บทที่ 3 อาจารย์คนใหม่
"ก็คุณบอกเองว่าสอนเด็กนี่คะ คนสอนเด็กจะไม่ให้เรียกว่าครูได้ยังไง" เธอแกล้งทำตาใสซื่อ
ธีรัชส่ายหน้าอย่างยอมจำนน "เอาที่สบายใจเถอะครับ"
บานประตูปิดลงพร้อมเสียงสะท้อนอันแผ่วเบา ชายหนุ่มยืนทอดสายตามองไฟท้ายสีแดงของรถคันนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวห่างออกไปและกลืนหายไปในม่านฝน
เขาไม่เคยคิดฝันว่าสายลมแห่งโชคชะตาจะพัดพาให้ได้พบกับเธออีก และแพรพิไลเองก็คงไม่คาดคิดเช่นเดียวกัน
ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า อีกเพียงไม่กี่วันให้หลัง ชายแปลกหน้าที่เธอเปิดประตูรับขึ้นรถด้วยความสงสารกลางสายฝน จะยืนตระหง่านอยู่หน้าห้องบรรยายขนาดใหญ่
พร้อมกับลายมือชื่อที่ถูกจรดลงบนกระดานไวท์บอร์ดอย่างสง่างาม
อาจารย์ธีรัช อัครเดช
และที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่มีใครคาดคิดว่าการพบพานโดยบังเอิญในคืนฝนพรำค่ำนั้น จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสายใยรักอันลึกซึ้ง ที่อีกหกปีข้างหน้า จะหวนกลับมาทวงถามราคาค่างวดอันแสนสาหัสจากหัวใจของพวกเขาทั้งสองคน
แสงแดดเจิดจ้าของเช้าวันจันทร์แผดเผากรุงเทพมหานครจนไอร้อนระอุขึ้นจากพื้นถนน ราวกับค่ำคืนที่ผ่านมาไม่เคยมีพายุฝนโหมกระหน่ำแม้แต่น้อย
แพรพิไล วรเศรษฐ์ ยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องแต่งตัว พลางรวบผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มขึ้นเป็นมวยหลวมๆ อย่างคล่องแคล่ว มืออีกข้างหยิบสมาร์ตโฟนที่สั่นครืนไม่หยุดขึ้นมาดู ข้อความในกรุ๊ปแชตเพื่อนสนิทเด้งรัวจนแทบอ่านตามไม่ทัน
“แก วันนี้อาจารย์ใหม่เข้าแทนอาจารย์ภาวิณีนะ”
มินตราเปิดประเด็น ตามด้วยข้อความจากเพื่อนร่วมรุ่นอีกคน
“ได้ข่าวว่าหล่อตาแตกมากคุณน้า”
“หล่อเบอร์ไหน เอาดีๆ อย่าเพิ่งอวยยศ”
“เพิ่งจบนอกมาสดๆ ร้อนๆ งานพรีเมียมจากอังกฤษเลยจ้า”
แพรพิไลกวาดสายตาอ่านผ่านๆ พลางส่ายหน้าน้อยๆ แล้วคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างไม่ใส่ใจนัก ข่าวคราวเรื่องอาจารย์ใหม่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเธอเลยสักนิด
สิ่งที่ยังคงลอยวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดตั้งแต่ตื่นนอน กลับเป็นใบหน้าคมคายของชายแปลกหน้าที่เธอเพิ่งเปิดประตูรับขึ้นรถหลบฝนเมื่อคืนวานต่างหาก
ธีรัช
ชื่อสั้นๆ เรียบง่าย แต่กลับสลักลึกอยู่ในความทรงจำได้อย่างน่าประหลาด เขาเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์อันแปลกแยก ท่าทางสุภาพทว่าแฝงรอยประชดประชันอยู่ในที พูดน้อยแต่ทุกถ้อยคำที่ตอบกลับมาชวนให้เธออยากต่อปากต่อคำไม่สิ้นสุด และที่น่าหงุดหงิดใจที่สุดคือ เขายังติดค้างกาแฟเธออยู่หนึ่งแก้วถ้วน
ริมฝีปากอิ่มแย้มรอยยิ้มบางเบากับเงาสะท้อนในกระจก ก่อนจะคว้ากระเป๋าใบเก่งแล้วก้าวออกจากห้อง หญิงสาวไม่ได้คาดหวังจริงจังว่าจะได้พบเขาอีก เมืองหลวงแห่งนี้กว้างใหญ่เกินกว่าจะเกิดความบังเอิญซ้ำซาก คนหนึ่งเพิ่งบินข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมา อีกคนเป็นเพียงนักศึกษาปีสามธรรมดาคนหนึ่ง ต่อให้ที่พักจะอยู่ละแวกเดียวกัน ก็แทบไม่มีความน่าจะเป็นใดที่จะดึงให้เส้นทางชีวิตวนมาบรรจบกันได้อีก
เธอปักใจเชื่อเช่นนั้นจริงๆ
จนกระทั่งเวลาสิบเอ็ดโมงสิบเจ็ดนาที
แพรพิไลยืนหอบหายใจอยู่หน้าบานประตูห้องบรรยายรวมขนาดใหญ่ เสียงหัวใจเต้นรัวกระหน่ำจากการเร่งฝีเท้าขึ้นบันได
“สายจนได้ ให้ตายสิ” เธอพึมพำก่นด่าตัวเองเบาๆ
ทั้งที่เผื่อเวลาออกจากบ้านแล้วแท้ๆ แต่การจราจรกลับสาหัสเกินคาด ซ้ำร้ายที่จอดรถในมหาวิทยาลัยยังแน่นขนัดจนต้องวนหาอยู่เกือบยี่สิบนาที วิชาการบริหารแบรนด์เชิงกลยุทธ์ไม่ใช่คลาสที่เธออยากมาสายแม้แต่นาทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อมีกระแสว่าอาจารย์คนใหม่ค่อนข้างเข้มงวด
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะค่อยๆ ผลักบานประตูเข้าไป
ภายในห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงแอร์คอนดิชันเนอร์ นักศึกษาร่วมสี่สิบชีวิตหันขวับมามองผู้มาใหม่เป็นตาเดียว แพรพิไลคลี่ยิ้มแห้งๆ อย่างเกรงใจ
“ขอโทษที่มาสายค่ะอาจารย์”
สายตาคู่สวยเลื่อนขึ้นไปยังหน้าชั้นเรียน
ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงสแลกเนื้อดีสีเข้มยืนเด่นอยู่ข้างจอโปรเจกเตอร์ แขนเสื้อถูกพับขึ้นเหนือข้อมือเล็กน้อย นาฬิกาข้อมือเรือนเรียบสวมอยู่บนแขนซ้าย และเมื่อใบหน้าคมคายที่เธอเพิ่งจดจำได้ติดตาหันกลับมาสบเข้าพอดี
แพรพิไลชะงักค้าง โลกทั้งใบคล้ายจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มหน้าห้องเองก็มีประกายวูบไหวในดวงตาคมปลาบ ชะงักงันไปเพียงเสี้ยววินาที หากไม่สังเกตอย่างจับผิดคงไม่มีทางมองออก ทว่าแพรพิไลเห็นชัดเจน
เขาจำเธอได้แน่นอน
บนกระดานไวท์บอร์ดด้านหลัง ลายมือชื่อตวัดเขียนไว้อย่างเฉียบคม
อาจารย์ธีรัช อัครเดช
ความรู้สึกคล้ายโดนโชคชะตาเล่นตลกแล่นปราดไปทั่วร่าง เมื่อคืนเธอเพิ่งรับคนแปลกหน้าขึ้นรถ นั่งคุยเล่น ล้อเลียนเขาว่าคุณครู แถมยังทวงสัญญาหนี้กาแฟ มาเช้านี้ ชายหนุ่มคนเดิมกลับมายืนตระหง่านอยู่หน้าโพเดียมในฐานะอาจารย์ประจำวิชาของเธอเสียอย่างนั้น
เสียงเพื่อนแถวหลังเริ่มส่งเสียงซุบซิบหัวเราะคิกคัก ทำให้แพรพิไลได้สติว่าตัวเองยืนค้างอยู่ตรงทางเข้าหน้าห้องนานเกินไปแล้ว
ธีรัชวางอุปกรณ์ควบคุมการนำเสนอลงบนโต๊ะ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างยิ่ง
“นักศึกษาที่มาสาย เชิญหาที่นั่งให้เรียบร้อยครับ”
แพรพิไลเม้มริมฝีปากแน่น หากเมื่อคืนเขายังมีประกายความขบขันในแววตา ยามนี้เขากลับสวมหน้ากากความเคร่งขรึมไว้อย่างไร้รอยต่อ ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีการทักทาย ทำราวกับไม่เคยพานพบกันมาก่อนในชีวิต
“ค่ะอาจารย์”
เธอรับคำสั้นๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวขึ้นไปทิ้งตัวลงนั่งข้างเพื่อนสนิท ทันทีที่วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ มินตราก็รีบชะโงกหน้าเข้ามากระซิบกระซาบส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นทันที
“เป็นไรเนี่ยแก วิ่งหน้าตั้งแถมทำหน้าเหมือนเพิ่งเห็นผีกลางวันแสกๆ”
“เปล่า ไม่มีอะไร”
“ไม่มีอะไรแน่นะ ยืนจ้องหน้าอาจารย์ค้างขนาดนั้น นึกว่าวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว”
แพรพิไลเหลือบมองไปหน้าห้อง ธีรัชเริ่มเปิดสไลด์และเริ่มบรรยายต่ออย่างลื่นไหล
“เดี๋ยวเลิกคลาสแล้วค่อยเล่า ฟังอาจารย์ก่อน”
มินตราหรี่ตามองอย่างจับพิรุธแต่ก็ยอมสงบปากสงบคำ แพรพิไลพยายามเพ่งสมาธิไปที่เนื้อหาบนจอ หากแต่ทำได้ยากกว่าปกติลิบลับ เมื่อคืนเธอมองเขาในฐานะผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ติดฝน แต่ในบ่ายวันนี้ เธอจำต้องมองเขาในฐานะอาจารย์ผู้ทรงภูมิ ความรู้สึกขัดแย้งนี้ช่างชวนให้ปั่นป่วนใจอย่างประหลาด
