บทที่ 11 คำสัญญาของเพื่อนแท้

สีหน้าของเขายังคงราบเรียบเช่นเดิม

“ครับ”

“ทุนของมหาวิทยาลัยเหรอคะ”

“ใช่ครับ มีสัญญาผูกพันให้กลับมาสอนชดใช้ทุนสามปี”

“กี่ปีนะคะ สามปีเหรอคะ”

“ครับ”

แพรพิไลพยักหน้ารับรู้ แววตาที่มองเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชมจากใจจริง

“เก่งจังเลยนะคะ”

ฝีเท้าของธีรัชชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง

“อะไรนะครับ”

หญิงสาวหันมามองเขาด้วยความไม่เข้าใจในปฏิกิริยานั้น

“ก็เก่งจริงๆ นี่คะ สอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ”

แววตาคมกริบของธีรัชนิ่งสนิทลง

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คำว่า เด็กทุน มีความหมายที่หลากหลายสำหรับคนรอบข้าง บางคนเอ่ยชมตามมารยาท บางคนมองด้วยสายตาสงสาร และคนอีกไม่น้อยที่พูดคำนี้ออกมาราวกับมันเป็นตราบาปที่คอยย้ำเตือนว่าครอบครัวของเขาไม่มีปัญญาจ่ายค่าเล่าเรียนเอง

ทว่าคำชมจากปากของแพรพิไล กลับปราศจากอคติหรือการตัดสินใดๆ เจือปน มันเป็นความรู้สึกชื่นชมที่บริสุทธิ์และจริงใจอย่างแท้จริง

“อาจารย์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

ธีรัชดึงสติตัวเองกลับมา

“เปล่าครับ”

เขาเริ่มก้าวเดินต่อ แพรพิไลยังคงชวนคุยไม่หยุด

“แล้วทำไมอาจารย์ถึงเลือกเรียนสายการตลาดล่ะคะ”

“ผมสนใจกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ครับ อยากรู้ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้คนเลือกสิ่งหนึ่งมากกว่าอีกสิ่งหนึ่ง”

“เหมือนพวกจิตวิทยาอ่านใจคนอะไรทำนองนั้นเหรอคะ”

“ไม่เชิงครับ”

“แต่หนูว่าอาจารย์ชอบวิเคราะห์คนอื่นอยู่ตลอดเวลาแน่ๆ”

ธีรัชเหลือบมองเธออีกครั้ง

“คุณเองก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกครับ”

“หนูเนี่ยนะ”

“คืนนั้นคุณใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีตัดสินว่าผมไม่ใช่คนร้ายที่จะมาปล้นคุณ”

แพรพิไลหัวเราะร่า

“อันนั้นหนูตัดสินจากหน้าตาล้วนๆ ค่ะ”

“หน้าตาผมดูเป็นคนดีขนาดนั้นเลยเหรอ”

หญิงสาวแกล้งหรี่ตามองเขาตั้งแต่หัวจดเท้าอย่างเปิดเผย

“ไม่เชิงค่ะ”

ธีรัชเลิกคิ้วสูง

“แล้วยังไงครับ”

“หน้าตาดูเหมือนคนที่ถ้าคิดจะปล้นใครจริงๆ คงไม่มายืนเปียกฝนรอรถให้เสียเวลาหรอกค่ะ”

คราวนี้ธีรัชหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ รอยยิ้มกว้างเผยให้เห็นเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน

ทั้งคู่เดินมาถึงใต้อาคารจอดรถเร็วกว่าที่แพรพิไลคิดไว้ในใจ หญิงสาวหยุดยืนข้างรถสปอร์ตคันหรูของตัวเอง

“ขอบคุณมากนะคะอาจารย์”

“ครับ”

ธีรัชทำท่าจะหันหลังกลับไป

“อาจารย์คะ”

เขาชะงักแล้วหันกลับมามอง

แพรพิไลชี้ไปที่หัวไหล่ของเขา เสื้อเชิ้ตเปียกชื้นแนบเนื้อไปเกือบครึ่งแถบ

“คราวหน้าไม่ต้องสุภาพบุรุษขนาดนี้ก็ได้นะคะ ตัวเองเปียกหมดเลย”

ธีรัชก้มมองไหล่ตัวเอง แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ผมตัวใหญ่กว่าคุณครับ”

“มันเกี่ยวอะไรกันคะ”

“เปียกแค้นี้ไม่สะเทือนหรอกครับ”

“ตรรกะอะไรของอาจารย์เนี่ย”

“ตรรกะของคนถือร่มครับ”

แพรพิไลหลุดยิ้มออกมาส่ายหัวให้กับความดื้อเงียบของเขา ก่อนจะกดรีโมตปลดล็อกประตูรถ

ธีรัชก้าวถอยหลังออกไปสองก้าว แล้วหยุดชะงักลง เขาหันกลับมาสบตาเธออีกครั้ง

“แพรพิไล”

เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยเรียกชื่อจริงของเธอนอกห้องเรียน

หญิงสาวชะงักไป หัวใจกระตุกวูบ

“คะ”

“ขับรถกลับบ้านดีๆ ครับ”

ประโยคบอกลาแสนธรรมดา แต่น้ำเสียงทุ้มต่ำและแววตาคู่นั้น กลับทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเธอปั่นป่วนขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

“ค่ะ อาจารย์ก็เหมือนกันนะคะ”

ธีรัชพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินฝ่าม่านฝนตรงไปยังลานจอดรถอีกฝั่ง

แพรพิไลก้าวขึ้นมานั่งในรถ ปิดประตูลง ทว่ายังไม่ได้กดปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ในทันที

สายตาของเธอทอดมองผ่านกระจกหน้า ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ ร่างสูงสง่ายังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไหล่ข้างหนึ่งของเขาเปียกชุ่ม เพราะตลอดเส้นทางที่เดินมาด้วยกัน เขากลับเอียงด้ามร่มมาบดบังละอองน้ำให้เธอเกือบทั้งหมด

แพรพิไลเม้มริมฝีปากแน่น ลอบปรามตัวเองในใจ

อย่าคิดเข้าข้างตัวเองเด็ดขาดเขาเป็นอาจารย์ ส่วนเธอคือนักศึกษา ร่มคันนั้นก็แค่ความมีน้ำใจตามมารยาท ไม่มีอะไรพิเศษทั้งนั้น

ทว่าความรู้สึกอุ่นวาบที่แล่นพล่านอยู่ในอก กลับไม่ยอมเชื่อฟังตรรกะที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในห้องทำงานส่วนตัวของบ้านพักตระกูลอัครเดช เดชนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ บนโต๊ะมีแฟ้มเอกสารเก่าเก็บเปิดอ้าอยู่

แผ่นกระดาษข้างในเหลืองกรอบตามกาลเวลา

ทั้งเอกสารแปลนโครงการ แผนผังการถือหุ้น หนังสือรับรองบริษัทในอดีต และรูปถ่ายเก่าใบหนึ่งที่ขอบเริ่มเปื่อยยุ่ย

ในภาพถ่ายนั้น มีชายหนุ่มสองคนยืนยิ้มกว้างอยู่หน้าไซต์งานก่อสร้าง

คนหนึ่งคือเดชในวัยสามสิบต้นๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความหวังส่วนอีกคนคือ วรวิทย์ วรเศรษฐ์

คนทั้งคู่ยืนกอดคอกัน ราวกับเพื่อนแท้ที่พร้อมจะร่วมหัวจมท้ายสร้างอนาคตไปด้วยกัน

เดชจดจ้องรูปใบนั้นด้วยสายตาที่ด้านชา ก่อนจะพลิกดูด้านหลัง มีลายมือหวัดๆ เขียนกำกับไว้

โครงการแรกของเราถ้าโปรเจกต์นี้สำเร็จ เราจะสร้างบ้านต้นแบบในฝันด้วยกัน

นิ้วมืออันเหี่ยวย่นของเดชกำขอบรูปแน่นจนกระดาษยับย่นภาพความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อยี่สิบปีก่อนยังคงตามหลอกหลอนเขาราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

เสียงทนายความแจ้งหมายศาล กองทัพนักข่าวที่รุมล้อมหน้าบริษัทสายโทรศัพท์ทวงหนี้จากสถาบันการเงินที่ดังไม่หยุดหย่อนพนักงานที่เคยยกมือไหว้พากันยื่นใบลาออกบ้านและทรัพย์สินถูกยึดขายทอดตลาด

ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากต้องยอมถอดแหวนแต่งงานวงสุดท้ายไปโรงรับจำนำเพื่อหาเงินประทังชีวิต

และเสียงใสซื่อของลูกชายตัวน้อยที่เอ่ยถามด้วยความไร้เดียงสาในวันนั้น

“ทำไมเราต้องย้ายออกจากบ้านของเราครับพ่อ”

เดชหลับตาลง ข่มความเจ็บแค้นที่แล่นพล่านอยู่ในอก เสียงเครื่องยนต์รถแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านปลุกให้เขาหลุดออกจากภวังค์ ไม่กี่อึดใจต่อมา ประตูบ้านก็เปิดออก พร้อมกับร่างของธีรัชที่ก้าวเข้ามา

เสื้อเชิ้ตทำงานสีฟ้าของลูกชายเปียกชุ่มไปแถบหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด

เดชเงยหน้าขึ้นจับจ้องทันที

“ไปโดนอะไรมา เสื้อเปียกขนาดนั้น”

ธีรัชก้มมองไหล่ตัวเอง

“ฝนตกครับ”

“พ่อจำได้ว่าในรถแกมีร่มคันใหญ่อยู่ไม่ใช่หรือ”

“มีครับ”

“แล้วทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองเปียกซีกหนึ่งแบบนั้น”

ธีรัชวางกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะ

“เดินกางร่มไปส่งนักศึกษาที่ลานจอดรถครับ”

คำตอบฟังดูราบเรียบเป็นปกติ ทว่าแววตาของเดชกลับวาวโรจน์ขึ้นมาในพริบตา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป