บทที่ 10 อาจารย์ของเธอ
คำชมสั้นๆ เพียงแค่นั้น แต่กลับทำให้แพรพิไลรู้สึกเหมือนหัวใจพองโตขึ้นมาดื้อๆ
มินตราแอบเอาปลายเท้าสะกิดขาเธอใต้โต๊ะทันที แพรพิไลแกล้งทำเป็นไม่สนใจและมองตรงไปข้างหน้า
“นี่คือกับดักที่นักกลยุทธ์ต้องระวังให้ดีครับ” ธีรัชกล่าวต่ออย่างลื่นไหล “เรามักคิดไปเองว่าคนเราตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผล แต่ความจริงคือคนส่วนใหญ่ใช้อารมณ์ตัดสินใจก่อน แล้วค่อยสรรหาเหตุผลสารพัดมารองรับทีหลัง”
จังหวะนั้น สายตาคมกริบของเขาตวัดผ่านใบหน้าของแพรพิไลเพียงเสี้ยววินาที
“เพราะมนุษย์เรา เชี่ยวชาญเรื่องการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเพื่อสิ่งที่อยากได้เสมอ”
ไม่รู้ว่าทำไม ประโยคนั้นถึงทำให้แพรพิไลรู้สึกสะกิดใจ ราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังพูดถึงแค่เรื่องทฤษฎีการตลาดเพียงอย่างเดียว
หญิงสาวก้มหน้าลงจดบันทึกต่อ ทว่าปลายปากกาดิจิทัลกลับค้างเติ่งอยู่บนหน้าจอแก้วอย่างลืมตัว
หลังจบคลาส แพรพิไลตั้งใจจะตรงกลับบ้านทันที
เธอไม่คิดจะเดินเข้าไปหาเขาเหมือนวันแรก
ไม่ทวงถามเรื่องหนี้กาแฟ
และไม่พยายามหาเรื่องคุยต่อให้เสียบรรยากาศ
ธีรัชขีดเส้นกั้นระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ไว้ชัดเจนแล้ว และเธอก็ตั้งใจว่าจะรักษาระยะห่างนั้นไว้อย่างดี
แต่ทว่า ทันทีที่ก้าวพ้นประตูอาคารเรียนออกมาได้ไม่กี่ก้าว เม็ดฝนระลอกใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมาแบบไม่มีการตั้งเค้าล่วงหน้า
เสียงนักศึกษาที่เดินอยู่ตามทางเชื่อมหวีดร้องด้วยความตกใจ ก่อนจะพากันวิ่งกรูกลับเข้ามาหลบฝนใต้ชายคาตึก
แพรพิไลชะงักฝีเท้า ม่านฝนตรงหน้าหนาทึบจนมองแทบไม่เห็นอะไร
“อะไรจะตกตรงเวลาขนาดนี้เนี่ย” เธอพึมพำอย่างหัวเสีย
มินตราที่เดินเคียงข้างมาหลุดหัวเราะคิกคัก
“คืนนี้จะเปิดประตูรับหนุ่มหล่อขึ้นรถอีกไหมแก”
แพรพิไลหันขวับไปมองตาเขียว
“ยัยมินท์”
“แซวเล่นนิดเดียวเอง ทำเป็นดุไปได้”
“กลับไปเลยไป๊”
“รถฉันจอดอยู่อาคารข้างๆ นี่เอง วิ่งแวบเดียวก็ถึงแล้วย่ะ” มินตราเปิดกระเป๋าสะพายหยิบร่มพับคันจิ๋วออกมา กางออกพร้อมส่งสายตาวิบวับอย่างมีเลศนัย “ส่วนแก... โชคดีนะจ๊ะเพื่อนรัก”
“โชคดีอะไรของแก”
ยังไม่ทันขาดคำ เพื่อนตัวดีก็วิ่งฝ่าสายฝนออกไปเสียแล้ว
แพรพิไลส่ายหน้าอย่างเอือมระอา พอหมุนตัวกลับมา เธอก็พบว่าคนที่เพื่อนเพิ่งเอ่ยถึง กำลังเดินตรงออกมาจากโถงลิฟต์พอดี
ธีรัชสะพายกระเป๋าหนังข้างหนึ่ง ในมืออีกข้างถือร่มยาวสีดำสนิท
สายตาของทั้งคู่สบประสานกัน ชายหนุ่มชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะก้าวตรงเข้ามาหา
“ยังไม่กลับอีกหรือครับ”
“ฝนเทลงมาขนาดนี้ค่ะอาจารย์”
“ครับ เห็นอยู่”
แพรพิไลเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ
“อาจารย์ชอบกวนประสาททุกคนแบบนี้เป็นปกติเลยเหรอคะ”
“แบบไหนครับ”
“ก็แบบที่ตอบกลับมาแล้วทำให้คนฟังรู้สึกว่าหนูถามอะไรไม่เข้าเรื่องไงคะ”
มุมปากหยักลึกของเขากระตุกขึ้นบางเบา
“เปล่าครับ เป็นแค่กับบางคน”
“อาจารย์ธีรัช”
“ครับ”
น้ำเสียงตอบรับที่สุภาพทว่าแฝงความยียวน ทำให้เธอถึงกับไปต่อไม่ถูก
หญิงสาวเบือนสายตามองฝ่าม่านฝนออกไป
“รถหนูจอดอยู่ที่อาคารจอดฝั่งนู้นค่ะ”
ธีรัชมองตามพิกัดที่เธอพยักพเยิดไป ระยะทางไม่ได้ไกลมาก แต่ถ้าคิดจะวิ่งฝ่าไปในสภาพนี้ เสื้อผ้าคงเปียกโชกแน่นอน
เขาปลดสายรัดร่มแล้วกางออกทันที
“ไปสิครับ”
แพรพิไลเลิกคิ้วมองเขาอย่างแปลกใจ
“คะ”
“ผมต้องเดินไปเอารถที่ตึกนั้นเหมือนกัน”
“อาจารย์ไม่กลัวคนอื่นเห็นแล้วเอาไปพูดเหรอคะ”
คำถามตรงไปตรงมานั้นทำให้ธีรัชนิ่งไปนิดหนึ่ง แพรพิไลเองก็เพิ่งตระหนักว่าคำพูดของเธอฟังดูเหมือนมีลับลมคมในเกินจำเป็น เธอจึงรีบแก้ตัวพัลวัน
“หมายถึง... ถ้านักศึกษาคนอื่นเห็นเข้า เดี๋ยวอาจารย์จะโดนแซวเอาน่ะค่ะ”
ธีรัชจ้องมองใบหน้านวลนิ่งๆ
“การเดินกางร่มคันเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าจะต้องมีอะไรเกินเลยนี่ครับ”
คำตอบที่ตัดบทอย่างไม่สะทกสะท้านทำให้หญิงสาวเงียบกริบ
“แต่ถ้าคุณไม่สะดวกใจ จะยืนรอจนกว่าฝนจะซาก็ได้นะ”
แพรพิไลมองออกไปเบื้องหน้า ฝนไม่มีทีท่าว่าจะเบาลงเลยสักนิด
“ไปค่ะ”
ธีรัชพยักหน้ารับสั้นๆ ก่อนจะก้าวเท้านำออกไป
ทั้งคู่เดินเคียงกันใต้ร่มคันเดียวกัน ร่มไม่ได้มีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับคนสองคนที่พยายามเว้นระยะห่างได้อย่างสบายๆ แพรพิไลพยายามเบียดตัวไปชิดขอบฝั่งหนึ่ง ส่วนธีรัชก็ขยับไปอีกฝั่ง จนกระทั่งช่วงไหล่กว้างของเขาพ้นออกมานอกแนวร่ม
หยดน้ำฝนเริ่มเกาะพราวบนเสื้อเชิ้ตทำงานสีฟ้าอ่อนตรงหัวไหล่ของเขาจนเนื้อผ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้ม
แพรพิไลเหลือบเห็นเข้าพอดี
“อาจารย์ขยับเข้ามาอีกนิดก็ได้ค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ”
“แต่ไหล่อาจารย์เปียกหมดแล้วนะคะ”
“นิดหน่อยเอง”
“ถ้าอาจารย์เป็นหวัดขึ้นมา หนูจะรู้สึกผิดเอานะคะ”
ธีรัชปรายตามองเธอ
“ทำไมต้องรู้สึกผิดล่ะครับ”
“ก็ร่มของอาจารย์แท้ๆ แต่หนูกลับแย่งพื้นที่ไปเกินครึ่ง”
“ถ้าอย่างนั้น ก็คิดเสียว่าผมช่วยกางร่มเพื่อหักลบกับค่ารถที่คุณแวะไปส่งผมเมื่อคืนวันนั้นแล้วกัน”
แพรพิไลหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“ง่ายไปมั้งคะอาจารย์ ค่าน้ำมันรถจากสนามบินตั้งไกล จะมาเทียบกับค่ากางร่มไม่ถึงห้านาทีได้ยังไง”
“งั้นหักลบกับกาแฟด้วยเลยไหมล่ะ”
“ไม่ได้ค่ะ อันนั้นคนละบัญชีกัน ห้ามเอามารวมเด็ดขาด”
ธีรัชส่ายหน้าน้อยๆ อย่างยอมใจ
“คุณนี่เรื่องตัวเลขเป๊ะตลอดเลยนะ”
“ก็หนูเรียนบริหารนี่คะอาจารย์”
“มันเกี่ยวกันตรงไหน”
“เรื่องหนี้สินต้องเคร่งครัดค่ะ ไม่งั้นขาดทุนแย่”
“แม้แต่กาแฟแก้วเดียวเนี่ยนะ”
“โดยเฉพาะกาแฟแก้วนั้นเลยค่ะ”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกมาจากลำคอของเขา ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระทบผืนผ้าใบของร่ม บรรยากาศระหว่างพวกเขากลับให้ความรู้สึกนิ่งสงบและผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
แพรพิไลลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา ในเวลานี้ ธีรัชดูผ่อนคลายกว่าเวลาที่ยืนสอนอยู่ในคลาสมาก ความตึงเครียดจางหายไป สายตาคมที่เคยกดดันคนอื่นดูอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
เธออดใจไม่ไหวที่จะเปิดบทสนทนาขึ้นมา
“อาจารย์คะ”
“ครับ”
“อาจารย์ได้ทุนไปเรียนต่อที่อังกฤษจริงๆ เหรอคะ”
ธีรัชหันมาสบตาเธอทันที
“ไปได้ยินมาจากไหนครับ”
“เพื่อนๆ ในคณะคุยกันค่ะ”
