานไปปะทะร่างสูงแต่งกายคล้ายคนจะออกไปข้างนอกกำลังเดินผ่านหน้าเธอไปพร้อมถือโทรศัพท์เอาไว้ในมือ

“นั่นอาร์ตจะไปไหน ไม่ทานข้าวเหรอ พายอุ่นต้มยำไก่บ้านของโปรดอาร์ตกำลังจะเสร็จแล้วนะ” รีบสาวเท้าเข้าไปหาร่างสูงที่กำลังเดินอยู่ ก่อนเขาหยุดก้าวเท้าเดินพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชา

“พายทานเถอะ อาร์ตรีบ” พร้อมเสียงกรีดร้องจากโทรศัพท์ในมือหนาดังขึ้นมา

“ครับ อาร์ตกำลังจะไปหาแล้ว รอแป๊บหนึ่งก่อนนะครับ” เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงห่วยใยคนปลายสายอย่างชัดเจน

จนพิมพ์พระพายรู้สึกน้อยใจระคนสงสัยว่าคนที่เขาพูดด้วยเป็นใครกัน เพราะตั้งแต่เธอมาถึงที่นี่เขามีแต่ความเย็นชามอบให้ ขณะปลายสายพูดไม่กี่ประโยคเธอยังรับรู้ถึงความพิเศษที่เขามีให้

และไม่รู้ว่าอารมณ์อ่อนไหวง่ายของคนกำลังตั้งครรภ์หรืออะไรดลใจให้อยากรู้ว่าเธอยังเป็นคนสำคัญกับเขาอยู่หรือคนปลายสายสำคัญมากกว่ากัน ริมฝีปากบางจึงขยับเอื้อนเอ่ยรั้งเขาเอาไว้

“อาร์ต ไม่ต้องไปได้ไหม อยู่กับพายที่นี่”

“ขอโทษนะพาย อาร์ตต้องไป”

“แล้วอาร์ตจะกลับมากี่โมง พายจะได้รอเปิดประตูห้องให้”

“คืนนี้อาร์ตไม่ได้กลับอ่ะ พายค้างคนเดียวได้นะ”

“หมายความว่าไงที่บอกให้พายค้างคนเดียว แล้วอาร์ตจะไปนอนที่ไหน”

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พายดูแลตัวเองให้ดีด้วยล่ะ ประตูห้องดูปิดมันให้เรียบร้อยด้วย ไปล่ะ” พิมพ์พระพายมองตามแผ่นหลังหนาก้าวเท้าไกลออกไปทุกที จนเธอต้องตัดสินใจกลั้นใจถามออกไปด้วยความยากลำบากเพราะกลัวคำตอบที่ได้รับ

“อาร์ตมีคนใหม่ใช่ไหม ถึงได้เย็นชากับพายนัก และนี่ยังจะปล่อยให้นอนอยู่คนเดียวอีก” ร่างสูงหยุดก้าวลงหลังได้ยินเสียงตามหลังมา พลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยออกไป

“ใช่” ขณะพิมพ์พระพายรีบเดินมาขวางทางเอาไว้ ก่อนใบหน้างามช้อนสายตาขึ้นประสานสายตาคมของร่างสูงด้วยหัวใจร้าวราน เจ็บปวด เสียใจจนน้ำตาเริ่มคลอเบ้าพลางเอ่ยถามคล้ายคนกำลังร้องให้

“อาร์ตทำกับพายอย่างนี้ได้ยังไง ความรักเกือบสิบปีของเรามันไม่มีความหมายสำหรับอาร์ตตั้งแต่แรกใช่ไหม ไหนเคยบอกให้พายเชื่อใจ

และสัญญาว่าตราบใดที่เรายังคบกันอยู่เรื่องพวกนี้มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นในชีวิตคู่ของเราอีกไง แล้วนี่อะไรยังไม่ทันไรเลย อาร์ตก็มีคนใหม่แล้วเหรอ” พิมพ์พระพายหยุดพูดลงเพื่อมองสำรวจคนใจร้ายให้เต็มตา

ทว่าเขาก็ยังวางหน้าเฉยชาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนเธอทนไม่ไหวต้องเอ่ยคำร้ายออกมาพร้อมเอามือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างทุบลงบนอกแกร่งไปด้วย เพื่อระบายอารมณ์ทั้งโกรธ เสียใจ และผิดหวัง

“ทำไมอาร์ตถึงเลวได้อย่างนี้วะ” ภาสกรปล่อยให้เธอทุบไปสักพักจนเริ่มทนไม่ไหว

“พาย! พอเถอะ อาร์ตเจ็บ”

