บทที่ 2 2 แหวนสัญญา
“กลับมารอบนี้จะอยู่นานไหม” นรีเอ่ยถามน้องชายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“อืม....ลาไว้สองเดือน ตั้งใจจะพักอยู่แล้วครับ อาป๊ากับอาม้าสุขภาพแข็งแรงดีไหมครับเจ้” นาวาตอบพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าตอนกลางคืน ดวงตาคมฉายแววอาทรขึ้นมาวูบหนึ่ง ประโยคคำถามนั้นทำให้นรีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายลมหายใจยาว
“อาม้าไม่เท่าไหร่หรอกแค่ตาฟากฟางไปตามอายุ แต่อาป๊าสิเดือนก่อนหมอบอกว่ามีก้อนขนาดสองเซนฯ ที่ช่องท้องใกล้ตับด้วย”
“แล้ว....หมอว่าเป็นอะไรครับ”นาวาชะงักมือที่สัมผัสดอกมะลิ รอยยิ้มเจือจางบนใบหน้าหายวับไปทันที
“หมอยังไม่ได้สรุปชัดเจน บอกแค่ว่าต้องเจาะผ่าเอาชิ้นเนื้อไปตรวจพิสูจน์ก่อน”
“แล้วนัดผ่าวันไหนครับ”นาวาถามต่อ เสียงของเขาเริ่มเครียดเกร็ง
“ยัง... ตอนนี้ทำได้แค่รอคิว เจ้าหน้าที่บอกว่าจะติดต่อกลับมาอีกที น่าจะอีกสักเดือนหรือสองเดือนนี้นั่นแหละ” นรีพูดพลางถอนหายใจเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความกังวลที่พยายามซ่อนไว้
ขณะที่ความอบอุ่นอบอวลไปทั่วบ้านวิริยปัญญา ทางฝั่งของบ้านนรินทร์พรรณกลับปกคลุมไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ภายในห้องทำงานกว้างขวางของ เจ้าสัวชลัต นรินทร์พรรณ นั่งทอดสายตาออกไปนอกกระจกบานใหญ่ด้วยความโรยรา ใบหน้าที่เคยผ่าเผยและเต็มไปด้วยบารมี บัดนี้ปรากฏรอยย่นลึกและร่องรอยความเครียดสะสมมานานหลายเดือน บนโต๊ะทำงานไม้สักเต็มไปด้วยเอกสารบัญชีตัวแดง และรายงานสรุปผลประกอบการที่ตกฮวบลงอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจโรงงานประกอบและผลิตชิ้นส่วนที่เคยสร้างความมั่งคั่งและชื่อเสียงให้ตระกูลนรินทร์พรรณมาหลายทศวรรษ กำลังเดินมาถึงทางตันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อยุคสมัยหมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่พฤติกรรมของผู้บริโภคและความนิยมในตลาดแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้ท่านเจ้าสัวจะพยายามทุ่มเงินทุนสำรองและอัดฉีดเงินก้องสุดท้ายเพื่อพยุงธุรกิจไว้เพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานกระแสความเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป
“ท่านครับ.....ทางตัวแทนของนายทุนรายใหญ่ส่งสัญญาซื้อขายฉบับสุดท้ายมาให้ตรวจสอบแล้วครับ” เสียงเลขาฯ คนสนิทเอ่ยขึ้นเบา ๆ ด้วยความระมัดระวังพลางวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ
เจ้าสัวชลัตถอนหายใจยาวเหยียด เสียงนั้นเต็มไปด้วยความกล้ำกลืนและพ่ายแพ้ มือที่เริ่มสั่นเทาตามวัยเอื้อมไปเปิดหน้าสัญญา การตัดสินใจยอมตัดใจขายกิจการที่สร้างมากับมือให้นายทุนกลุ่มทุนใหญ่ครั้งนี้ ไม่ต่างการจากเฉือนหัวใจของตัวเองเป็นชิ้น ๆ แต่เพื่อรักษาครอบครัวและจ่างค่าชดเชยให้พนักงานเก่าแก่ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา นี่คือทางออกสุดท้ายที่ท่านเจ้าสัวจำต้องเลือก ก่อนที่ทุกอย่างของนรินทร์พรรณจะล่มสลายลงไปต่อหน้าต่อตา
คุณหญิงจำปาเดินเข้ามาในห้องทำงานสามีด้วยความเร่งรีบ ก่อนจะวางกล่องกำมะหยี่สีแดงเหลือดหมูลงบนโต๊ะทำงานของสามี
“คุณหญิง....มีอะไร” ท่านเจ้าสัวเอ่ยถาม เมื่อเห็นท่าทางเร่งรีบของภรรยา
เจ้าสัวชลัตยื่นมือไปเปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นแหวนพลอยสีน้ำเงินล้อมเพชรวงเก่าแก่ที่เปล่งประกายล้ำค่าท้าทายสายตา
“คุณพี่คะ ดูนี่สิคะ คุณพี่จำแหวนวงนี้ได้ไหม ฉันไปค้นเจอในตู้เซฟโบราณ นี่มันเป็นแหวนสัญญาที่บ้านวิริยปัญญาเคยให้ครอบครัวเราไว้ไม่ใช่หรือคะ” คุณหญิงจำปาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกาย
เจ้าสัวชลัตขมวดคิ้วสงสัย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแหวนวงนั้นขึ้นมาพิศมองใกล้ ๆ แววตาที่เคยโรยราพลันสว่างวาบขึ้น ภาพความทรงจำในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนเข้ามาในความคิด ยามนั้นเข็มทิศยังเป็นเพียงชายหนุ่มที่มีความฝันอันแรงกล้าอยากรับราชการเป็นตำรวจเพื่ออุดมการณ์
แต่กลับถูกครอบครัวไทยเชื้อสายจีนตระกูลใหญ่ต่อต้านอย่างหนัก จึงปฏิเสธที่จะส่งเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เข็มทิศในตอนนั้นสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีแม้กระทั่งเงินจะไปยืมเรียนหรือเข้าศึกษาต่อในสายอาชีพที่หวัง เป็นชลัตเองที่เห็นความมุ่งมั่นและความตั้งใจของเพื่อน จึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ยอมใช้เงินเก็บของตัวเองจ่ายค่าเล่าเรียนให้เข็มทิศได้เดินตามฝัน จนกระทั่งเขาทำสำเร็จ
ในวันที่เข็มทิศกำลังจะเดินทางไปเริ่มต้นเส้นทางสายตำรวจ ชายหนุ่มได้คุกเข่าต่อหน้าชลัตที่เป็นดั่งเพื่อนและพี่ชาย พร้อมกับถอดแหวนหัวพลอยประจำตระกูลวงนี้มอบให้ชลัตไว้เพื่อเป็นพันธะสัญญาแห่งความกตัญญู
“เงินทองความช่วยเหลือของพี่ชลัตในวันนี้ ผมไม่มีวันลืม....หากวันข้างหน้าพี่ชลัตมีลูก และผมมีลูก ผมขอให้ลูก ๆ ของเราสองตระกูลได้แต่งงานเกี่ยวดองกันเพื่อให้สายเลือดให้ความผูกพันนี้คงอยู่ตลอดไป”
“จำได้สิ ฉันจำได้แม่นยำ เข็มทิศให้แหวนวงนี้ไว้ตอนสที่ฉันช่วยเรื่องเงินเรียนต่อของเขา” ท่านเจ้าสัวชลัตเอ่ยเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย
“ในเมื่อตอนนี้ธุรกิจของเรากำลังแย่ และบ้านวิริยปัญญาก็มีตำแหน่งหน้าที่การงานมั่นคง มีบารมีในสังคม.... นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะนำแหวนวงนี้ไปทวงถามสัญญาหรือคะคุณพี่” คุณหญิงจำปากระซิบด้วยน้ำเสียงมีความหวัง
“ลูกชายคนเล็กของคุณเข็มทิศก็เป็นถึงสารวัตร ส่วนลูกสาวของเราก็ยังไม่มีใครสักคน หากได้เกี่ยวดองกัน นรินทร์พรรณของเราต้องรอดพ้นวิกฤตนี้ไปได้แน่ ๆ ค่ะ”
เจ้าสัวชลัตมองแหวนในมือด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งความหวังที่จะกอบกู้ตระกูล และความกังวลถึงพันธะสัญญาในอดีตที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตของคนรุ่นลูกไปตลอดกาล
ท่านชลัตมีลูกสาวสามคน ซึ่งแต่ละคนก็ยังไม่มีผู้ชายใดได้เป็นเจ้าของสักคน คนโตชื่อปวรดาหรือใบข้าว อายุ 22 ปี คนกลางจามิกรหรือใบพลู อายุ 20 ปี และคนเล็กชื่อชลันดาหรือใบบัว อายุ 18 ปี
