บทที่ 8 8 เสน่ห์ปลายจวัก

“ถ้าอย่างนั้น เรื่องวันเวลาและขั้นตอนพิธีหมั้น พิธีรดน้ำสังข์ เรามาลงรายละเอียดกันเลยดีไหมครับ....” ชลัตเสนอ

“ตระกูลวิริยปัญญามีเชื้อสายของคนจีนดิฉันอยากจัดงานตามประเพณีของเราค่ะ คุณจำปากับคุณชลัตว่ายังไงคะ” นางดาราถามอย่างเป็นต่อ นางจำปาหันไปมองหน้าลูกสาวเพื่อถามความเห็น

“ข้าวยังไงก็ได้ค่ะ”

“ดี ไม่เรื่องมาก” 

“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่คุณดาราต้องการก็ได้ค่ะ ทางเราไม่มีปัญหาอะไร ” จำปาจำใจยอมว่าตามทางวิริยปัญญาอย่างไม่มีทางเลือก

นรีพี่สาวคนโตของบ้านวิริยปัญญาเดินเข้ามาในห้องรับแขก สายตาของเธอปะทะเข้ากับปวรดา ว่าที่น้องสะใภ้ในชุดเรียบร้อย นรีชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะระบายยิ้มสดใสเดินเข้าไปทักทายอย่างเป็นกันเอง

“สวัสดีค่ะทุกคน ขอโทษที่มาช้าค่ะ นรีค่ะ เป็นพี่สาวของนาวา” นรียกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความนอบน้อม “นี่คือใบข้าวใช่ไหมคะ วันนี้ได้เจอตัวจริงซักที น่ารักกว่าในรูปอีก”

“สวัสดีค่ะพี่นรี” ปวรดายกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มหวาน

“นรีเขาอยู่บ้านถัดไปอีกหลังนะ เพิ่งแต่งงานออกเรือนไปไม่นานนี่เอง” เข็มทิศแนะนำลูกสาวให้เพื่อนกับภรรยาของเพื่อนรู้จัก

“อ่อ....ยินดีด้วยนะเข็มทิศ ลูก ๆ เป็นฝั่งเป็นฝากันหมดแล้ว” ชลัตแสดงความยินดีกับเพื่อนรัก

“ผู้ใหญ่เขาคุยเรื่องพิธีการกันยาวแน่ ๆ ไปช่วยพี่ในครัวเตรียมสำรับเย็นรอทุกคนกันดีกว่าจ้ะ” นรีหันไปมองแม่กับคุณอาจำปาที่กำลังดูปฏิทินวันมงคล ก่อนจะชวนปวรดาออกจากวงสนทนา

ปวรดายิ้มรับคำชวนอย่างกระตือรือร้นและเดินตามนรีเข้าไปในห้องครัวกว้างขวางของบ้านวิริยปัญญา นรีตั้งใจจะให้หญิงสาวช่วยแค่เด็ดผักหรือจัดจานง่าย ๆ เท่านั้น ทว่าปวรดากลับเอ่ยปากขอช่วยทำเมนูหลักอย่างแกงรัญจวนและผัดเปรี้ยวหวาน ด้วยท่าทางคล่องแคล่ว

ภายที่นรีเห็นตรงหน้าทำเอาเธอถึงกับทึ้ง หญิงสาววัยเพียงยี่สิบสองปี จับมีดแล่เนื้อและหยิบจับเครื่องปรุงรสไทยเดิมได้อย่างเด็ดขาด หยิบกะปิเคี่ยวกับกระเทียมพริกขี้หนูสดจนส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วครัว การโขลกพริกแกงด้วยครกหินดังกังวานเป็นจังหวะหนักแน่น ผิดกับภาพลักษณ์สาวสมัยใหม่ที่นรีจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง

“ใบข้าวทำอาหารไทยโบราณเก่งขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย! พี่นึกว่าเด็กสมัยนี้จะถนัดทำขนมเบเกอรี่ซะอีก แกงไทยรสจัดจ้านแบบนี้ คนรุ่นพี่บางคนยังยอมแพ้เลยนะ” นรีเอ่ยชมจากใจจริง ขณะมองปวรดาโรยใบโหระพาและพริกชี้ฟ้าแดงแต่งหน้าอย่างประณีต

“คุณแม่สอนให้ข้าวเข้าครัวตั้งแต่เด็กค่ะพี่นรี คุณแม่บอกว่าเรื่องงานบ้านงานเรือน รสมือการทำอาหารมันคือความใส่ใจที่คนในครอบครัวให้กันได้ค่ะ” ปวรดายิ้มเขิน ๆ ขณะเช็ดขอบถ้วยแกงให้สะอาด

นรีมองว่าที่น้องสะใภ้ด้วยสายตาเอ็นดูและประทับใจยิ่งกว่าเดิม น้องชายของเธอโชคดีเหลือเดินที่ได้ผู้หญิงทั้งน่ารัก มีกิริยามารยาทและเพียบพร้อมด้วยเสน่ห์ปลายจวักมาเป็นคู่ชีวิต

“อื้อ....อร่อย”

“จริง ๆ แล้วส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้คุณยายเลยค่ะพี่นรี” ปวรดายิ้มระบายออกมาเมื่อเห็นนรีชิมแกงรัญจวนฝีมือเธอ และอดนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กไม่ได้ แววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่น

“ตอนเด็ก ๆ ข้าวเคยไปอยู่กับคุณยายค่ะ ท่านเปิดร้านขายข้าวแกงอยู่ในตลาด ทุกวันหลังเลิกเรียนหรือวันหยุด ข้าวก็จะไปสิงอยู่ในครัวร้านคุณยายค่ะ คอยเป็นลูกมือหยิบจับโน่นนี่ ช่วยตั้งแต่โขลกพริกแกง เตรียมเครื่องแกง จนถึงช่วยตักแกงใส่ถุงขายให้ลูกค้า มันเลยกลายมาเป็นครูพักลักจำมาเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัวค่ะ”

นรีฟังแล้วพยักหน้าเข้าใจพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู

“มิน่าล่ะ ถึงหยิบจับอะไรก็ดูคล่องแคล่ว มีไหวพริบและรู้จังหวะไฟ จังหวะเครื่องปรุงไปหมด ที่แท้ก็มีแม่ครูฝีมือดีระดับเจ้าของร้านข้างแกงนี่เอง”

“คุณยายท่านพิถีพิถันมากค่ะ ท่านมักจะสอนเสมอว่า การทำอาหารขายหรือทำกินเองในครอบครัว หัวใจสำคัญมันเหมือนกันคือต้องใส่ความตั้งใจลงไปด้วย คนกินเขาชิมคำแรกเขาก็รู้แล้วว่าคนทำตั้งใจหรือทำส่งเดช” ปวรดาพูดพลางจัดเรียงผักสดพร้อมน้ำพริกหมูอย่างสวยงาม

คำพูดไร้การอวดอ้างแต่เปี่ยมไปด้วยความคิดความอ่านของหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ ยิ่งทำให้นรีชื่นชมในตัวว่าที่น้องสะใภ้คนนี้มากขึ้นไปอีก นรีมองภาพปวรดาที่กำลังเช็ดทำความสะอาดเคาน์เตอร์ครัวอย่างเรียบร้อย พลางคิดในใจว่า นาวาโชคดีจริง ๆ

เมื่อสำรับอาหารไทยโบราณถูกยกออกมาวางบนโต๊ะอาหาร กลิ่นหอมของแกงรัญจานและเครื่องเคียวก็ตลบอบอวลไปทั่วห้อง กลิ่นหอมของกะปิ พริขี้หนูสวนและใบโหระพา เรียกความสนใจจากทุกคนได้ทันที

“กลิ่นหอมเตะจมูกจริงเชียว” ชลัตเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเริ่มลงมือชิมเป็นคนแรก แม้จะรู้สึกคุ้นรสชาติ “รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม ไม่จัดจ้านเกินไป สมเป็นแกงรัญจวนตำรับโบราณจริง ๆ”

เข็มทิศตักแกงเข้าปากตาม แล้วถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ

“อร่อยมากครับ เปรี้ยว เค็ม หอมกะปิติดปลายลิ้นแบบนี้ หาชิมยากมากเลยนะเนี่ย”

นางดาราจิบน้ำแกงร้อน ๆ เข้าไปคำหนึ่ง ใบหน้าที่เคยเรียบสงบกลับปรากฏรอยยิ้มอิ่มเอมใจอย่างเห็นได้ชัด เธอหันไปทางนรีลูกสาวคนโตด้วยความภาคภูมิใจ

“นรี....ฝีมือพัฒนาขึ้นขนาดนี้เลยเหรอลูก? แอบไปเข้าคอร์สเรียนทำอาหารไทยตำรับชาววังที่ไหนมาหรือเปล่า วันนี้ทำกับข้าวอร่อยมาก แม่ประทับใจจริง ๆ” นางดาราถามพลางยิ้มเอ็นดูลูกสาว นรีหัวเราะร่าทันทีเมื่อเห็นว่าคุณแม่เข้าใจผิด เธอส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเฉลยความจริงพร้อมชี้ไปทางว่าที่น้องสะใภ้

“อาม้าเข้าใจผิดแล้วค่ะ อาหารบนโต๊ะนี้เป็นฝีมือของใบข้าว ทั้งนั้นเลยค่ะ นรีแค่เป็นลูกมือคอยช่วยหยิบจับนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป