บทที่ 1 1 บ้านวิริยปัญญา

การกลับมาเยือนบ้านในรอบห้าปีของ พันตำรวจตรี นาวา วิริยปัญญา หรือ ‘สารวัตรนาวา’ ในวัยสามสิบปีเต็ม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง ที่ผ่านมาเขามักปักหลักอาศัยอยู่ที่บ้านพักข้าราชการตำรวจเป็นหลัก ด้วยความที่เอือมระอาต่อสภาพการจราจรที่ติดขัดวินาศสันตะโรของเมืองหลวง การเลือกใช้ชีวิตในพื้นที่ใกล้ที่ทำงานจึงตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายและความสงบทางใจได้ดีที่สุด

ครอบครัววิริยปัญญาเป็นครอบครัวไทยเชื้อสายจีนเก่าแก่ที่ยังคงสืบทอดและยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีอันเคร่งครัดมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ นาวาเป็นลูกชายคนเล็กของนายเข็มทิศและนางดารา โดยมีพี่สาวคนโตอีกหนึ่งคนคือ นรี วิริยปัญญา

ก้าวแรกที่เท้าสัมผัสพื้นเรือนไม้ขัดมันภายในบ้าน ความทรงจำในวัยเยาว์ที่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลาก็ตลบอบอวลขึ้นมาในความรู้สึก... เขาจากบ้านหลังนี้ไปเนิ่นนาน ตั้งแต่ช่วงชีวิตวัยรุ่นที่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อเดินบนเส้นทางแห่งเกียรติยศ และเกือบจะกลายเป็นคนแปลกหน้าของบ้านหลังนี้ไปเสียแล้ว

“นาวา...!”

เสียงทักอันสั่นพร่าดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของนางดาราที่รีบก้าวออกมาดูตรงหน้าบ้าน ทันทีที่ยินเสียงเครื่องยนต์แปลกหูจอดลงหน้าบ้าน หัวใจของผู้เป็นแม่ก็พองโตด้วยความหวัง และเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างสูงโปร่งของลูกชายอันเป็นที่รักยิ่ง ภาพตรงหน้าก็ทำให้น้ำตาเอ่อคลอเบ้าด้วยความตื้นตัน

“สวัสดีครับอาม้า”

นาวายกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มละมุนที่หาได้ยากยิ่งในยามปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ลดมือลง ร่างของอาม้าก็โผเข้ามากอดลูกชายไว้แน่น น้ำตาแห่งความโหยหาไหลซึมผ่านแผ่นอกเสื้อเชิ้ตของสารวัตรหนุ่ม ความอบอุ่นและกลิ่นไอแห่งความรักของผู้เป็นแม่ที่โอบอุ้มเขาไว้ ดั่งจะชดเชยช่วงเวลาห้าปีความว่างเปล่าและความคิดถึงแทบขาดใจ

“ลูกเป็นยังไงบ้าง หน้าตอบ ซูบผอมไปนะ” มืออุ่นเรียวทอดมองสำรวจใบหน้าของลูกชายด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความห่วงใย ฝ่ามือที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยลูบแก้มตอบของสารวัตรหนุ่มเบา ๆ นาวายิ้มรับสัมผัสอันแสนอ่อนโยนนั้น ก่อนตอบกลับเสียงนุ่ม

“ช่วงนี้งานรัดตัวครับ แต่มันเป็นเรื่องปกติอาม้าไม่ต้องห่วง”

“เฮ้อ.....เข้าข้างในบ้านเถอะลูก อาป๊าก็อยู่ น่าจะบอกกันก่อนว่าจะกลับ ม้าจะได้เตรียมปลากะพงเปรี้ยวหวานไว้รอ”นางดาราทอดถอนใจพลางบ่นด้วยความเสียดาย ทว่าสายตายังคงจับจ้องลูกชายไม่คลาดสายตา

“กินวันพรุ่งนี้ก็ได้ครับ ผมอยู่หลายวัน”

“จริงรึ....ดีสิ ม้าจะขุนลื้อให้อ้วนเป็นหมูก่อนกลับ”น้ำเสียงของอาม้าแปรเปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นมาทันที ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด

“อย่าถึงขนาดนั้นเลยครับ เดี๋ยวผมจะวิ่งจับคนร้ายไม่ไหว”นาวาหัวเราะร่าในลำคอพลางสั่นหัวเบา ๆ

ระหว่างที่สองแม่ลูกกำลังคุยกันเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข เสียงประตูหน้าบ้านก็เปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของนรี พี่สาวคนโตที่เพิ่งกลับมาจากที่ทำงาน ในชุดทำงานเรียบหรูหรา ทันทีที่สายตาของเธอปะทะเข้ากับร่างสูงโปร่งของน้องชาย นรีก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เอกสารในมือแทบร่วงลงพื้น ก่อนที่ใบหน้าหวานจะคลี่ยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้น

“นาวา!”

