บทที่ 6 6 เธอขอเสียสละเป็นผู้ถูกเลือก

 “เห็นแก่พ่อกับแม่ เห็นแก่ครอบครัวของเราสักครั้งได้ไหมลูก ถ้าลูกไม่ยอมแต่งงาน ครอบครัวเราได้ล้มละลายจนต้องไปนอนข้างถนนแน่ ๆ น้อง ๆ ก็จะไม่ได้เรียนต่อ ทำเพื่อครอบครัวเราสักครั้งนะใบข้าว”

คำพูดและสายตาอ้อนวอนของมารดาทำเอาปวรดาจุกจนพูดไม่ออก เธอหันไปมองหน้าพ่อที่นั่งก้มหน้าหมดสภาพ ความรับผิดชอบในฐานะพี่คนโตบีบบังคับให้เธอต้องแบกรับทุกอย่างไว้บนบ่า แม้ในใจจะประท้วงและหวาดกลัวอนาคตที่ไม่คุ้นเคย

“ก็ได้ค่ะแม่....ข้าวจะยอมแต่งงานเอง” ปวรดาตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความรู้สึกสับสนข้างใน

เพียงแค่คำตอบตกลงแผ่วเบานั้นหลุดออกจากปาก รอยยิ้มที่หายไปนานของชลัตก็หวนคืนกลับมาบนใบหน้าทันที แววตาของบิดากลับมามีความหวังอีกครั้ง ราวกับยกภูเขาออกจากอก ท่านเอื้อมมือมาแตะไหล่ลูกสาวคนโตด้วยความตื้นตันใจ ทีนี้ก็เหลือแค่รอคำตอบจากทางฝั่งวิริยปัญญาเท่านั้น ว่าพวกเขายังคงยินดีที่จะรับข้อเสนอ และยอมรับปวรดาไปเป็นสะใภ้เพื่อกู้วิกฤตให้ตระกูลนี้หรือไม่

เข็มทิศวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้สักเสียงดัง ก่อนจะเงยหน้ามองลูกชายเพียงคนเดียวที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยสายตานิ่งสนิท

“นั่งลงสินาวา....ป๊ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ตอนนี้แกมีแฟนหรือยัง?”

“ผมทำงานทุกวัน มีภารกิจให้จัดการแทบตลอดเวลา จะเอาเวลาไหนไปจีบสาวล่ะครับป๊า เรื่องปวดท้องเป็นยังไงบ้างครับป๊า?” นาวาถามเรื่องสุขภาพท่านอย่างใส่ใจ แต่ผู้เป็นพ่อยกมือห้าม สกลนคร

“อย่าเพิ่งใส่ใจเรื่องป่วยของป๊าเลย มันเป็นเรื่องปกติของคนแก่ มีโรคบ้างก็ธรรมดา” ท่านตอบปัดไม่ใส่ใจ “ป๊ามีเรื่องจะรบกวน ป๊าอยากให้แกแต่งงานกับลูกสาวเพื่อนป๊า”

นาวาชะงักมือทันที เขาสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะประสานมือไว้บนโต๊ะ ดวงตาคมกริบจ้องตอบผู้เป็นพ่ออย่างไม่เกรงกลัว

“ผมยังไม่อยากแต่งงาน ผมอยากทำงาน ผมเคยพูดไปชัดเจนแล้วนะครับป๊า ผมจะไม่แต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รักและผมจะไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิตคู่ของผมทั้งนั้น”

“ลื้ออย่ามางี่เง่าหน่อยเลยนาวา! นี่มันไม่ใช่เรื่องของลื้อคนเดียว แต่มันเป็นเรื่องของสัญญาที่ผู้ใหญ่เขาคุยกันไว้นานแล้ว เท่าที่ป๊าไปสืบดูลูกสาวบ้านนรินทร์พรรณเป็นคนดีทุกคน เพียบพร้อมเหมาะสมกับลื้อทุกอย่าง ลื้อจะปฏิเสธไปเพื่ออะไร!?” เข็มทิศตบโต๊ะเสียงดังลั่น

“ความเหมาะสมของป๊ามันคือการมัดมือชกผม! ถ้าการทำตามสัญญาของผู้ใหญ่ต้องแลกมาด้วยการเอาความสุขทั้งชีวิตของผม ผมไม่ยอมหรอกครับ นี่มันยุคสมัยไหนแล้วครับป๊า มันไม่ควรจับลูก ๆ มาคลุมถุงชนแล้วครับ” นาวาตอบกลับทันควัน เสียงแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ผมขอปฏิเสธครับ....ต่อให้ป๊าจะตัดผมออกจากตระกูลหรือหยิบยกเรื่องอะไรมาขู่ ผมก็ไม่มีวันแต่ง!”

