บทที่ 9 9
ปัง!
อัครินทร์ถีบประตูไม้ผุๆ เปิดออกอย่างแรง ก่อนจะเหวี่ยงร่างบางของฟ้าลดาเข้าไปในห้องนอนเก็บของนั้นอย่างโหดร้าย ร่างของเธอไถลไปกับพื้นปูนที่หยาบกร้าน ผิวเนียนละเอียดถลอกจนได้เลือด ความเจ็บปวดร้าวลึกแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
"โอ๊ย!" ฟ้าลดาครางออกมาด้วยความเจ็บปวด เธอพยายามพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงผนังห้องที่เย็นเยียบ
ฟิ้ว! ตุ้บ!
โทรศัพท์มือถือราคาแพงของอัครินทร์ถูกโยนลงมากระแทกกับพื้นซีเมนต์ตรงหน้าเธอ หน้าจอที่สว่างโรจน์ปรากฏภาพที่ดลยาส่งมาใส่ร้ายเธอเด่นชัดในความมืด
"ลืมตาดูผลงานความร่านของตัวเองซะฟ้าลดา!" อัครินทร์ยืนค้ำหัวเธอ แววตาของเขาเย็นชาและเหี้ยมเกรียม "ในเมื่ออยากมีผัวจนตัวสั่น วางแผนสวมเขาให้ฉันเพื่อเอาเงินไปประเคนชู้รัก... เธอก็ไม่สมควรได้รับการปฏิบัติเหมือนมนุษย์ในบ้านหลังนี้อีกต่อไป!"
ฟ้าลดาปรายตามองภาพในจอโทรศัพท์ ดวงตากลมโตสั่นระริกเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพของเธอกับพชร เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิตที่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอด ภาพกอดและภาพลูบหัวที่ถูกตัดต่อและจัดฉากให้ออกมาดูชู้สาวอย่างจงใจ
หญิงสาวหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเองและสมเพชชายตรงหน้า
"หึ... แค่รูปตัดต่อโง่ๆ ที่ดลยาส่งมาปั่นหัว คุณก็เชื่อเป็นตุเป็นตะแล้วเหรอคะ?" ฟ้าลดาเงยหน้าขึ้นสบสายตาที่ลุกเป็นไฟของเขา "คุณอัครินทร์... คุณนี่มันทั้งโง่ ทั้งหูเบา สมแล้วที่โดนพี่สาวฉันปั่นหัวเล่นเหมือนคนโง่!"
"ฟ้าลดา! เธออยากตายนักใช่ไหม!"
อัครินทร์ถลันเข้าไปบีบคอขาวผ่องของเธออย่างแรงจนแผ่นหลังบางกระแทกกับผนังห้อง ฟ้าลดาเบิกตากว้างเพราะขาดอากาศหายใจ แต่ในแววตาของเธอยังคงจ้องมองเขาด้วยความท้าทายและดูแคลนอย่างไม่เกรงกลัว
"ฆ่า... ฆ่าฉันสิ..." เธอพยายามเค้นเสียงผ่านลำคอที่ถูกบีบแน่น "ถ้าฉันตาย... คุณ... คุณก็จะไม่เหลือใครให้ระบายแค้นอีก..."
คำพูดกระแทกใจดำทำให้อัครินทร์มือสั่นสะท้าน ชายหนุ่มสะบัดมือออกราวกับขยะแขยง ร่างของฟ้าลดาซบลงกับพื้น หอบหายใจโกยเอาอากาศเข้าปอดอย่างยากลำบาก
"ฉันไม่ฆ่าเธอให้เสียมือหรอก..." อัครินทร์ถอยหลังออกไปช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลากลับมาเย็นเยียบไร้ความรู้สึก "แต่นับจากวินาทีนี้ไป คุกมืดแห่งนี้จะเป็นที่ซุกหัวนอนของเธอ! ห้ามใครเอาข้าวเอาน้ำมาให้เธอเด็ดขาด ถ้าเธออยากรอด... ก็จงอ้อนวอนขอเศษอาหารจากฉันซะ"
พูดจบ ร่างสูงใหญ่ก็หมุนตัวเดินออกจากห้องเก็บของไปทันที พร้อมกับเสียงประตูกระชากปิดและเสียงลงกลอนเหล็กหนาแน่นจากด้านนอกตอกย้ำอิสรภาพที่สูญสิ้น
ปัง!!! แกร๊ก...
ความมืดมิดและหนาวเหน็บเข้ากัดกินรอบกาย ฟ้าลดาขดตัวนอนราบไปกับพื้นซีเมนต์ที่เย็นเยียบ หยาดน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้บัดนี้ไหลรินลงมาอาบสองแก้มอย่างเงียบเชียบ
หญิงสาวหลับตาลงพร้อมกับสติที่เริ่มเลือนรางท่ามกลางความมืดมิดและพิษไข้ที่กำลังกลับมารุมเร้าเธออีกครั้งในกรงขังของคนไร้ค่าแห่งนี้
ความมืดมิดและหนาวเหน็บกัดกินเข้าไปถึงกระดูก ภายในห้องเก็บของเก่าท้ายคฤหาสน์ที่ถูกทิ้งร้าง กลิ่นอับชื้นของเชื้อราและฝุ่นละอองลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ ไม่มีแสงสว่างเล็ดลอดเข้ามาแม้แต่หยดเดียว มีเพียงเสียงลมพายุที่พัดกรรโชกอยู่ด้านนอกเท่านั้นที่คอยเป็นเพื่อนร่วมห้องในคุกมืดแห่งนี้
ร่างบางของฟ้าลดาขดตัวคู้เข้าหากันบนพื้นซีเมนต์ที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง เธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว พิษไข้ที่เคยลดลงไปบ้างแล้วบัดนี้กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดร้าวระบมจากบาดแผลที่หลังมือและรอยถลอกตามร่างกายคอยย้ำเตือนถึงความโหดร้ายอัครินทร์
"อึก... หนาว..."
หญิงสาวครางเครือออกมาผ่านริมฝีปากที่แห้งแตก สองแขนเรียวกอดรัดตัวเองแน่น สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งให้เธอต้องขยับตัวหาที่ซุกซ่อนเพื่อหลบเลี่ยงลมหนาวที่พัดลอดเข้ามาทางช่องลมแตกๆ ด้านบน
ฟ้าลดาพยุงร่างที่ไร้เรี่ยวแรง คลานเข่าไปตามพื้นปูนอย่างสะเปะสะปะในความมืด สองมือคลำปัดป่ายไปตามพื้นจนกระแทกเข้ากับกองลังกระดาษและซากตู้ไม้เก่าๆ ที่ผุพัง เธอพาร่างของตัวเองเข้าไปซุกอยู่ตรงซอกตู้ไม้นั้น หวังเพียงให้มันช่วยบังทิศทางลมได้บ้าง
แกร่ก...
ในขณะที่เธอกำลังขยับตัวเพื่อหาท่าที่สบายที่สุด มือเล็กที่วางทาบอยู่บนพื้นไม้ผุๆ ของฐานตู้ก็สัมผัสเข้ากับความผิดปกติบางอย่าง แผ่นไม้กระดานตรงนั้นมันเผยออ้าออกคล้ายกับถูกงัดและปิดกลับเข้าไปอย่างลวกๆ
ด้วยความสงสัย ฟ้าลดาจึงออกแรงดึงแผ่นไม้กระดานที่ผุพังนั้นออกอย่างระมัดระวัง