“ฮือ พูดแล้วทำไม่ได้แล้วจะพูดทำไม พูดทำไมอาร์ต พูดทำไม ทำไม ฮือ...” สุดท้ายพิมพ์พระพายก็หลุดร้องไห้ออกมา ขณะมือที่ใช้ทุบอกแกร่งอยู่ก็พลอยหมดแรงไปด้วย

ภาสกรมองใบหน้างามมีน้ำตาเปื้อนแก้มอยู่ด้วยความรู้สึกหลากหลายอย่างบอกไม่ถูก แต่สุดท้ายเขาก็เลือกเอ่ยออกมาอย่างมีอารมณ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนยื้อความสัมพันธ์มาตลอดหลังจากเกิดเรื่องครั้งนั้นขึ้น แต่เป็นเธอที่ยอมปล่อยมือเขาอย่างง่ายดาย

“พายจะมาว่าอาร์ตนอกใจหรือไม่รักษาสัญญาไม่ได้นะ ในเมื่อพายเป็นคนบอกเลิกอาร์ตเอง จำไม่ได้หรือไงพาย” พิมพ์พระพายผงะลงเล็กน้อยพร้อมน้ำตาเอ่อคลอเบ้า

หลังคนตรงหน้าทำให้เธอตระหนักถึงสถานะความสัมพันธ์ของเราในตอนนี้ ก่อนเงยหน้าเศร้าขึ้นมองเขาผ่านม่านน้ำตาพลางเอ่ยออกมาคล้ายคนกำลังร้องไห้ออกมา

“แต่ เรา เอ่อ พายเพิ่งบอกเลิกไปไม่ถึงอาทิตย์เองนะอาร์ต ทำไมมันถึงกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ ทำไมอาร์ตถึงมีคนอื่นไวนักล่ะ ทำไม” หน้าคมสันเบนหน้าหนีก่อนเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา

“มันสายไปแล้วละพาย” ก้าวเท้าหลบคนตัวเล็กเพื่อเดินต่อ จนเธอต้องกลับหลังหันไปพูดกับแผ่นหลังหนาที่กำลังจากไป

“ก็ไหนอาร์ตบอกว่ารักพายไง

“แต่พายเคยบอกเองไม่ใช่เหรอว่าความรู้สึกที่อาร์ตมีให้พายมันคือความผูกพันไม่ใช่ความรัก และตอนนี้อาร์ตก็กำลังอยู่กับความรักที่พายบอกอาร์ตไง” เสียงหวานปนเศร้าดังมาจากทางด้านหลังพลอยทำให้สองเท้าต้องหยุดชะงักลงพร้อมตัวชาอย่างไม่รู้ตัว

“พายท้อง” ร่างบางเดินมาดักข้างหน้าอีกครั้ง ก่อนพูดเสียงดังขึ้น “พายท้อง อาร์ตได้ยินไหมว่าพายท้อง” มองพินิจผู้หญิงตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนมองหน้างามอีกครั้งพลางเอ่ยออกมา

“พายโกหกอาร์ตทำไม เห็นอาร์ตโง่ไม่รู้จักพายเหรอ อย่าลืมสิว่าตัวเองเป็นหมอและเรื่องแบบนี้คนอย่างพายไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองท้องขึ้นมาได้หรอก”

“ใช่! คนอย่างพายไม่มีวันปล่อยตัวเองท้อง แต่...” ภาสกรกำลังฟังพิมพ์พระพายพูดอยู่ ทว่าเสียงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน

“แต่อะไรพาย” จับไหล่บางทั้งสองข้างพร้อมมองค้นหาคำตอบจากคนตัวเล็กแต่เสียงโทรศัพท์ของภาสกรก็ดังขึ้นอีกครั้ง จนพิมพ์พระพายต้องบอกให้เขารับสายก่อน เพราะดูแล้วคนปลายสายคงไม่ยอมหยุดโทรมาอย่างแน่นนอน หากไม่ได้คุยกับเขา

“อาร์ตกำลังออกไปหาแล้ว เกตุไม่ต้องกลัวนะ” ‘เกตุ’ พิมพ์พระพายรู้สึกตัวชาไปชั่วขณะ ลมหายใจเริ่มติดขัดมันยิ่งรวดร้าวไปทั้งร่างกายหลังเสียงนุ่มทุ้มที่เอ่ยเรียกชื่อคนปลายสาย

ทำไมเธอถึงหนีคนชื่อนี้ไม่พ้นสักที ชื่อคนมีให้ตั้งตั้งมากมาย ทำไมต้องเป็นคนชื่อนี้ด้วย พลางภาวนาอย่าให้เป็นคนเดียวกันเลย

“พาย อาร์ตไปก่อนนะ” พิมพ์พระพายหลุดจากภวังค์หลังเสียงทุ้มดังขึ้นขณะกำลังรีบสาวเท้าก้าวออกไป

“อาร์ต! เกตุที่อาร์ตคุยโทรศัพท์ด้วยคือ...คนเดียวกันกับที่อาร์ตเขียนบันทึกถึงใช่ไหม”

“อือ เกตุคนเดียวกัน” ร่างบางทรุดลงเล็กน้อยพร้อมน้ำตาไหลลงอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัวเมื่อสิ่งที่เคยกลัวมันเป็นเรื่องจริง

ใบหน้างามเริ่มเหยเก เรียวคิ้วงามขมวดเข้าหากันพร้อมสองมือบางจับท้องน้อยขณะตัวเริ่มงอลงเมื่อเธอรู้สึกปวดหน่วงๆขึ้นมา ก่อนเอ่ยเรียกคนตัวสูงที่กำลังก้าวออกจากประตูห้องด้วยน้ำเสียงคล้ายคนกำลังหมดแรง

“อาร์ต อาร์ต อย่าเพิ่งไป ชะ...” พิมพ์พระพายยังพูดไม่ทันจบ ทว่าเสียงทุ้มเรียบก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

“ขอโทษนะพาย อาร์ตต้องรีบไปแล้ว เกตุกำลังรออาร์ตอยู่” ร่างสูงเอ่ยออกมาโดยไม่ได้หันไปมองด้านหลังพร้อมกับเดินต่อไป

“อาร์ต” พิมพ์พระพายครางเรียกชื่อเขาอย่างแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวดพร้อมแผ่นหลังหนาหายลับไปจากประตูห้อง เธอไม่รู้ว่าระหว่างความเจ็บปวดทางใจกับร่างกายอันไหนมากกว่ากันในตอนนี้

เกตุฤทัยผู้หญิงที่ภาสกรให้ความสำคัญมากกว่าเธอจนถึงขั้นเขียนบันทึกบรรยายความรู้สึกถึงหล่อนเอาไว้ เกตุฤทัยคนที่ทำให้ภาสกรกล้าทรยศความรักของเธอที่มีให้มานานเกือบสิบปี

และตอนนี้เกตุฤทัยก็เป็นคนที่ทำให้เขาตัดเธอออกจากชีวิตได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ลูกหรือว่าความเป็นความตายของเธอที่รออยู่ตรงหน้าก็ยังสู้คนในใจของเขาที่ชื่อ‘เกตุฤทัย’ไม่ได้เลย

ทว่าพิมพ์พระพายเหมือนโดนฟ้าฝ่าลงกลางหัวใจอีกครั้งพร้อมนึกกลัวขึ้นมาเพราะนอกจากความปวดบริเวณท้องน้อยแล้ว เธอยังรู้สึกเหมือนกำลังมีของเหลวไหลออกมาจากช่องคลอด

พลันสายตาหวานเจือเศร้าต้องเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจและกังวลเมื่อมองบริเวณเป้ากางเกงตัวเอง

“เลือด! ไม่! หนูต้องอยู่กับแม่ เราต้องได้เจอกันนะลูก” พยุงตัวเองลุกขึ้นอย่างยากเย็น ก่อนพยายามเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาโทรเบอร์ฉุกเฉิน1669ก่อนมานอนลงบนเตียงนอนในท่วงท่าที่ทำให้ตัวเองผ่อนคลายมากที่สุด เพื่อรักษาลูกน้อยเอาไว้ให้ได้

ถึงลูกคนนี้ไม่ได้เกิดจากความรักที่พ่อมีให้แม่ และแม่ไม่เคยคิดจะมีตั้งแต่แรก ทว่าพอรู้ว่าตั้งครรภ์เธอกลับรู้สึกรักและผูกพันอย่างบอกไม่ถูกจนอยากเห็นหน้าเร็วๆ

แม้รู้ดีว่าหากเด็กคนนี้เกิดมา เธออาจถูกเตี่ยโกรธจนอยากฆ่าให้ตายหรืออย่างน้อยก็โดนตัดพ่อตัดลูกที่นอกจากได้ทำลายความหวังความภาคภูมิใจของท่าน และยังทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลอีกด้วย


ภายในเขตพื้นที่โรงพยาบาลในจังหวัดระยอง รถฉุกเฉินพยาบาลวิ่งเข้ามาจอดด้วยความเร็ว ก่อนพนักงานจะรีบช่วยกันเข็นเตียงผู้ป่วยลงจากรถเพื่อนำไปส่งแผนกฉุกเฉิน