เข็มทิศลุกขึ้นยืนจ้องหน้าลูกชายอย่างเอาเรื่อง บรรยากาศในห้องทำงานเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งคู่ นาวายังคงสบตาพ่อโดยไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว เข็มทิศถอนหายใจยาว พลางนั่งลงอีกครั้งเอนหลังพิงเก้าอี้ทำงานหนังแท้ เขามองลูกชายคนเดียวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความแข็งกร้าวเมื่อครู่กลายมาเป็นความหนักใจและโรยแรงอย่างเห็นได้ชัด

“นาวา....ลื้อฟังป๊าก่อน” เข็มทิศพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลง แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง “ที่ป๊าพูดถึงมันคือพันธะสัญญาระหว่างป๊ากับลุงชลัต เพื่อนรักเพียงคนเดียวของป๊าที่เคยช่วยเหลือป๊าไว้”

นาวาขมวดคิ้วแน่น ดวงตาคมยังคงฉายแววต่อต้าน

“สัญญาของรุ่นพ่อ....ก็น่าจะจบที่รุ่นพ่อสิครับ ทำไมต้องเอาชีวิตผมไปผูกไว้ด้วย”

“เพราะตอนนี้ครอบครัวนรินทร์พรรณกำลังตกที่นั่งลำบาก บริษัทของลุงชลัตถูกฟ้องร้องทรัพย์สินกำลังจะถูกยึด ถ้าลื้อไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยมีหวังลุงชลัตกับลูกสาวได้ไปนอนข้างถนนจริงแน่ ข่าวลือเรื่องหนี้สินมันเน่าเฟะจนไม่มีธนาคารไหนยอมปล่อยกู้แล้ว มีแค่การดองกันระหว่างสองตระกูลเราเท่านั้น ที่จะทำให้เหล่าเจ้าหนี้ยอมถอย” เข็มทิศตบโต๊ะเบา ๆ นัยน์ตาฉายแววความกังวลอย่างปิดไม่มิด

“แต่ผมไม่ได้รักเธอ ผมไม่รู้จัก...เงินที่เราเอาไปช่วยพ่อจะให้ยืมในนามของบริษัทเราก็ได้ ทำไมต้องใช้การแต่งงานของผมเป็นเครื่องมือ?” นาวาตอบกลับเสียงแข็งอย่างแยแส

“ถ้าให้กู้ตรง ๆ คณะกรรมการบริษัทเราไม่มีทางอนุมัติแน่ และเจ้าหนี้ของชลัตก็ไม่ยอมหยุดราวีหรอก!” เข็มทิศยันกายลุกขึ้นอีกครั้ง จ้องหน้านาวาก่อนจะยื่นข้อเสนอที่ทำให้ลูกชายชะงัก

“ป๊าไม่ได้จะบังคับให้แกอยู่กินกับลูกสาวของชลัตไปตลอดชีวิตหรอกนะ...” เข็มทิศเว้นจังหวะ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความอ้อนวอนอย่างไม่เคยทำมาก่อน

“ป๊าขอแค่สามปีเท่านั้น นาวา....แต่งงานหลอก ๆ แค่ในนามเพื่อย้ายทรัพย์สินและจัดโครงสร้างหนี้ให้ครอบครัวของนรินทร์พรรณพ้นวิกฤต”

เข็มทิศสบตาลูกชายอย่างจริงจัง ก่อนจะกล่าวต่อ

“ครบสามปีเมื่อไหร่ ถ้าลื้อยังยืนยันว่าไม่ได้รักเธอ และอยากจะหย่า ป๊าสัญญาว่าจะไม่คัดค้าน จะไม่รั้งแกไว้อีกเลยแม้แต่คำเดียว ถือว่าป๊าขอร้อง....ช่วยรักษาชีวิตและศักดิ์ศรีของเพื่อนรักป๊าสักครั้งได้ไหม”

คำขอร้องจากปากของผู้เป็นพ่อที่เคยยิ่งใหญ่ และไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ทำให้นาวานิ่งอึ้งไป ความแข็งกร้าวในดวงตาเริ่มสั่นคลอน สายตาของเขามองใบหน้าที่มีร่องรอยความกังวลของพ่ออย่างชั่งใจ ห้องทำงานตกอยู่ในความเงียบน่าอึดอัด นาวาสูดหายใจเข้าลึกอย่างกดดันก่อนจะกัดฟันพูดออกมาด้วยน้ำดสียงเรียบเย็นแต่ยอมจำนน

“แค่สามปีนะครับป๊า ครบกำหนดเมื่อไหร่ ผมจะเซ็นใบหย่าทันทีและป๊าต้องห้ามยุ่งกับชีวิตผมอีกเป็นอันขาด”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป