บทที่ 9
ค่ำคืนมืดมิดไร้ขอบเขต ความมืดสนิทราวกับน้ำหมึกที่ปกคลุมท้องฟ้าไม่เห็นแม้แต่แสงดาว ถนนเปรียบเสมือนแม่น้ำที่สงบนิ่ง คดเคี้ยวไปตามเงาไม้ทึบ แสงไฟถนนสลัว ๆ ส่องสว่างสองข้างทาง ราวกับว่าโลกทั้งใบได้หลับใหลลงไปแล้ว
ยี่สิบนาทีต่อมา ดารินขับรถมาถึงโรงแรม เธอขึ้นลิฟต์ไปที่หน้าห้องพัก กำลังจะเคาะประตู ประตูก็ถูกเปิดออก แขนที่แข็งแรงข้างหนึ่งดึงเธอเข้าไปข้างในทันที แคมป์ผลักเธอติดกำแพง ร่างสูงใหญ่ของเขาทาบทับลงบนตัวเธอ
ดารินนิ่งไปสองสามวินาที ก่อนจะยื่นมือไปสัมผัสหน้าอกของเขา ปลดกระดุมทีละเม็ด สายตาที่ยั่วยวนของเธอทอดยาวส่งตรงไปถึงหัวใจของเขา
นิ้วเรียวขาวของเธอราวกับภูตน้อยที่กำลังเต้นระบำอยู่บนผิวอกของเขา แตะเบา ๆ ราวกับเต้นรำ เชื่องช้าและอ่อนโยน กระชากหัวใจ
เธอช่างเป็นนางจิ้งจอกโดยกำเนิดเสียจริง ทุกการเคลื่อนไหว ทุกสายตาล้วนกระชากหัวใจ
“คุณแคมป์ รีบร้อนขนาดนี้เลยเหรอคะ? เฝ้าอยู่หน้าประตูตลอดเลยหรือ?”
“เสียงรองเท้าส้นสูงของคุณได้ยินไปทั่วทั้งทางเดินแล้ว อีกอย่าง ใครกันแน่ที่รีบร้อน?” แคมป์ใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอวดารินไว้ สายตาของเขามองอย่างเกียจคร้านไปยังมือของเธอที่กำลังปลดกระดุมของเขาอยู่
ดวงตาหงส์ของหญิงสาวกะพริบเบา ๆ ใบหน้าที่ราวกับพระเจ้าลำเอียงปั้นแต่งขึ้นมาเป็นพิเศษเผยรอยยิ้มที่เย้ายวนใจ
“นี่เรียกว่าเล่นตัวพอเป็นพิธีต่างหากล่ะคะ จริงใจหน่อยสิคะ อย่าพยายามสะกดกลั้นความปราถนาเลย ฉันรู้สึกได้ถึงความแข็งขึงของคุณที่มันพร้อมจะประทุออกมาแล้ว"
เมื่อถูกท้าทายด้วยคำพูดซุกซนนั้น เขาไม่คิดจะสะกดกลั้นมันอีกต่อไป เขาตวัดวงแขนรัดเอวบาง พลางกึ่งลากกึ่งจูงเธอไปยังเตียงกว้าง จากนั้นก็กระชากเสื้อผ้าของเธอที่เกะกะออกอย่างบ้าคลั่ง เผยให้เห็นร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าต่อหน้าเขา ดารินร้องอุทานออกมาอย่างตกใจและเขินอายเล็กน้อย จึงจะใช้มือปิดบังหน้าอกไว้ตามสัญชาตญาณ
ชายหนุ่มรวบมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นเหนือศีรษะทันที
“นอนด้วยกันมากี่ครั้งแล้ว ยังจะมาเขินอายอะไรอีก?”
เขาถอดเสื้อเชิ้ตของตัวเองออก เผยให้เห็นแผงอกที่แข็งแรง ร่างกายที่ร้อนระอุแนบชิดเข้ามา เขาขบเม้มติ่งหูของเธอเเบา ๆ ลมหายใจอุ่น ๆ ที่รินรดอยู่ข้างหู กระตุ้นความคันยุบยิบในใจเธอจนทนไม่ไหว
ดารินเผลอครางออกมาด้วยความหวาบหวาม ริมฝีปากอิ่มก็ถูกเขาบดเบียดเข้าหาอย่างรวดเร็ว จุมพิตนั้นทั้งดูดดื่มและร้อนแรงจนปลายลิ้นและไรฟันเกี่ยวกระหวัดพัวพันกัน เขาแทรกกายรุกล้ำเข้าหาเธอในทันที เป็นสัมผัสที่เติมร่างกายของเธอ
“อ๊า...”
คืนนี้เขาช่างป่าเถื่อนราวกับหมาป่าที่หิวกระหาย ตลอดทั้งคืนนั้นจึงอบอวลไปด้วยเสียงคร่ำครวญของเธอ เป็นเสียงร้องที่น่าสงสารอย่างที่สุด
วันรุ่งขึ้น ตะวันสายโด่ง
เมื่อดารินตื่นขึ้นมาก็รู้สึกเพียงว่าแขนขาอ่อนแรงจนแทบขยับไม่ได้คล้ายคนถูกผีอำ เธอขมวดคิ้วพลางแยกเขี้ยวอย่างนึกหงุดหงิด แต่พอเบือนหน้าไป ใบหน้าหล่อเหลากลับปรากฏแก่สายตา ที่สำคัญคือเขาลืมตาจ้องมองเธออยู่แล้ว
“ว้าย” ดารินตกใจจนสะดุ้ง ถอยห่างออกไปครึ่งเมตรโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้น ความปวดเมื่อยตามร่างกายก็ถูกกระตุ้นออกมา เจ็บจนเธอร้องโอยแล้วล้มหน้าฟุบลงบนหมอน
แคมป์หัวเราะเบา ๆ ยื่นมือใหญ่ออกไปดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขน ดารินร้องลั่น เจ็บจนตัวสั่นไปทั้งตัว ไม่กล้าแม้แต่จะดิ้นรน
“ไอ้บ้าเอ๊ย...”
“อ๊า!”
ชายหนุ่มขย้ำหน้าอกของเธออย่างแรงในทันที
ถึงจะเป็นอย่างนั้น ดารินก็ยังไม่ลืมภารกิจที่สุภัคมอบหมายให้ เสียงของเธอแหบแห้ง “คุณแคมป์คะ เรื่องบัตรเชิญ พอจะให้โอกาสได้ไหมคะ?”
แคมป์พยุงตัวขึ้นมาพิงเตียง ดารินรู้หน้าที่รีบทนความเจ็บปวดแล้วพลิกตัวไปอิงซบพิงอกเขา เหมือนลูกแมวตัวน้อยที่ขี้อ้อน
“ได้สิ”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ดวงตาหงส์ที่สวยงามของดารินก็เป็นประกายขึ้นมา “ขอบคุณค่ะคุณแคมป์”
“เมื่อคืนเสียงร้องของคุณคงได้ยินไปทั่วทั้งทางเดินแล้วล่ะมั้ง” แคมป์ยกมุมปากขึ้นอย่างมีความหมาย
ดาริน ……
“ได้ยินก็ช่างสิคะ คนที่มาพักโรงแรม นอกจากคนที่มาทำงานแล้ว จะมีสักกี่คนที่ไม่ทำเรื่องแบบนี้?” ดารินกะพริบตาปริบ ๆ ส่งสายตาซื่อ ๆ ราวกับลูกแกะน้อยที่ดูไร้เดียงสา
เมื่อถูกท่าทางแบบนี้ของเธอทำให้ใจสั่น แคมป์ตั้งใจจะจัดการเธออีกสักรอบ แต่เมื่อเห็นท่าทางอ่อนระทวยไปทั้งตัวของเธอ เขาก็ใจอ่อน ทำเพียงแค่ลูบหัวของเธอ “คุณพักอีกหน่อยแล้วค่อยไปนะ กลางวันผมจะพาไปกินข้าว”
“ค่ะ”
พูดจบ ดารินก็เลื่อนตัวลงจากอ้อมแขนของเขาแล้วล้มตัวลงนอนทันที ไม่มีความเกรงใจเลยสักนิด
แคมป์ยิ้มออกมา โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่าแววตาของเขานั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่แสนเอ็นดู
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ แคมป์ก็ไปส่งดารินกลับบ้านเหมือนเช่นเคย รถเบนท์ลีย์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นยังคงขับเข้าไปในวิลล่าของตระกูลสมิทธิ์อย่างไม่ปิดบัง ดารินลงจากรถและกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ
“ขอบคุณสำหรับบัตรเชิญนะคะคุณแคมป์”
“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่า?” แคมป์ยกมุมปากขึ้น
ดารินชะงักไปครู่หนึ่งแล้วก็เข้าใจในทันที เธอกะพริบตาปริบ ๆ แล้วเขยิบเข้าไปจูบที่ปากของเขาเบา ๆ พอจะถอนศีรษะออก ชายหนุ่มก็ใช้มือใหญ่ประคองศีรษะของเธอไว้แล้วมอบจูบที่เร่าร้อนอีกครั้ง
เมื่อจูบสิ้นสุดลง ดารินก็พึมพำแล้วเดินเข้าบ้านไป ส่วนแคมป์เหลือบไปมองที่ชั้นสอง ผ้าม่านก็ปิดลงพอดี
ทุกครั้งที่ดารินเข้าประตูบ้าน สุภัคจะลงมาจากชั้นบนได้อย่างพอดิบพอดี ในใจของเธอก็เข้าใจดีว่าเธอถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา
เธอหยิบบัตรเชิญออกจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะ ดารินมีสีหน้าเหนื่อยล้า “ได้บัตรเชิญมาแล้วค่ะ”
ทันใดนั้น สุภัคก็ยิ้มกว้าง เดินเร็ว ๆ เข้า ไปหยิบบัตรเชิญ ในแววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้
“ครั้งนี้ทำได้ดีมาก”
เมื่อมองดูใบหน้าที่เจ้าเล่ห์และตื่นเต้นของสุภัค ดารินก็รู้สึกไม่สบายใจ เธอหาข้ออ้างเพื่อจะขึ้นไปพักผ่อนบนห้อง สุภัคก็ไม่ได้ขวาง
เพิ่งจะขึ้นไปได้ครึ่งทาง สุภัคก็เรียกเธอไว้ “งานเลี้ยงเหลืออีกสองวัน สองวันนี้เธอต้องมาสก์หน้าทุกเช้าเย็น ต้องแช่อาบน้ำกุหลาบทุกวัน แล้วก็ผม เล็บมือ เล็บเท้าของเธอต้องดูแลให้สะอาดเอี่ยม รู้ไหม?”
ใจของดารินเย็นวาบไปครึ่งหนึ่ง เธอรู้ดีว่าถึงแม้จะได้บัตรเชิญมาแล้ว ในงานเลี้ยงสุภัคก็ยังไม่คิดจะปล่อยเธอไป
“ทราบแล้วค่ะ”
“อืม ไปพักเถอะ ตอนเย็นฉันจะให้ป้าวิไลตุ๋นโสมบำรุงให้”
ดารินพยักหน้าแล้วรีบขึ้นไปบนห้อง
แคมป์ขับรถกลับมาที่บริษัท และเรียกจอร์จมาที่ห้องทำงานเป็นอันดับแรก
“ไปสืบประวัติของดารินมา รวมถึงสถานการณ์ของเธอกับตระกูลสมิทธิ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วย”
จอร์จตอบตามสัญชาตญาณ “ผมได้ยินข่าวลือมาว่าคุณดารินเป็นลูกบุญธรรมของตระกูลสมิทธิ์ครับ”
“ฉันให้คุณไปสืบหรือไปฟังมา?” น้ำเสียงของแคมป์เรียบเฉย แต่กลับทำให้คนรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น
จอร์จเหงื่อตก หัวใจเต้นรัว “ขอโทษครับท่านประธาน ผมจะรีบไปสืบเดี๋ยวนี้ครับ”
“ไปเถอะ โดยเฉพาะเรื่องของสุภัคแห่งตระกูลสมิทธิ์”
“ครับ”
สองวันต่อมา ดารินและสุภัคแต่งกายอย่างหรูหราเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยง
คืนนี้ สุภัคแต่งตัวให้ดารินสวยจนตะลึง เธออยู่ในชุดราตรียาวสีดำทรงหางปลาจากแบรนด์ห้องเสื้อชั้นสูง กระเป๋าถือสีขาว ผมยาวถูกรวบไว้หลวม ๆ ด้วยกิ๊บติดผมคริสตัล ปล่อยปอยผมที่ม้วนเป็นลอนเล็กน้อยลงมาสองข้าง การแต่งหน้าโทนดุเล็กน้อยขับให้ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอดูงดงามยิ่งขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้สวมเครื่องประดับใด ๆ แต่กลับดูเรียบง่ายและสง่างาม มีเสน่ห์ที่น่าทึ่งและหรูหราไปอีกแบบ
ทันทีที่ดารินก้าวเข้ามาในงาน ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความทึ่ง
“คืนนี้เธอต้องทำตัวดี ๆ ต้องฟังฉัน ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะปีนขึ้นไปเกาะคุณแคมป์ได้แล้ว แต่ถ้าเขาเบื่อเธอเมื่อไหร่เธอก็จะไม่เหลืออะไรเลย เพราะฉะนั้น เธอต้องหาตัวเลือกสำรองไว้หลาย ๆ คน” สุภัคทำหน้าเจ้าเล่ห์และขู่ด้วยเสียงที่กดต่ำ
