บทที่ 9 9 อคติตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า

คำเฉลยของนรีทำเอานางดาราชะงักไปครู่หนึ่ง เธอมองหน้าปวรดาสลับกับถ้วยแกงรัญจวนตรงหน้าด้วยความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด สายตาที่มองหญิงสาววัยยี่สิบสองปี เปลี่ยนจากความเอ็นดูธรรมดาเป็นความทึ่งในฝีมือ

“จริงหรือคะคุณจำปา? นึกไม่ถึงเลยว่าเด็กสมัยนี้จะรสมือดี มีฝีมือการทำอาหารไทยโบราณได้ขนาดนี้ ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ จ้ะ” นางดาราหันไปถามแม่ของหญิงสาวก่อนจะหันกลับมามองปวรดาด้วยสายตาชื่นชม

ปวรดายกมือไหว้ขอบคุณด้วยรอยยิ้มเขินอาย แก้มสองข้างขึ้นสีระเรื่อใยขณะที่เข็มทิศมองหน้าว่าที่เจ้าสาวของลูกชายด้วยสายตาเปี่ยมสุขและภาคภูมิใจที่สุด

หลังจากรถยนต์ของตระกูลนรินทร์พรรณแล่นพ้นประตูรั้วบ้ายวิริยปัญญาไปได้ไม่นาน นาฬิกาเรือนใหญ่ในห้องโถงก็บอกเวลาสี่ทุ่มตรง เสียงเครื่องยนต์ซึ่งเป็นรถยนต์ของนาวา ดังขึ้นที่หน้าบ้าน สวนทางกับรถของชลัตที่เพิ่งขับออกไปอย่างพอดีเจาะจง

นาวาเดินเข้ามาในบ้านด้วยท่าทางนิ่งสงบ เขาวางกุญแจรถลงบนโต๊ะกลางห้องรับแขกที่เพิ่งผ่านการจัดเลี้ยงสำรับใหญ่ นรีที่กำลังช่วยแม่บ้านเก็บถ้วยน้ำชามองน้องชายด้วยสายตารู้ทัน เธอคลี่ยิ้มมีเลศนัยก่อนจะเอ่ยทักขึ้นมาก่อน

“คุณนาวามานั่นแล้วค่ะ” นกเป็นแม่บ้านประจำของบ้าน สะกิดแขนนรีให้รู้

“จังหวะเป๊ะเชียวนะสารวัตรนาวา...ขับรถสวนกับบ้านนู้นตอนสี่ทุ่มพ่อดี ตั้งใจหลบหน้ากันหรือเปล่าเนี่ย?” นรีเย้าพลางกอดอกมองน้องชาย นาวาเพียงแค่ยักไหล่เบา ๆ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แววตาเรียบเฉยตามนิสัยคนไม่ค่อยพูด

“จะบอกอะไรให้นะ วันนี้เสียดายแทนจริง ๆ ที่นายไม่ยอมอยู่เจอ น้องใบข้าว น่ารักมาก!.....กิริยามารยาทเรียบร้อย พูดจาก็เพราะ แถมฝีมือทำอาหารนี่ต้องยกนิ้วให้เลย อาม้าชมไม่หยุดปากเลย” นรีเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น นรีเว้นจังหวะมองปฏิกิริยาของน้องชายที่ยังคงสงบนิ่งแต่แอบฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะตบท้ายด้วยรอยยิ้มกว้าง

“ถ้านายได้เห็นหน้า ได้รู้จักน้องเขาจริง ๆ นะ เจ๊รับรองเลยว่านายจะต้องถูกใจแน่ ๆ อย่าเพิ่งรีบตั้งแง่กับงานแต่งครั้งนี้เลยนาวา”

ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินพี่สาวพูดถึงว่าที่เจ้าสาวยาวเหยียด แววตาคมฉายความรู้สึกบางอย่างออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามสไตล์

“เจ๊นรีก็พูดเกินไปครับ...ผมแค่ติดงานจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะหลบหน้าใครสักหน่อย” แม้ปากจะปฏิเสธ แต่ในใจของชายหนุ่มกลับเริ่มเกิดความสงสัยในตัวปวรดา หญิงสาวที่ทำให้ทั้งคุณแม่และพี่สาวของเขาประทับใจได้ตั้งแต่วันแรกที่พบ

คำพูดยกยอปอปั้นของพี่สาวไม่ได้เข้าถึงความรู้สึกของนาวาเลยสักนิด ชายหนุ่มเหยียดยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก แววตาคมกริบฉายความเย็นชาและสมเพชออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง

“ดีขนาดนั้นเลยเหรอครับ...แต่สำหรับผม ผู้หญิงที่ยอมให้ผู้ใหญ่จับใส่พานถวายให้ใครก็ไม่รู้แต่งงานด้วย โดยไม่แม้แต่จะปฏิเสธมันไม่ได้เรียกว่าน่ารัก เหรอครับเจ๊” นาวาเอ่ยเสียงเรียบ นัยน์ตาทอดมองไปยังถ้วยชาที่ยังวางค้างอยู่บนโต๊ะรับแขก นรีชะงักไปเล็กน้อยกับน้ำเสียงกดต่ำของน้องชาย

“เขาเรียกว่าอ่อนแอ....หัวอ่อน....แล้วก็พร้อมจะทำทุกอย่างตามที่ครอบครัวสั่ง บ้านนรินทร์พรรณกำลังประสบปัญหาทางการเงิน ใคร ๆ ก็รู้การที่ส่งลูกสาวมาแต่งงานกับตระกูลเรามันก็แค่วิธีเอาตัวรอดลัด ๆ วิธีหนึ่งเท่านั้นเอง” นาวาก้าวขาไปหยุดลงที่หน้าต่างใหญ่ มองออกไปทางประตูรั้วหน้าบ้าน

“นาวา! ทำไมพูดถึงน้องแบบนั้น ใบข้าวที่เจ๊เห็นไม่ใช่คนแบบนั้นเลยนะ นายยังไม่ได้คุยกับเขาเลยสักคำ อย่าเพิ่งไปตัดสินใครจากอคติจตัวเองสิ” นรีขมวดคิ้ว ติติงน้องชายด้วยความไม่พอใจ

“คนเรามันมองกันออกตั้งแต่วิธีการเลือกเดินแล้วครับ ถ้าเธอมีเกียรติและรักศักดิ์ศรีจริง เธอต้องปฏิเสธงานแต่งไร้ความรักครั้งนี้ไปแล้วครับ ไม่ใช่นั่งพับเพียบทำตัวเป็นลูกสาวแสนดี เข้าครัวเอาใจผู้ใหญ่เพื่อแลกกับเงินถุงเงินถังของบ้านเรา” นาวาหันกลับมาสบตาพี่สาว แววตามั่นคงและแข็งกร้าว ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกสองเม็ดด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย

“ผมจะแต่งให้ตามหน้าที่ อาป๊ากับคุณลงชลัตตกลงกันไว้ แต่เจ๊ไม่ต้องมาคาดหวังว่าผมจะไปพิศวาสหรือหลงรูปร่างหน้าตา เสน่ห์ปลายจวักอะไรนั่น เพราะสำหรับผม....เธอก็แค่สินค้าชิ้นหนึ่งที่บ้านนรินทร์พรรณเอามาเสนอขายให้เราเท่านั้นแหละครับ”

พูดจบนาวาก็หมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนตนเองทันที ทิ้งให้นรีมองตามหลังน้องชายไปด้วยความหนักใจ เธอรู้ดีว่าความอคติและกำแพงในใจของนาวาสูงลิ่ว และคนที่ต้องรับศึกหนักหลังจากนี้ ก็คงหนีไม่พ้นปวรดาอย่างแน่นอน

ฤกษ์งามวันแต่งงานถูกกำหนดไว้อย่างรวดเร็วตามความเห็นชอบของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ พิธีการสำคัญก็ถูกจุดขึ้นอย่างสมเกียรติ แต่ปัญหาใหญ่ตกมาอยู่ที่ตัวเจ้าบ่าว

“ลื้อต้องไปลองชุดกับอาใบข้าววันนี้ นาวา! ชุดงานเช้ากับชุดงานเย็นต้องฟิตติ้งอย่างประณีต ช่างเขาขอคิวไว้แล้ว ลื้อจะเบี้ยวไม่ได้” นางดาราเอ่ยเสียงแข็งใส่ลูกชาย ขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเช้า

นาวาปัดนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นมาดูพลางยกกาแฟดำขึ้นจิบด้วยท่าทีเย็นชา ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งความตื่นเต้นใด ๆ กับงานสำคัญที่กำลังจะมาถึง

“ผมติดภารกิจครับอาม้า ทั้งวันด้วยครับ ช่างวัดไซส์ผมไปแล้วก็ตัดตามนั้นได้เลย ไม่เห็นต้องเสียเวลาไปนั่งเฝ้าใคร อีกอย่าง...แค่ลองชุด จะต้องพิถีพิถันอะไรขนาดนั้น” นาวาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูงให้เข้าที่

“นาวา ลูกหยุดงานสองเดือนไม่ใช่เหรอ ทำไมยังต้องไปทำงานอีก” นางดาราถามอย่างใจเย็น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป