บทที่ 11 11
"ต่อให้ฉันเอาสมุดเล่มนี้ไปให้เขาดู เขาก็คงไม่หยุดทรมานฉันอยู่ดี... ในเมื่อเขาตั้งใจใช้ฉันเป็นกระสอบทรายตั้งแต่แรก"
ฟ้าลดาแค่นยิ้มหยันให้กับชะตากรรมของตัวเอง มือเล็กเอื้อมไปหยิบสมุดปกดำขึ้นมาปัดฝุ่นอย่างทะนุถนอม เธอปาดน้ำตาทิ้ง แววตาที่เคยหวาดผวาและอ่อนแอพลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเย็นชาและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอตัดสินใจยัดสมุดบันทึกเล่มนั้นซ่อนไว้ในร่มผ้าตรงหน้าอกของตัวเองอย่างมิดชิดที่สุด นี่คือไพ่ตายชิ้นสำคัญ... ไพ่ที่จะใช้ฉีกหน้ากากของดลยา และใช้ปลดแอกตัวเองออกจากกรงขังแห่งนี้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม!
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงกลางดึก...
แกร่ก... ครืดดดด!
เสียงปลดล็อกกลอนเหล็กและเสียงประตูไม้ที่ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงดังสนั่น แสงไฟสว่างโรจน์จากไฟฉายกระบอกใหญ่สาดส่องเข้ามาในความมืดจนฟ้าลดาต้องหยีตาหลบ ร่างสูงใหญ่ของอัครินทร์ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูราวกับมัจจุราชที่มาทวงวิญญาณ
ในมือของเขามีจานพลาสติกเก่าๆ ที่บรรจุข้าวสวยคลุกกับเศษกับข้าวเหลือทิ้ง ชายหนุ่มกวาดสายตามองหาร่างบาง ก่อนจะแสยะยิ้มเมื่อเห็นเธอนั่งนิ่งอยู่มุมห้อง
เคร้ง!
จานข้าวถูกโยนลงบนพื้นปูนอย่างแรงจนเศษอาหารกระเด็นหกเลอะเทอะ ห่างจากจุดที่ฟ้าลดานั่งอยู่เพียงไม่กี่ก้าว
"หิวล่ะสิ... วันทั้งวันไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยนี่" น้ำเสียงของอัครินทร์เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและสะใจ "ฉันใจดีอุตส่าห์เอาเศษอาหารมาให้ คลานเข้ามากินสิฟ้าลดา... อ้อนวอนฉัน ร้องไห้ขอความเมตตาจากฉัน แล้วฉันอาจจะยอมให้เธอได้ดื่มน้ำสักอึก"
อัครินทร์กอดอก รอคอยที่จะเห็นภาพผู้หญิงอวดดีคนนี้คุกเข่าคลานเข้ามากินเศษอาหารอย่างสมเพช รอคอยที่จะได้ยินเสียงสะอื้นไห้และคำขอโทษจากเธอ
ทว่า... สิ่งที่เขาได้รับกลับผิดคาดอย่างสิ้นเชิง
ฟ้าลดาไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้พุ่งตัวเข้าหาอาหารประทังชีวิต และไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัวเขาเหมือนเมื่อตอนกลางวัน หญิงสาวค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะโอนเอนเพราะพิษไข้ แต่เธอก็ฝืนหยัดยืนจนแผ่นหลังตั้งตรง
เธอก้มลงมองเศษอาหารบนพื้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบของอัครินทร์
แววตาของฟ้าลดาในวินาทีนี้... มันนิ่งสนิท เย็นเยียบ และว่างเปล่าเสียจนคนมองถึงกับชะงัก มันไม่ใช่สายตาของเหยื่อที่กำลังหวาดผวา แต่มันคือสายตาของคนที่ตายไปแล้วจากความรู้สึกทั้งปวง
"ฉันไม่หิวค่ะ..." น้ำเสียงของเธอราบเรียบไร้ระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนก "ขอบคุณสำหรับความเมตตาอันแสนต่ำต้อยของคุณนะคะ... คุณอัครินทร์"
"ฟ้าลดา!"
อัครินทร์กัดฟันกรอด ความหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาในอกอย่างรุนแรง เขาเกลียดสายตาแบบนี้ เกลียดที่เธอไม่ยอมสยบแทบเท้าเขา!
"อยากลองดีนักใช่ไหม! คิดว่าท่าทางอวดเก่งแบบนี้จะทำให้ฉันใจอ่อนงั้นเหรอ?" ชายหนุ่มก้าวพรวดเดียวเข้าไปประชิดตัว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนบอบบางแล้วบีบแน่นจนกระดูกแทบแหลก
ฟ้าลดาไม่ได้ดิ้นรนหรือสะบัดหนี เธอยอมปล่อยให้เขาบีบแขนจนช้ำ มุมปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย... เป็นรอยยิ้มที่แสนจะเยือกเย็นและดูแคลนผู้ชายตรงหน้าอย่างสุดซึ้ง
"คุณจะทำอะไรฉันก็เชิญเถอะค่ะ..." เธอเอียงคอเล็กน้อย จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังลุกเป็นไฟของเขา "แต่จงจำเอาไว้ให้ดีนะคะ... ว่าคนที่น่าสมเพชที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่ฉัน... แต่เป็นผู้ชายโง่ๆ ที่หลงเชื่อคำปั่นหัวของฆาตกรต่างหากล่ะคะ"
"เธอหมายความว่ายังไง!"
อัครินทร์ตวาดลั่น หัวใจกระตุกวูบกับคำว่า ‘ฆาตกร’ ที่หลุดออกจากปากของผู้หญิงที่เขาตราหน้าว่าไร้ค่า ท่าทางมั่นใจและสายตาที่แฝงไปด้วยความลับของฟ้าลดา ทำให้อำนาจและความเย่อหยิ่งของมัจจุราชหนุ่มเริ่มสั่นคลอน
ทว่า ยังไม่ทันที่ฟ้าลดาจะได้เอื้อนเอ่ยประโยคใดต่อ ร่างกายที่ฝืนทนต่อพิษไข้มาตลอดทั้งวันก็ถึงคราวประท้วงขีดสุด ดวงตากลมโตที่เคยวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยวพลันพร่าเลือน โลกทั้งใบหมุนคว้างราวกับลูกข่าง ความหนาวเหน็บกัดกินเข้าไปถึงกระดูกจนริมฝีปากบางซีดเผือด
"ฉัน..." ฟ้าลดาเค้นเสียงได้เพียงแค่นั้น ก่อนที่เรี่ยวแรงทั้งหมดจะสูญสิ้น ร่างบางเอนซบทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นปูนที่เย็นเฉียบราวกับใบไม้ร่วง
"ฟ้าลดา!"
อัครินทร์เบิกตากว้าง สัญชาตญาณความไวทำให้เขาพุ่งถลันเข้าไปรับร่างที่กำลังจะกระแทกพื้นไว้ได้ทันท่วงที ทันทีที่ฝ่ามือหนาสัมผัสโดนผิวเนื้อของเธอ ชายหนุ่มก็ต้องสะดุ้งเฮือก
ร้อน... ร้อนราวกับไฟกัลป์!
"ฟ้าลดา! ลืมตาสิฟ้าลดา!" เขาตบพวงแก้มใสเบาๆ เพื่อเรียกสติ แต่มือเล็กของเธอกลับปัดป่ายสะเปะสะปะไปที่หน้าอกของตัวเองราวกับหวงแหนบางสิ่งไว้แน่น พร้อมกับเสียงครางเครือไม่ได้ศัพท์
