บทที่ 5 5 หน้าที่ของลูก
เข็มทิศลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำเสียงของเขาทุ่มนุ่มทว่าหนักแน่น เขาเว้นจังหวะ พลางแตะที่หน้าอกข้างซ้ายของตัวเองอย่างสะท้อนใจ
“เงินก้อนนั้นมันทำให้อั๊วะมีทุกอย่างในวันนี้ แล้ววันนั้น เป็นอั๊วะเอง ดารา! เป็นอั๊วะเองที่ถอดแหวนประจำตระกูลยัดใส่มืออี เป็นอั๊วะเองที่เอ่ยปากให้สัญญาว่าวันข้างหน้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราสองบ้านจะต้องเป็นทองแผ่นเดียวกันเพื่อตอบแทนน้ำใจของอี”
“แต่นั่นมันเป็นเรื่องในอดีต! ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วค่ะเฮีย” ดาราพยายามเถียง แววตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
“ทุกอย่างเปลี่ยน แต่ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายไม่เคยเปลี่ยน” เข็มทิศจ้องหน้าภรรยาตรง ๆ โดยไม่หลบสายตา “พี่ชลัตไม่เคยเอ่ยปากขอแหวน ไม่เคยเรียกร้องสัญญา แต่อั๊วะเป็นคนให้อีเอง ในวันที่อีลำบาก อั๊วะจะเอาเงินไปขว้างใส่หน้าเขา แล้วบอกว่ายกเลิกสัญญางั้นเหรอ? ทำแบบนั้นก็ไม่ใช่คนแล้วดารา! เป็นลูกผู้ชายจะให้เสียสัจจะกับผู้มีพระคุณที่เคยยื่นมือมาช่วย เรื่องนี้อั๊วะตัดสินใจแล้ว แล้วจะไม่เปลี่ยนใจเด็ดขาด”
ณ บ้านนรินทร์พรรณ
บรรยากาศในมุมสงบของบ้านนรินทร์พรรณเงียบสงัด มีเพียงแสงลมพัดอยู่ข้างนอก เจ้าสัวชลัตนั่งทอดสายตามองออกไปข้างนอกด้วยสีหน้าเครียดขรึม คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ภายในใจร้อนรุ่มราวกับมีไฟลน นางจำปาเดินถือถ้วยชาร้อนเข้ามาเงียบ ๆ ภาพสามีที่นั่งถอนหายใจยาวด้วยความกังวลทำให้เธอชะงัก ก่อนจะก้าวเข้าไปวางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างตัว แล้วแตะแผ่นหลังกว้างเบา ๆ
“คุณพี่คะ....เป็นอะไรไปทำไมทำหน้าเครียดขนาดนั้น ชาร้อน ๆ ค่ะ ดื่มแก้เครียดก่อนนะคะ”คุณจำปาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หวังช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในอกของสามี
เจ้าสัวชลัตถอนหายใจยาวอีกรอบ เอนหลังพิงเก้าอี้ พลางยกมือขึ้นนวดขมับ “ฉันกำลังคิดเรื่องแต่งงานระหว่างลูกชายของเข็มทิศกับลูกสาวเรา ใจมันนึกกังวลจนนอนไม่หลับ”
เขากุมมือภรรยาไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจออกมาด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“ฉันกลัว....กลัวเหลือเกินว่าทางบ้านวิริยปัญญาจะไม่ยอมรับลูกสาวเรา ฝั่งนั้นเขาจะยอมปล่อยให้ลูกชายเขาแต่งงานเข้ามาเป็นทองแผ่นเดียวกันกับบ้านเราจริง ๆ หรือจำปา....ถ้าเขาปฏิเสธขึ้นมา คนที่ต้องเสียงใจที่สุดก็คือลูกของเรานะ”
สองสามีภรรยาเงียบเสียงลงเมื่อได้ยินเสียงลูกสาวคนเล็กแว่วเข้ามา ก่อนจะปรากฏร่างของสามพี่น้องเดินเรียงกันเข้ามา ใบหน้าของพวกเธอถอดสีด้วยความตกใจเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายของบิดาพอดี
“ใครจะแต่งงานนะคะคุณพ่อ?” ใบพลูหรือจามิกรลูกสาวคนกลาง โพล่งถามขึ้นทันทีด้วยความสงสัยและร้อนใจ เธอรีบก้าวเข้ามาหาเจ้าสัวชลัตพร้อมกับพี่สาวและน้องสาว สายตาสามคู่จ้องมองผู้เป็นพ่อกับแม่ด้วยความระทึกใจและต้องการคำตอบ
เจ้าสัวชลัตกับคุณจำปาหันมองลูกสาวทั้งสามด้วยสีหน้าตื่นตระหนัก ไม่คิดว่าพวกเธอจะได้ยินเรื่องนี้เร็วกว่าที่ตั้งใจไว้ เจ้าสัวชลัตถอนหายใจยาว พลางกวาดสายตามองหน้าลูกสาวทุกคนด้วยความหนักใจ ก่อนจะตัดสินใจเปิดปากเล่าความจริงที่เก็บซ่อนไว้มานาน
“พวกแกฟังไม่ผิดหรอก... หนึ่งในพวกแกสามคนจะต้องแต่งงานกับลูกสาวของบ้านวิริยปัญญา”เจ้าสัวชลัตเอ่ยเสียงเรียบทว่าหนักแน่น สามพี่น้องหันมองหน้ากันด้วยความงุนงงและไม่เชื่อหู
“มันเป็นพันธะสัญญาที่พ่อกับทางฝั่งนู้นเคยตกลงกันไว้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายสัญญาว่าจะให้ลูกหลานแต่งงานกันเพื่อดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และตอนนี้....ก็ถึงเวลาที่จะทำตามสัญญา” ท่านอธิบายต่อด้วยสีหน้าตึงเครียด
“ตอนนี้ครอบครัวเรากำลังแย่จริง ๆ นะลูก” จำปาถอนหายใจยาว สายตาเต็มไปด้วยความเครียดและโรยราอย่างเห็นได้ชัด
“ธุรกิจที่คุณพ่อลงแรงทำมาทั้งชีวิต ตอนนี้ขาดทุนย่อยยับจนไม่เหลืออะไรเลย คุณพ่อต้องตัดสินใจจำใจขายกิจการทั้งหมดทิ้ง เพื่อเอาเงินก้อนสุดท้ายมาจ่ายชดเชยให้พนักงาน รวมถึงจ่ายหนี้สินเป็นจำนวนไม่น้อยเลย ลำพังแค่เงินที่ได้มามันยังแทบไม่พอเลยลูก...แม้แต่บ้านหลังนี้มันก็ถูกนำไปจำนองไว้กับธนาคารจนหมดแล้ว”
ผู้เป็นแม่ปาดน้ำตาที่คลอเบ้า ก่อนจะมองหน้าปวรดาลูกสาวคนโตด้วยสายตาอ้อนวอนและคาดหวัง
“ตอนนี้เราสิ้นเนื้อประดาตัวกันจริง ๆ ไม่มีเงินเหลือพอจะเริ่มต้นใหม่ได้เลย มีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยกู้วิกฤตและทำให้ครอบครัวของเรากลับมาลืมตาป้าปากได้อีกครั้ง....นั่นคือต้องให้ลูกคนใดคนหนึ่งยอมแต่งงานกับลูกชายบ้านวิริยปัญญา”
“หนูไม่แต่งนะคะแม่!” ชลันดาลูกสาวคนเล็กของบ้าน รีบโพล่าขึ้นมาทันควัน พร้อมกับส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “หนูยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ จะให้หนูทิ้งอนาคตทางการเรียนไปแต่งงานตอนนี้ได้ยังไงกัน”
จามิกรชักสีหน้าลำบากใจตามมาติด ๆ เธอประสานมือไว้บนตักก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบแต่เด็ดขาด
“หนูเองก็ยังเรียนอยู่เหมือนกันค่ะแม่....แล้วที่สำคัญ หนูยอมรับตรงนี้เลยว่าหนูกำลังคบหาดูใจอยู่กับพี่ณัฐ หนูแต่งงานไม่ได้จริง ๆ ค่ะ”
เมื่อลูกสาวทั้งสองคนปฏิเสธชัดเจน บรรยากาศในห้องก็เงียบสงบลงทันทีความหวังสุดท้ายของบ้านจึงตกไปอยู่ที่ปวรดาหรือใบข้าว ลูกสาวคนที่นั่งเงียบมาตลอด นางจำปาหันขวับไปมองลูกสาวคนโตทันที สายตาที่เคยตื่นตระหนกเปลี่ยนเป็นความหวังเต็มเปี่ยม ผู้เป็นแม่ขยับเข้าไปใกล้และกุมมือลูกสาวไว้แน่น น้ำตาไหลอาบแก้มอีกรอบ
“ใบข้าว....แม่เหลือแค่ลูกคนเดียวแล้วนะลูก” น้ำเสียงของนางจำปาสั่นเครือ
