บทที่ 10 10 ในผ้าคลุมหน้าสีแดง
“ลื้อนี่มันจริง ๆ เลยนะ” เข็มทิศถอนหายใจยาวด้วยความเอือมระอาในความใจแข็งและอคติของลูกชาย
สุดท้ายความซวยจึงตกมาอยู่ที่นรี พี่สาวคนโตที่ต้องรับหน้าที่เป็นสารถีจำเป็น เธอขับรถคันหรูเดินทางไปรับปวรดาที่บ้านนรินทร์พรรณเพื่อพาไปยังห้องเสื้อชั้นนำระดับไฮเอนด์ใจกลางเมือง
ตลอดการเดินทางนรีรู้สึกเกรงใจว่าที่น้องสะใภ้จับใจที่เจ้าบ่าวไม่ยอมมาปรากฏตัว แต่ปวรดากลับไม่ได้แสดงท่าทีแง่งอนหรือตัดพ้อแม้แต่น้อย หญิงสาวส่งยิ้มบาง ๆ ให้นรีอย่างเข้าใจ พร้อมกับชวนคุยเรื่องอื่นเพื่อไม่ให้บรรยากาศในอึดอัด
“พี่นรีไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ คุณนาวาคงยุ่งเรื่องงานจริง ๆ ข้าวเข้าใจดีค่ะ” ปวรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ขณะรถจอดติดสัญญาณไฟแดง
คำพูดที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจและความใจเย็นของปวรดา ยิ่งทำให้นรีรู้สึกสงสารและเอ็นดูเธอมากขึ้นไปอีก เมื่อไปถึงห้องเสื้อ นรีมองดูปวรดาในชุดเจ้าสาวกระโปรงสลวยสีขาวมุกและชุดแต่งงานประจำชาติ เรียบหรูทว่าขับเน้นเรือนร่างงดงามและผิวกายให้ดูผุดผ่องของหญิงสาวอย่างลงตัว ช่างเสื้อต่างเอ่ยชมเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอสวยราวกับนางฟ้าหลุดออกมาจากภาพวาด
‘โง่จริง ๆ และนาวา.... ปล่อยให้เพชรงามขนาดนี้หลุดมือไปได้ยังไง’ นรีคิดในใจขณะถ่ายรูปปวรดาในชุดเจ้าสาวเก็บไว้ในโทรศัพท์ นึกโมโหความอคติของน้องชายตัวเองที่ไม่ยอมแม้แต่จะเปิดใจมามองด้วยตาตัวเองสักครั้ง
งานพิธีมงคลสมรสระหว่างตระกูลวิริยปัญญาและนรินทร์พรรณถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตามขนบธรรมเนียมจีนโบราณ บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงโอบล้อมไปด้วยสีแดงมงคลและแสงไฟอบอุ่น เสียงดนตรีบรรเลงท่วงทำนองอ่อนหวานขับเน้นให้พิธีการดูศักดิ์สิทธิ์และเข้มขลัง ไฮไลต์สำคัญของพิธีโบราณประเพณีคือผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสด ปักลายหงส์ด้วยดิ้นทองอย่างประณีต ซึ่งถูกยกขึ้นคลุมหน้าใบปวรดาไว้อย่างมิดชิดตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้านนรินทร์พรรณ
คามความเชื่อที่ว่าเจ้าสาวจะถูกปเดผ้าคลุมหน้าได้โดยฝีมือของเจ้าบ่าวเพียงผู้เดียวในคืนเข้าหอเท่านั้น เพื่อความเป็นสิริมงคลและความครองคู่ที่ยั่งยืน ตลอดเวลาในพิธี ทั้งช่วงยกน้ำชาเคารพผู้ใหญ่และการเดินเข้าสู่ลานพิธี นาวาในชุดสูทสากลตัดเย็นเนี้ยบสีเข้ม ได้ยืนอยู่ข้างกายหญิงสาวที่เขาเห็นเพียงเรือนร่างอ้อนแอ้นในชุดกี่เพ้าประยุกต์สีแดงสด ผ้าคลุมหน้าผืนหนาบังใบหน้าของเธอไว้จนหมดสิ้น เขาทำได้เพียงส่งมอให้เธอจับตามจังหวะที่ผู้ใหญ่บอกกล่าว โดยไร้ซึ่งคำพูดหวานหูใด ๆ มีเพียงความเงียบและท่าทีห่างเหินที่เขาส่งผ่านฝ่ามือไป
“พี่ข้าวสวยมาก สวยจริง ๆ” ใบพลูหรือจามิกรชมพี่สาวไม่หยุด
“อยากถ่ายรูปด้วยจัง แต่เขาห้ามเปิดหน้านี่สิ” ใบบัวหรือชลันดาก็บ่นออด แม้แต่จะคุยด้วยยังไม่ได้เลย ได้คุยกับพี่สาวแค่ในห้องแต่งตัวเท่านั้น รู้แบบนี้เธอคงถ่ายรูปเก็บไว้ให้มากกว่านี้แน่
“เอาน่า เดี๋ยวพี่ข้าวพักแล้ว เราคงไปขอถ่ายรูปก็ได้นี่นา...แต่เจ้าบ่าวหน้าบึ้งไปนะ” จามิกรมองไปยังเจ้าบ่าวหน้าตาดี รูปร่างสูงโปร่งทว่าหน้าตาไม่รับแขก
“ก็เขาไม่ได้เต็มใจแต่งนี่นา ถ้าบัวได้เป็นเจ้าสาวคงร้องไห้ตลอดทั้งงานแน่ ดีนะที่เป็นพี่ข้าว”
ในงานพิธีนางดาราเอ่ยกับลูกชายเพียงคนเดียวของท่าน
“จำไว้นะนาวา....เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องหอแล้ว ผ้าคลุมหน้านี้เจ้าบ่าวต้องเป็นคนใช้ไม้มงคลเปิดออกด้วยตัวเองเท่านั้น ห้ามให้คนอื่นแตะต้องเด็ดขาด” นางดารากำชับลูกชายด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจะส่งตัวทั้งคู่เข้าสู่เรือนหอ
กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงดึก พิธีส่งตัวอันยาวนานสิ้นสุดลง เสียงประตูห้องนอนหอปิดลงพร้อมกับความเงียบสงบที่โรยตัวครอบคลุมทั่วทั้งกว้าง
นาวายืนมองร่างบางของใบข้าวที่นั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงกว้างที่โรยด้วยกลีบกุหลาบและธัญพืชมงคล ผ้าคลุมหน้าสีแดงสดปักดิ้นทองยังคงปิดบดบังใบหน้าของเธอไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบา ๆ ความรู้สึกอคติที่เคยมีสะท้อนขึ้นมาในหัว... หญิงสาวที่ยอมนั่งนิ่ง ๆ อยู่ใต้ผ้าคลุมผืนนี้หลายชั่วโมงโดยไม่ปริปากบ่น เพียงเพื่อแลกกับความสุขสบายและเงินทองของตระกูลเขา
นาวาก้าวเท้าเขาไปหยุดลงตรงหน้าเจ้าสาวของเขา มือหนาหยิบไม้มงคลด้ามทองที่วางเตรียมไว้บนพานข้างเตียงขึ้นมา ชายหนุ่มจ้องมองผ้าคลุมหน้าสีแดงนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะค่อย ๆ ยื่นปลายไม้ไปแตะที่ชายผ้า เตรียมที่จะเปิดดูใบหน้าของว่าที่ภรรยาตามกฎหมายเป็นครั้งแรก
เมื่อประตูห้องหอปดลงพร้อมกับการจากไปของผู้ใหญ่ ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้และมงคลพิธี ปวรดานั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงกว้างในชุดแต่งงานประจำชาติจีนประยุกต์สีแดงสด ร่างบางซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้าปักลายหงส์ดิ้นทองผืนหนา ซึ่งตลอดทั้งงานไม่มีใครได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเธอเลย นอกเสียจากนาวาผู้เป็นเจ้าบ่าว
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบา ๆ ขณะจ้องมองร่างอ้อนแอ้นตรงหน้า เข้าเดินเข้ามาใกล้ค่อย ๆ ช้อนอุ้มเจ้าสาวขึ้นจากพื้น เพื่อนำเธอไปนั่งลงบนเตียงกว้างตามขั้นตอนพิธีการ แม้สัมผัสแรกจะรู้สึกถึงความนุ่มนิ่มและกลิ่นหอมอ่อนที่ลอยแตะจมูก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้หัวใจที่เต็มไปด้วยอคติของเขาสั่นคลอน
นาวานั่งลงข้างเธอ ทั้งคู่นั่งเงียบกันอยู่พักใหญ่ ไร้ซึ่งคำหวานหรือบรรยากาศอันอบอุ่นอย่างที่คู่แต่งงานใหม่ควรจะเป็น จนกระทั่งนาวาเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“ในเมื่อพิธีการต่อหน้าผู้ใหญ่จบลงแล้ว เรามาคุยเรื่องจริงกันเลยดีกว่า”