ร่างสมส่วนนอนแน่นิ่งแลดูสิ้นความหวังอย่างคนไร้ชีวิตชีวาพร้อมบนใบหน้ามีน้ำตาคลอหน่วย ทนความเจ็บปวดอยู่บนนั้นด้วยหวังว่ามันจะเป็นอีกทางเพื่อช่วยรักษาชีวิตลูกน้อยเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่เธอพอจะทำได้ในสถานการณ์เช่นนี้

“คนไข้ตกเลือดมา ตอนนี้อายุครรภ์ได้สี่สัปดาห์แล้วครับ” เสียงเจ้าหน้าที่พยาบาลที่นั่งรถมากับคนไข้รายงานให้เจ้าหน้าห้องฉุกเฉินให้รับทราบก่อนทำการรักษา

ภาพความวุ่นวายของผู้คนในห้องฉุกเฉินที่พิมพ์พระพายคุ้นเคยดีในฐานะนักศึกษาแพทย์ที่เคยทำงานช่วยชีวิตคนไม่ต่างจากหมอคนหนึ่ง แต่วันนี้เธอกลับต้องเป็นคนไข้รอรับการรักษาขึ้นมาเสียเอง อย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันนี้มันจะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ โดยเฉพาะอาการที่เป็นอยู่ตอนนี้

พิมพ์พระพายนอนมองพยาบาลสาวอยู่บนเตียงคนไข้ที่ยืนข้างเธอ พลางเอ่ยออกมาอย่างคนกำลังหมดแรง ลมหายใจเริ่มรวยริน

“พี่ ช่วยลูกพายด้วย นะคะ”

“น้องไม่ต้องกลัวนะคะ ถึงมือหมอแล้ว” ทันใดนั้นมุมฝีปากบางบนใบหน้าซีดเซียวก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างยากลำบากในขณะที่เปลือกตาทั้งสองข้างก็ค่อยๆหนักลงจนปิดดวงตาคู่สวย พร้อมกับเสียงเรียกชื่อสุดท้ายด้วยความตกใจดังเข้าโสตประสาทก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป

“พาย! พิมพ์พระพาย!” คนมาใหม่เบิกตาโพลงเอ่ยเรียกด้วยความตกใจที่เห็นคนรู้จักต้องมานอนเจ็บอยู่ในสภาพอย่างนี้อยู่ตรงหน้า

ภายในห้องผู้ป่วยของโรงพยาบาล ร่างบอบบางใบหน้าซีดเซียวในชุดคนไข้กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงมาหลายชั่วโมงแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาโดยง่ายจากสภาพร่างกายที่อ่อนแอเกินไป

หลังได้รับการรักษาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งห้องนี้ได้ติดป้ายห้ามเยี่ยมเอาไว้หน้าห้องเพื่อไม่ให้ใครมารบกวนคนไข้ก่อนได้รับอนุญาติจากแพทย์เจ้าของคนไข้นั่นเอง

ท่ามกลางผู้คนมากหน้าหลายตากำลังโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามเสียงเพลงและแสงไฟสลัวสาดส่องภายในสถานบันเทิงที่ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของโรงแรมอีกฟากหนึ่งในจังหวัดระยอง ร่างสูงกำลังนั่งอยู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย ขณะในมือหนายังจับแก้วใส่น้ำสีอัมพันที่วางอยู่บนโต๊ะ

ส่วนสาวสวยที่มาด้วยกันก็ยืนขยับเขยื้อนปล่อยตัวไปตามจังหวะและอารมณ์ของเพลงที่กำลังเปิดอยู่ ก่อนหันไปมองชายหนุ่มที่ควรจะใส่ใจเธอให้มากเป็นพิเศษที่ทั้งสองคนเพิ่งมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่เอาแต่นั่งเหม่อมองแก้วเหล้าอย่างตอนนี้ ก่อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนทั้งที่ในใจรู้สึกไม่พอใจเขาขึ้นมาเล็กน้อย

“อาร์ตเป็นอะไรไปคะ ดูเหล้าในแก้วสิ น้ำแข็งละลายหมดแล้ว” ยิ้มหวานให้คนตัวโตก่อนยื่นมือไปหยิบแก้วเหล้าในมือหนาขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดแก้วพร้อมส่งสายตาเชื้อเชิญ

“อาร์ตไม่ได้เป็นไรหรอก เกตุอย่าคิดมากเลยนะครับ” ยิ้มให้หญิงสาวทว่าแววตาที่ใช้มองกลับเหมือนคนกำลังคิดอะไรอยู่

“อาร์ต เกตุดีใจนะที่เราสองคนได้กลับมาเจอกันอีก อาร์ตดีใจเหมือนกันกับเกตุใช่ไหมคะ” มองหน้าคมสันรอคำตอบจนภาสกรต้องพยักหน้าตอบกลับไปหลังอยู่ที่นี่กันต่อสักพัก ภาสกรก็ขับรถไปส่งหญิงสาวที่โรงแรม ซึ่งตอนแรกเกตุฤทัยต้องไปค้างที่ห้องพักของเขา

ทว่าเขากลับเพิ่งมาบอกตอนมารับเธอที่ท่ารถว่าไม่สะดวกให้เธอไปนอนด้วยทั้งที่ตอนแรกได้ตกลงกันเอาไว้แล้วด้วย ซึ่งมันทำให้เกตุฤทัยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

เพราะเธอหวังว่าการมาที่นี่จะได้ค้างกับเขาที่ห้องพักเสียที หลังครั้งก่อนที่เคยมาเที่ยวระยองแล้วเกิดปัญหากับเพื่อนร่วมทริปจนต้องแยกย้ายกันเมื่อสองปีก่อน

ซึ่งตอนนั้นเธอทำเพียงรบกวนให้เขาช่วยขี่รถจักรยานยนต์ไปส่งที่กรุงเทพฯ เท่านั้น และภาสกรเองก็เต็มใจไปส่งเธอทั้งที่มันดึกมากแล้ว นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เธอได้เจอกับชายหนุ่ม

จากนั้นไม่นานเกตุฤทัยก็เดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับอดีตแฟนหนุ่มที่เธอเพิ่งเลิกลากันไปก่อนเธอบินกลับมาเมืองไทย และโชคชะตาก็ทำให้เธอได้กลับมาเจอกับภาสกรอีกครั้งในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

จนได้สานสัมพันธ์และตกลงเป็นแฟนกันภายในระยะเวลาเพียงสองวันเท่านั้น แม้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์ ทว่าเธอกับภาสกรก็สามารถปรับตัวเข้าหากันได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมันคงเป็นผลพวงมาจากความสัมพันธ์ในอดีตนั่นเอง

ภายในห้องของโรงแรมที่เปิดเอาไว้สำหรับพักคืนนี้ ร่างสูงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ที่ระเบียนห้อง พลางมองออกไปอย่างไร้จุดหมายที่มีท้องฟ้าและทะเลในยามค่ำคืนอยู่เบื้องหน้า ก่อนมีร่างสมส่วนเดินมาสมทบพลางเอ่ยออกมา หลังเห็นว่าชายหนุ่มไม่ยอมเข้ามาข้างในห้องสักที

“อาร์ต! มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ นี่มันดึกแล้วนะ เป็นอะไรหรือเปล่า บอกเกตุได้นะ” หย่อนสะโพกนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้าง ก่อนมองชายหนุ่มด้านข้างอย่างหลงใหล พลางคิดว่าการกลับมาเจอและได้อยู่กับภาสกรในครั้งนี้มันน่าจะดีหรือดีกว่าครั้งก่อนที่ต่างคนต่างตกเป็นคนในความลับของกันและกัน

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก พอดีเห็นลมมันเย็นดีก็เลยออกมานั่งรับลมหน่อยน่ะ ว่าแต่เกตุเถอะทำไมยังไม่นอนอีกครับ” ตอบกลับไปในขณะที่สายตาคมยังมองไปด้านหน้าอยู่เหมือนเดิม

“เกตุรออาร์ตไง อาร์ต เกตุดีใจมากนะที่เราสองคนได้กลับมาเจอกันอีก ครั้งนี้เราก็ไม่ต้องกลัวใครมาว่าหรือมองไม่ดีอีกแล้วเนอะ” เอ่ยออกมาพลางเอนศีรษะพิงไหล่กว้างก่อนเอ่ยถามหลังเห็นเขาเอาแต่นั่งเงียบเหมือนคนกำลังคิดอะไรอยู่

“อาร์ตเองก็คิดเหมือนกันกับเกตุใช่ไหม?” มือบางเริ่มขยับลูบไล้ไปตามหน้าอกแกร่ง เธออยากรู้นักว่าเขาจะยังเมินเฉยกับเธอได้อีกนานหรือเปล่าในเมื่อวัวเคยค้ามาเคยขี่กันมาก่อน และคืนนี้ก็ยังอีกยาวไกลที่ทั้งสองคนจะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง


ตะวันขึ้นขอบฟ้าทอแสงอ่อนๆในยามเช้า รถยนต์แล่นเข้าจอดหน้าห้องพัก ร่างสูงหน้าตาอิดโรยคล้ายคนไม่ได้นอนมาทั้งคืนเปิดประตูลงมาจากรถขณะยังสวมเสื้อผ้าชุดเดิมของเมื่อวานที่ใส่ออกจากห้องนี้ไปตอนหัวค่ำ

ก่อนสายตาคมไปสะดุดกับรถยนต์ที่เจ้าของขับมาจอดเอาไว้ตั้งแต่เย็นวานโดยบังเอิญ พลันก่อเกิดความรู้สึกหลากหลายตีรวนปนกันอยู่ข้างในจนยากอธิบาย

ก่อนโคลงศีรษะเพื่อสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งแล้วก้าวเท้าเดินต่อไปยังห้องพักด้วยสายตาทอแสงความห่วงใยขึ้นมา หลังปล่อยให้คนเดินทางไกลต้องนอนค้างอยู่ที่นี่เพียงลำพัง เมื่อเขาไม่ได้กลับมานอนที่ห้องทั้งคืนก่อนเป็นความว่างเปล่าจนไม่สามารถบอกถึงความรู้สึกได้

ภาสกรหยุดยืนอยู่หน้าห้องก่อนหยิบกุญแจออกมาหมายจะเปิดประตูห้องทว่าสิ่งไม่คิดก็เกิดขึ้น

“เอ๊ะ! ทำไมพายถึงไม่ล็อคประตูห้องไม่รู้หรือไงว่ามันอันตรายแค่ไหน” อุทานออกมาด้วยความสงสัยก่อนเอ่ยต่อด้วยความไม่พอใจระคนเป็นห่วง และทันทีที่สองเท้าก้าวเข้าไปในห้องพัก

ภาสกรก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศของความเงียบ วังเวงจนรู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“ทำไมห้องถึงได้เงียบแบบนี้นะ” เอ่ยออกมาพลางสายตาไปสะดุดอาหารที่ยังวางอยู่บนโต๊ะตั้งแต่เมื่อคืน

“ทำไมถึงไม่ดูเก็บมันให้เรียบร้อยหน่อยนะพาย ปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้ได้ยังไง” ถอนหายใจออกมาพลางส่ายหน้าละเหี่ยใจเล็กน้อยที่กลับห้องมาเห็นสภาพห้องถูกปล่อยปละละเลยอย่างนี้

สองเท้าก้าวเท้าเดินต่อพร้อมกวาดสายตามองหาร่างบางไปทั่วห้อง เพราะตั้งแต่มาทำงานอยู่ที่นี่ แม้ไม่ได้กลับห้องพักมาหลายวันแต่เขาก็ไม่เคยสัมผัสถึงบรรยากาศอย่างตอนนี้เลย

“พาย! พายครับ! พาย! พายอยู่ไหนครับ” ภาสกรเดินเรียกหาคนตัวเล็กไปทั่วห้องด้วยอาการร้อนรนพลอยนึกกลัวขึ้นมาจนหนาวจับขั้วหัวใจเมื่อเขายังไม่เห็นวี่แววของร่างบางทั้งที่รถยังจอดหน้าห้องพักจนสายตาเริ่มสั่นไหวใบหน้าคมสันฉายความกังวลออกมาอย่างชัดเจน

ก่อนมือหนาล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนที่กำลังต้องการตามหา เรียวคิ้วคมเริ่มขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ

หลังพบว่ามันถูกปิดเครื่องเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ทั้งที่เมื่อคืนเขาเองก็ไม่ได้ดื่มมากจนถึงขั้นจำอะไรไม่ได้แต่เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือตามหาคนหายให้เจอ มือหนากดเปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง

ตึ่ง! ตึ่ง! ตึ่ง! เสียงข้อความดังขึ้นทันทีที่โทรศัพท์ถูกเปิดและมีสัญญาณเครือข่าย ทว่ามันกลับมีเพียงเบอร์แปลกที่ติดต่อเข้ามาหาเขาเท่านั้น ภาสกรไม่ได้สนใจกับเบอร์ไม่รู้จักนั้นก่อนลงมือกดโทรศัพท์หาคนที่ต้องการเจอ

“พาย พายอยู่ไหน ทำไมถึงไม่รับสายอาร์ตบ้างเลย แล้วอาร์ตจะหาพายเจอได้ยังไง” ใบหน้าคมสันดูคล้ายคนสิ้นหวังกำลังเดินไปก่อนล้มตัวนั่งลงบนขอบเตียงนอนอย่างคนไร้เรี่ยวแรง หลังโทรติดต่อพิมพ์พระพายไปแล้วมีเพียงเสียงรับฝากข้อความเอาไว้เท่านั้น

ภาสกรยกมือขึ้นปิดใบหน้าห่อเหี่ยวก่อนลูบหน้าลงด้วยท่าทางเหนื่อยล้า แววตาเศร้า พลางหางตาแลไปเห็นสิ่งผิดปกติติดอยู่บนผ้าปูที่นอนเข้าโดยบังเอิญ

“คราบอะไร” หันหน้าไปมองให้รอยเปื้อนให้เต็มตา “ทำไมมันเยอะขนาดนี้” เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย พลางยื่นมือออกไปลูบคลำรอยคราบนั้น ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยเมื่อแน่ใจว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้ามันคืออะไร

“เลือดเหรอ? เกิดอะไรขึ้น ทำไมมีเลือดเยอะแบบนี้” ใบหน้าคมสันเต็มไปด้วยคำถาม “หรือว่า...เมื่อวานนี้”

“อาร์ต อาร์ต อย่าเพิ่งไป ชะ...” เสียงของหญิงสาวเอ่ยเรียกตามหลังด้วยน้ำเสียงคล้ายคนกำลังหมดแรง ทว่าเขาก็เดินจากไปอย่างไม่สนใจหลั่งไหลเข้ามาในความคิด

“พาย!” ครางเรียกชื่อออกมาอย่างไม่รู้ตัว พร้อมใบหน้าหมองเศร้า กระบอกตาเริ่มร้อนผ่าวพลอยหัวใจปวดหนึบไปด้วยจนอยากจะร้องไห้ออกมา ไม่รู้ตอนนี้พิมพ์พระพายจะเป็นอย่างไรบ้าง

เกิดอันตรายขึ้นกับเธอหรือเปล่า ทำไมถึงมีเลือดออกเยอะขนาดนั้น ภาสกรนั่งว้าวุ้นกลุ่มใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนบอกตัวเองว่าจะต้องหาพิมพ์พระพายให้เจอ อย่างน้อยขอเพียงรู้ว่าเธอปลอดภัยก็ยังดี

ภายในห้องพักฟื้นสีขาวของโรงพยาบาล แสงแดดสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างในช่วงสายของวันอาทิตย์ ร่างสมส่วนใบหน้าซีดเซียวกำลังนอนหลับไหลอยู่บนเตียงมานานหลายชั่วโมง

หญิงสาวสวมเสื้อกาวน์ในวัยไม่ต่างกันมากนักเปิดประตูห้องเข้ามายืนข้างเตียงพร้อมมองคนบนเตียงด้วยใบหน้าหลายหลากความรู้สึกก่อนแววตานั้นอ่อนลง

แก้วกิริยาไม่คิดเคยว่าการมาทำงานอยู่ที่นี่และแลกเวรกับเพื่อนเมื่อคืนนี้มันจะทำให้เธอได้เจอกับรุ่นน้องสายรหัสในสภาพเช่นนี้ เพราะพิมพ์พระพายที่เธอรู้จักไม่ใช่พวกชอบชิงสุกก่อนห่าม

ทางบ้านยังเข้มงวดและเป็นพวกหัวโบราณอีกด้วย แล้วมันเกิดอะไรขึ้นทำไมพิมพ์พระพายถึงปล่อยให้ตัวท้องขึ้นมาได้ทั้งที่ยังต้องไปเป็นแพทย์ใช้ทุนและยังต้องรอรับปริญญารับอีก

เรียวคิ้วงามขมวดเข้าหากันเปลือกตาเริ่มขยับยุกยิกพร้อมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งและแผ่วเบา

“น้ำ ขอน้ำหน่อย หิวน้ำ” ค่อยๆลืมตาขึ้นมาก่อนจะเริ่มปรับสายตาให้คุ้นเคย ก่อนมีเสียงดังขึ้นมา

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ หิวน้ำใช่ไหม รอแป๊บนะ”

“ที่นี่ที่ไหน?” เอ่ยออกมาด้วยความงุนงงเมื่อเห็นภายในห้องที่ไม่คุ้นเคย

“โรงพยาบาล ตอนนี้พายอยู่โรงพยาบาลที่ระยองจำไม่ได้หรือไง” พิมพ์พระพายหันไปมองหญิงสาวสวมชุดกาวน์ที่กำลังส่งยิ้มมาให้เธออย่างอ่อนโยนพร้อมกับในมือถือแก้วน้ำเอาไว้ ทำไมเธอรู้สึกคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนก็ไม่รู้

“ไง ทำหน้างงอย่างนั้นจำพี่ไม่ได้เหรอ พาย”

“พะ.พี่แก้ว”น้ำเสียงอ่อนแรงก่อนเบือนหน้าหนีไปอีกทางด้วยความอับอายที่พี่สายรหัสมาเจอเธอในสภาพเช่นนี้ แม้จะไม่แน่ใจว่าแก้วกิริยารู้เรื่องอาการป่วยของเธอมากน้อยเพียงใด้ก็ตาม

“ใช่ พี่เอง ลุกขึ้นมาดื่มน้ำก่อนเถอะ พายหิวน้ำไม่ใช่เหรอ” มองคนบนเตียงที่หันมาอย่างคนทำหน้าไม่ถูกด้วยความเอ็นดูและส่งยิ้มไปให้ก่อนจะช่วยพยุงตัวคนป่วยให้ดื่มน้ำ

“พาย เป็นไงบ้างยังปวดท้องน้อยอยู่ไหม” ใบหน้าแสดงความลังเลที่จะตอบ ซึ่งคนถามก็เข้าใจดีจึงเอ่ยต่ออย่างเป็นมิตร “พี่เป็นแพทย์เจ้าของไข้พายเองน่ะ”

“ยังเจ็บอยู่นิดหน่อยค่ะ” ใบหน้าซีดเซียวแสดงสีหน้ากังวลออกมาพลางมือบางยกขึ้นวางบนหน้าท้องอย่างไม่รู้ตัวก่อนลูบไปมาก่อนเอ่ยอ้ำอึ้งออกมา

“เอ่อ พี่แก้วคะ ลูกพาย เค้า” พิมพ์พระพายรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ในลำคอจนเอ่ยต่อไม่ได้

“พายทำใจให้สบายเถอะไม่ต้องคิดมากนะ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันมักจะดีที่สุดสำหรับเราเสมอ”

“ค่ะ พี่แก้ว พายเองก็หวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน” เอ่ยออกมาพร้อมมองมือที่ลูบหน้าท้องไปมาอย่างเศร้าสร้อยก่อนเงยหน้าหันไปพูดกับแพทย์เจ้าของไข้

“พี่แก้ว พายไม่อยากให้ใครรู้เรื่องที่พายมาที่นี่ พี่ช่วยพายได้ไหมคะ พายขอร้อง อย่าบอกใคร” พิมพ์พระพายทรุดตัวนั่งลงข้างเตียงคนไข้พร้อมพนมมือขึ้นไหว้รุ่นพี่

“พี่แก้วช่วยพายนะคะ” เอ่ยออกมาน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมน้ำตาเริ่มไหลออกมา เพราะนั่นมันหมายถึงว่าเธอไม่ได้ตั้งท้องและไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่โรงพยายาบาลนี้ เธออยากให้ทุกอย่างจบลงที่นี่นั่นเอง

“พายลุกขึ้นเถอะ พายทำอย่างนี้พี่อายุสั้นกันพอดี พายก็รู้ตัวไม่ใช่เหรอว่าตัวเองห้ามเครียด ทำใจให้มันสบาย และช่วงนี้ก็ต้องพักผ่อนมันให้เยอะๆจะได้ฟื้นตัวเร็วๆน่ะ” จับไหล่ทั้งสองข้างของคนป่วยเพื่อหวังให้ลุกขึ้น

ทว่าคนนั่งเข่ายังขืนตัวเอาไว้เล็กน้อยพร้อมส่งสายตาเว้าวอนให้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า จนแก้วกิริยามองหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจพร้อมถอนหายใจออกมากับความดื้อของพิมพ์พระพายทั้งที่ร่างกายตัวเองยังอ่อนแออยู่ ก่อนเอ่ยออกมาอย่างคนไม่พอใจอย่างไม่จริงจังมากนัก

“เอาล่ะ ไม่ต้องมามองหน้าพี่อย่างนี้เลยนะ ลุกขึ้นมาก่อนแล้วค่อยคุยกัน” พยุงคนป่วยลุกขึ้นอีกครั้งก่อนพาไปยังเตียงนอน ซึ่งพิมพ์พระพายก็ยอมทำตามแต่โดยดีพร้อมกับส่งยิ้มให้พี่สายรหัสอย่างขอบคุณ

ก่อนแก้วกิริยาจะขอตัวออกไปตรวจคนไข้ต่อ และทิ้งให้พิมพ์พระพายได้นอนพักผ่อนอยู่ในห้องเพียงลำพังเพื่อจะได้ฟื้นฟูร่างกายกลับมาแข็งแรงโดยเร็ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป