บทที่ 4 กรงขังที่ไร้ทางออก
กรงขังที่ไร้ทางออก
เพนต์เฮาส์หรูชั้นสูงสุดใจกลางเมืองหลวงที่เคยดูโอ่อ่าในสายตาคนนอก บัดนี้กลับกลายเป็นกรงขังที่หนาวเหน็บที่สุดในชีวิตของพระพาย แสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างระยิบระยับราวกับเพชรพลอยที่ถูกโปรยทิ้งไว้บนกำมะหยี่สีดำ แต่มันไม่ได้ช่วยให้หัวใจที่แตกสลายของหญิงสาวรู้สึกดีขึ้นมาได้เลย
พระพายยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงกว้าง ร่างบางในชุดเดรสซาตินสีขาวบริสุทธิ์ดูเปราะบางราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงอบอวลไปทั่วห้อง แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกคลื่นเหียนเมื่อนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของที่นี่
“ยืนบื้ออยู่ทำไม ฉันบอกให้มานี่” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเตโชดังขึ้นจากโซฟาหนังตัวยาว
เขานั่งไขว่ห้างอย่างสงบนิ่ง ในมือมีแก้วไวน์แดงที่ถูกแกว่งไปมาอย่างช้าๆ สายตาคมกริบจ้องมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตานั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและแรงแค้นที่สุมทรวงมานานนับสิบปี
พระพายสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพาสองขาที่สั่นเทาก้าวเข้าไปหาเขา
“คุณต้องการอะไรจากฉันอีกคะ ในเมื่อฉันก็ยอมมาที่นี่ตามที่คุณต้องการแล้ว”
“ยอมงั้นเหรอ” เตโชแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่ฟังดูเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ
“เธอไม่ได้ยอมหรอกพระพาย แต่เธอจำนนต่ออำนาจเงินของฉันต่างหาก อย่าพยายามสร้างภาพลักษณ์นางเอกผู้น่าสงสารหน่อยเลย มันดูปลอมซะจนฉันอยากจะอาเจียน”
“ฉันไม่ได้สร้างภาพ” พระพายเผลอตัวตวาดกลับ ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความโกรธ
“ฉันทำเพื่อแม่เพื่อลมหายใจของคนที่ฉันรักที่สุด คุณจะดูถูกฉันยังไงก็ได้ แต่อย่ามากล่าวหาความกตัญญูของฉัน”
เตโชลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่าทางของเขาสุขุมทว่าทรงพลังจนบรรยากาศรอบข้างดูอึดอัดขึ้นมาทันที เขาก้าวเท้าเข้าหาเธอช้าๆ จนพระพายต้องก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว แต่แผ่นหลังของเธอกลับไปชนเข้ากับผนังเย็นเฉียบ
“ความกตัญญูที่แลกมาด้วยการขายตัวน่ะเหรอ” เขาโน้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหู กลิ่นไวน์จางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมบุรุษทำให้เธอขนลุกซู่
“ฉันไม่ได้ขายตัว” พระพายยังคงต่อปากต่อคำกับเขา
“สิบปีก่อนเธอคงนึกไม่ถึงสินะ ว่าคุณหนูวรโชติเมธีผู้สูงส่ง จะต้องมาตกต่ำถึงขั้นต้องยอมเป็นสมบัติของคนชั้นต่ำอย่างฉัน”
“หยุดพูดถึงเรื่องสิบปีก่อนซะที! ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจำไม่ได้” พระพายตะคอกกลับทั้งน้ำตา
“ถ้าฉันเคยทำอะไรให้คุณเจ็บช้ำน้ำใจขนาดนั้น ฉันก็ขอโทษขอโทษจากใจจริงแต่มันจำเป็นต้องทำลายชีวิตกันขนาดนี้เลยเหรอ”
มือหนาของเตโชเอื้อมมาบีบคางมน บังคับให้เธอสบตากับเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แรงบีบมหาศาลทำให้เธอต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“คำขอโทษมันง่ายไปพระพาย ง่ายเกินไปสำหรับความตายของพ่อฉันและความล่มสลายของครอบครัวฉันในตอนนั้น” แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความแค้น
“เธอฉีกนามบัตรของพ่อฉันทิ้งกลางงานเลี้ยงต่อหน้าผู้คนนับร้อย แล้วบอกว่าคนอย่างเราไม่มีค่าพอจะหายใจร่วมอากาศเดียวกับเธอ จำได้หรือยัง”
พระพายชะงักไป ความทรงจำบางอย่างเริ่มผุดขึ้นมาเลือนลาง ภาพเด็กสาวที่ถือร่มท่ามกลางสายฝน และเด็กหนุ่มที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า แต่ความจริงในใจเธอตอนนั้นกลับไม่ใช่ความเกลียดชังอย่างที่เขาเข้าใจ
“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะคุณฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น” เธอพยายามจะอธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เงียบ” เตโชตวาดลั่นจนห้องทั้งห้องเงียบสนิท
“ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวพล่อยๆ ของเธออีกแล้ว หน้าที่ของเธอต่อจากนี้คือรับรสชาติความเจ็บปวดที่ฉันเคยเจอ กรงขังแห่งนี้จะเป็นนรกที่สวยงามที่สุดสำหรับเธอ”
เขาสะบัดมือออกจากการบีบคางเธออย่างแรงจนพระพายเซไปปะทะกับขอบโต๊ะ เตโชเดินกลับไปหยิบเช็คเงินสดที่ถูกฉีกทิ้งเป็นเศษเล็กเศษน้อยขึ้นมาโปรยลงบนหัวของเธอราวกับหิมะที่หนาวเหน็บ
“เงินห้าแสนนั่น มันหมดอายุไปแล้วพร้อมกับความอดทนของฉัน” เขาประกาศด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ต่อจากนี้ไปเธอต้องหาเงินค่ารักษาแม่มาแลกกับงานที่ฉันจะมอบให้ ซึ่งฉันรับประกันว่ามันจะหนักหนาสาหัสกว่าการชงเหล้าในคลับนั่นหลายเท่าตัว”
“งานอะไร” พระพายถามด้วยความระแวง
“พรุ่งนี้แปดโมงเช้า เตรียมตัวเข้าบริษัทในฐานะเลขาส่วนตัวของฉัน” เตโชกระตุกยิ้มร้าย
“แต่จำไว้ว่านั่นคืองานบังหน้า เพราะงานจริงๆ ของเธอคือการรองรับอารมณ์ของฉันในฐานะ สมบัติที่ฉันจะเรียกใช้ตอนไหนและที่ไหนก็ได้”
พระพายทรุดตัวลงกับพื้นห้อง กอดตัวเองไว้แน่นท่ามกลางเศษเช็คที่กระจัดกระจาย เธอสะอื้นฮักจนตัวสั่นไหว ความรู้สึกไร้หนทางต่อสู้นั้นบีบคั้นจนเธออยากจะหายไปจากโลกนี้ แต่ใบหน้าของแม่ที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงคนไข้กลับผุดขึ้นมาในมโนภาพ เป็นแรงผลักดันเดียวที่ทำให้เธอต้องกัดฟันสู้ต่อ
“ได้ฉันจะทำ” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวขึ้นแม้จะยังสั่นเครือ
“ฉันจะทำทุกอย่างตามที่คุณสั่ง ขอแค่คุณรักษาคำพูดว่าจะไม่ยุ่งกับแม่ของฉัน”
เตโชจ้องมองท่าทางอวดดีที่ยังหลงเหลืออยู่ในแววตาของเธอแล้วรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เขาก้าวเข้าไปหาเธออีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้รุนแรงแต่กลับช้อนร่างบางขึ้นมาในอ้อมแขนอย่างกะทันหัน
“ว้าย!!! ปล่อยนะคุณจะทำอะไร” พระพายดิ้นรนด้วยความตกใจ
“ไปอาบน้ำซะ ฉันเกลียดกลิ่นคลับที่ติดตัวเธอ” เขาพูดสั้นๆ ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังห้องนอนใหญ่โดยไม่ฟังเสียงประท้วง
ภายในห้องนอนที่กว้างขวางและดูอ้างว้าง เตโชวางเธอลงบนเตียงคิงไซส์ราคาแพง เขายืนจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง แววตาคมกริบนั้นดูสับสนระหว่างความโกรธแค้นและความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้
“อย่าคิดจะหนี เพราะที่นี่มีระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่นกว่าที่เธอคิด และที่สำคัญลมหายใจของแม่เธออยู่ในมือฉัน” เขาตอกย้ำความจริงที่แสนเจ็บปวดอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
พระพายนอนนิ่งอยู่บนเตียง น้ำตาไหลอาบแก้มจนเปียกหมอน เธอหลับตาลงพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย กรงขังได้ปิดตายลงแล้ว และพรุ่งนี้เช้านรกขุมใหม่ในคราบของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศกำลังรอคอยเธออยู่
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงดาวที่เคยสวยงามดูหม่นหมองลงทันตา ‘แม่คะพายจะสู้เพื่อแม่นะ’ เธอพร่ำบอกตัวเองในใจซ้ำๆ เพื่อไม่ให้จิตวิญญาณของตัวเองต้องแตกสลายไปเสียก่อนที่จะถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