หญิงสาวส่งเสียงเรียกชื่อน้องชายดังสนั่น ก่อนจะรีบก้าวเท้าฉับ ๆ เข้าไปโผกอดสารวัตรหนุ่มอย่างไม่แคร์ลุคสาวนักบริหาร นาวาหัวเราะพลางอ้าแขนรับและรวบร่างของพี่สาวเข้ามากอดแน่น ร่างสูงหมุนตัวพาพี่สาวลอยหวือเหมือนอย่างที่เคยทำตอนเด็ก ๆ ทั้งสองคนสนิทสนมและผูกพันกันมาก แม้จะไม่ได้เจอกันนาน แต่ความอบอุ่นและสายใยความเป็นพี่น้องกลับไม่เคยลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ไม่เห็นบอกเจ้สักคำ” นรีผละออกมาเล็กน้อยเพิ่งถามไถ่

“เพิ่งมาถึงเมื่อกี้ครับเจ้ คิดถึงจังเลย”

“ให้มันจริงเถอะ นึกว่าลืมบ้านลืมพี่สาวคนนี้ไปแล้วเสียอีก”

ขณะพี่สองกำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เสียงก้าวเดินที่หนักแน่นและมั่นคงก็ดังมาจากโถงทางเดิน ปรากฏร่างของนายเข็มทิศ ชายวับเกษียณผู้มีบุคลิกน่าเกรงขามแต่อบอุ่น ท่านเป็นอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน แม้จะเกษียณอายุราชการไปหลายปีทว่าแววตาแห่งความทะนงและเด็ดเดี่ยวยังคงฉายชัด

นาวารีบผละจากพี่สาวแล้วก้าวเข้าไปยืนตรงหน้าผู้เป็นพ่อ ก่อนจะยกมือทำความเคารพตามระเบียบวินัยของตำรวจที่ฝังลึกในจิตวิญญาณ

“สวัสดีครับอาป๊า”

นายเข็มทิศมองดูลูกชายตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจมือหนาที่ผ่านการทำงานหนักมาทั้งชีวิตยื่นออกไปแตะไหล่ของนาวา พลางตบเบา ๆ สองสามที การได้เห็นลูกชายคนเล็กเจริญรอยตามเส้นทางข้าราชการผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สืบทอดอุดมการณ์และความจงรักภักดีที่ตนเคยถือมั่นมาตลอดชีวิต คือความตื้นตันใจอันหาที่สุดไม่ได้ของผู้เป็นพ่อ

“กลับมาแล้วหรือสารวัตร.....เหนื่อยไหม”น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังของอาป๊าเอ่ยขึ้น แม้จะเรียบง่ายและสั้นกระชับ แต่กลับซ่อนความรักและความห่วงใยไว้อย่างลึกซึ้ง

กลับมาคราวนี้นาวาจ้องมองใบหน้าเหี่ยวย่นของผู้ให้กำเนิดด้วยความนึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา เขาไม่อยู่บ้านหลายปีทิ้งเวลาที่ควรจะได้ดูแลพ่อกับแม่เพื่อที่จะได้ไปทำตามความฝัน คุณเข็มทิศที่เคยมีร่างกายกำยำแข็งแรงบัดนี้ท่าเดินของท่านดูเชื่องช้ากว่าแต่ก่อน เขาจะใช้เวลาพักสองเดือนนี้ให้เป็นประโยชน์กับทุกคนในครอบครัว

ตกเย็นมาหลังกินมื้อค่ำเสร็จ สองพี่น้องก็พากันไปเดินรับลมเย็น ๆ ที่สวนหลังบ้าน เป็นสวนผักสวนดอกไม้ของคุณดารา ไม่ว่าจะเป็นดอกมะลิ ดอกทานตะวัน ดอกคุณนายตื่นสายและอีกมากมายที่ท่านจะสรรหามาปลูก ตลอดทางเดินจะได้กลิ่นหอมของดอกราตรีที่จะส่งกลิ่นหอมยามค่ำคืน

บทถัดไป