บทที่ 1 คนแปลกหน้ากลางสายฝน

สายฝนต้นฤดูของกรุงเทพมหานครกระหน่ำลงมาราวกับฟ้าถล่ม ไร้ซึ่งความปรานีหรือมารยาทใดทั้งสิ้น ละอองน้ำสาดซัดกระทบชายคาทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าดังสะท้อนก้อง แสงไฟท้ายรถยนต์บนท้องถนนเบื้องล่างพร่าเลือนจนสะท้อนเป็นริ้วคลื่นสีแดงชาดบนพื้นแอ่งน้ำ แถวการจราจรติดขัดยาวเหยียดไร้จุดสิ้นสุด ขณะที่ผู้คนรอบกายต่างก้มหน้าสาวเท้าหนีความเปียกชื้นอย่างเร่งร้อน

ธีรัช อัครเดช ยืนนิ่งอยู่ใต้เงาชายคา กระเป๋าเดินทางสองใบวางแนบข้างตัว

เขาเพิ่งพาตัวเองแตะแผ่นดินเกิดได้ไม่กี่ชั่วโมง เที่ยวบินล่าช้า กระเป๋าเดินทางเลื่อนผ่านสายพานช้ากว่ากำหนด และในยามนี้ พาหนะที่กดเรียกผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือก็เพิ่งแจ้งยกเลิกเป็นหนที่สี่ แบตเตอรี่มุมจอเหลือเพียงสิบสองเปอร์เซ็นต์อันน้อยนิด

สำหรับคนที่จากบ้านเกิดเมืองนอนไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนเสียนานหลายปี ธีรัชเคยคิดว่าตนเองคงจะมีความรู้สึกคิดถึงกรุงเทพฯ มากกว่านี้ หากแต่ในนาทีที่เนื้อผ้าฝ้ายตรงหัวไหล่เริ่มเปียกชื้นและลู่ติดผิวเพราะแรงลมพัดละอองน้ำ สิ่งเดียวที่ปรากฏในสำนึกกลับมีเพียงเตียงนอนหนานุ่มกับการได้ปลดเปลื้องความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนาน

หน้าจอสว่างวาบขึ้นอีกครั้งพร้อมคำแจ้งเตือนเดิม คนขับยกเลิกการเดินทาง

ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลงครู่หนึ่ง ระบายลมหายใจยาวก่อนจะกดเรียกรถใหม่อย่างใจเย็น นี่เป็นความพยายามครั้งที่ห้าของค่ำคืน

"ต้อนรับกันได้อบอุ่นดีจริงๆ" เขาพึมพำกับความเงียบงัน

ชายหนุ่มในวัยยี่สิบแปดปีเอื้อมมือขึ้นคลายปมเนกไทให้หลวมลง เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นท่อนแขนแกร่ง กลุ่มผมสีดำสนิทที่เคยหวีเสยเรียบร้อยเริ่มตกลงมาระระบายหน้าผากเพราะไอชื้นรอบกาย ห้าปีเต็มในดินแดนยุโรปไม่ได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนลุ่มหลงความหรูหรา ธีรัชยังคงคุ้นชินกับเสื้อผ้าสีเรียบ กระเป๋าเดินทางใบเก่าที่เน้นการใช้งาน และเครื่องมือสื่อสารที่ผ่านกาลเวลามานานปี

คำว่านักเรียนทุนติดตัวเขามาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ทุนเรียนดี ทุนปริญญาโท ต่อเนื่องมาจนถึงทุนปริญญาเอกต่างประเทศ และในค่ำคืนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องนำองค์ความรู้เหล่านั้นกลับมาชดใช้ด้วยบทบาทอาจารย์ประจำตามสัญญา ใครต่อใครอาจมองว่าการผูกมัดตัวเองกับการสอนหนังสือคือภาระอันหนักอึ้ง แต่สำหรับธีรัช สิ่งเหล่านั้นคือความภาคภูมิใจอันบริสุทธิ์ ทุกหยาดเหงื่อสร้างขึ้นด้วยความสามารถของตนเอง ปราศจากรอยประทับจากเงินตราของบิดา

เสียงล้อรถบดผิวน้ำที่เจิ่งนองชะลอลงช้าๆ ธีรัชไม่ได้ปรายตามอง จนกระทั่งรถเก๋งซีดานสีขาวคันหรูหยุดนิ่ง ไฟถอยสีแดงสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด ก่อนตัวรถจะถอยกลับมาเทียบตรงหน้าเขาอย่างนุ่มนวล

กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงช้าๆ เผยให้เห็นดวงหน้าของสตรีผู้หนึ่งท่ามกลางม่านฝนพรำ

"คุณคะ"

ธีรัชหยุดสายตาไว้ที่เธอ

หญิงสาวตรงหน้าน่าจะมีวัยเพียงยี่สิบต้นๆ เรือนผมสีน้ำตาลเข้มถูกรวบขึ้นลวกๆ ทิ้งปอยผมเปียกชื้นให้ตกลงมาคลอเคลียข้างแก้ม แม้จะสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีอ่อนตัวหลวมกับกางเกงยีนธรรมดา หากแต่แววประกายและรสนิยมที่แฝงอยู่บนเรือนร่างกลับฟ้องชัดว่าเธอเติบโตมาในโลกที่พรั่งพร้อมเพียงใด ดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้นทอดมองเขาผ่านกรอบหน้าต่างรถอย่างตรงไปตรงมา

"จะไปทางไหนเหรอคะ"

คิ้วเข้มของธีรัชขมวดเข้าหากันเพียงเล็กน้อย "ขอบคุณครับ แต่ผมรอรถได้"

ดวงตาคู่งามเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบประสานสายตา "ถ้ารอไหวจริงๆ คุณคงไม่กดเรียกซ้ำเป็นรอบที่ห้าหรอกมั้งคะ"

ธีรัชชะงักไป ปลายสายตาหลุบลงมองหน้าจอของตนเองแล้วเงยขึ้นสบตาเธออีกครั้ง "คุณแอบดูผมหรือครับ"

"ขับรถผ่านเมื่อกี้แล้วเห็นเข้าพอดีค่ะ" มุมปากของเธอแย้มรอยยิ้มน้อยๆ "หน้าจอมือถือคุณสว่างจ้าขนาดนั้น"

ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่แน่ใจว่าตนควรจะนึกขันหรือแปลกใจในความใจกล้าของอีกฝ่ายก่อนดี "ปกติคุณชวนคนแปลกหน้าขึ้นรถแบบนี้เสมอเหรอครับ"

"ไม่เคยค่ะ" เธอตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด สายตากวาดมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างพินิจพิเคราะห์ "แต่ดูจากกระเป๋าเดินทางสองใบ เสื้อที่เปียกไปครึ่งซีก กับสีหน้าเบื่อโลกของคนที่โดนแอปพลิเคชันเทมาห้ารอบติด... ประเมินแล้วคงไม่มีอารมณ์ไปดักปล้นใครหรอกค่ะ"

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกมาจากลำคอของธีรัช เป็นเสียงหัวเราะสั้นๆ ที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังประหลาดใจ

หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง คล้ายจะพึงใจที่สามารถกะเทาะเปลือกความเคร่งขรึมบนใบหน้าคมคายนั้นออกได้ "จะไปโซนไหนคะ ถ้าไม่ไกลเกินไปฉันแวะไปส่งให้"

"คุณไม่กลัวผมหรือ"

"กลัวค่ะ"

"แล้วทำไมยังถาม"

"ฝนตกหนักขนาดนี้ืนรอต่อไปคุณคงได้ยืนตากฝนยันเที่ยงคืน" เธอปรายตามองสัมภาระของเขาอีกครั้ง "ถ้าคุณคิดจะทำมิดีมิร้ายขึ้นมาจริงๆ ฉันก็แค่หักพวงมาลัยชนเสาไฟฟ้าข้างทางให้พังไปด้วยกันทั้งคู่ แค่นั้นเองค่ะ"

ธีรัชจ้องมองใบหน้านวลเนียนนิ่งสนิท "แผนการรัดกุมมากครับ"

"ขอบคุณค่ะ"

"ผมประชด"

"ทราบค่ะ"

ความไวในการต่อบทสนทนาทำให้มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นอีกครา หญิงสาวกดปลดล็อกประตูรถจากด้านใน "จะขึ้นไหมคะ ก่อนที่ฉันจะนึกเปลี่ยนใจทิ้งคุณไว้ตรงนี้"

ธีรัชลังเลอยู่เพียงชั่วลมหายใจเข้าออก สุดท้ายเขาก็สาวเท้าไปเปิดฝากระโปรงท้ายรถ ยกสัมภาระทั้งสองใบเก็บเข้าที่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวขึ้นมานั่งบนเบาะข้างคนขับ

ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะผิวกาย เจือด้วยกลิ่นหอมสะอาดของเมล็ดกาแฟคั่วบดและน้ำหอมกลิ่นละมุนบางเบา เสียงท่วงทำนองดนตรีสากลยุคเก่าดังคลอแผ่วเบามาจากลำโพงรอบห้องโดยสาร มือเรียวบางเอื้อมไปหมุนลดระดับเสียงลงเล็กน้อย

"ไปที่ไหนคะ"

ธีรัชเอ่ยชื่อคอนโดมิเนียมย่านมหาวิทยาลัยดัง

คนขับหันขวับมามองเขาทันที "แถวนั้นเลยเหรอคะ"

"ครับ"

"บังเอิญจัง ทางผ่านกลับที่พักฉันพอดี"

ตัวรถเคลื่อนตัวทะยานออกสู่ท้องถนน หากวิ่งไปได้เพียงไม่กี่ร้อยเมตร ล้อทั้งสี่ก็ต้องหยุดนิ่งสนิทอยู่ท่ามกลางทะเลรถยนต์ที่ติดขัด ใบปัดน้ำฝนทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอคอยปาดหยาดน้ำที่รินไหลลงมาไม่ขาดสาย ธีรัชนั่งมองแสงไฟเบื้องหน้าอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอี้ยวตัวไปหาหญิงสาวร่วมทาง

"ขอบคุณมากนะครับ"

"ยินดีค่ะ"

"เดี๋ยวผมช่วยออกค่าน้ำมันให้"

"ไม่ต้องหรอกค่ะ"

"หรือจะเป็นค่าเสียเวลาที่คุณต้องแวะส่ง"

"ไม่จำเป็นเลยค่ะ"

"ถ้าอย่างนั้น คุณอยากให้ผมตอบแทนยังไงดีครับ"

คนฟังเอียงคอครุ่นคิด ดวงตาพราวระยับ "เลี้ยงกาแฟสักแก้วแล้วกันค่ะ"

บทถัดไป