บทที่ 4 อาจารย์ของเธอ
ทว่าเมื่อได้ฟังเขาอธิบาย แพรพิไลจำต้องยอมรับว่าธีรัชสง่างามและทรงพลังในบทบาทนี้อย่างยิ่ง เขาไม่ได้อ่านตามตำราหรือท่องจำสไลด์ แต่ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของแบรนด์ระดับโลกมาวิเคราะห์ ผสานกับประสบการณ์จริงระหว่างอยู่ต่างประเทศ ทั้งยังตั้งคำถามกระตุ้นความคิดให้นักศึกษาโต้แย้งอย่างมีชั้นเชิง
“แบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์คุณภาพดีเยี่ยม แต่กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิงทางการตลาด มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหมครับ” ธีรัชเอ่ยถามขึ้นมากลางคลาส
นักศึกษาหลายคนพยักหน้าสนับสนุน
“แล้วคิดว่าสาเหตุหลักมาจากอะไร”
เสียงตอบดังขึ้นประปราย ทั้งเรื่องการตั้งราคาสูงเกินไป ช่องทางการจำหน่ายที่ไม่ทั่วถึง หรือแผนการประชาสัมพันธ์ที่เจาะไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย
ธีรัชรับฟังทุกความคิดเห็นอย่างตั้งใจ ก่อนจะโยนคำถามที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
“ถ้าผู้บริโภคมองไม่เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมพวกเขาต้องเลือกแบรนด์นี้ตั้งแต่แรก คิดว่าปัญหาที่แท้จริงฝังรากอยู่ที่ไหนครับ”
แพรพิไลยกมือขึ้นโดยสัญชาตญาณ
สายตาคมกริบของธีรัชตวัดมองตรงมาที่เธอทันที
“ครับ เชิญครับ”
น้ำเสียงทางการนั้นทำให้เธอเกือบจะหลุดอาการประหม่า หากแต่ก็ดึงความมั่นใจกลับมาได้
“การวางตำแหน่งแบรนด์ในใจผู้บริโภคค่ะ”
“ช่วยขยายความหน่อยครับ”
“ถ้าตัวแบรนด์ไม่สามารถนิยามจุดยืนของตัวเองได้อย่างชัดเจนว่าคืออะไรในความคิดของลูกค้า ต่อให้สินค้าจะประณีตแค่ไหน ผู้บริโภคก็จะไม่เห็นคุณค่าว่าทำไมต้องควักเงินจ่ายให้แบรนด์นี้แทนที่จะเลือกคู่แข่งในตลาดค่ะ”
ธีรัชจ้องมองดวงหน้าเนียนนิ่งไปชั่วอึดใจ
“แล้วถ้าแบรนด์กำหนดจุดยืนไว้ชัดเจนมาก แต่ตลาดกลับไม่ซื้อล่ะครับ”
แพรพิไลนิ่งคิดเพื่อเรียบเรียงคำตอบ
“นั่นแปลว่าคำมั่นสัญญาที่แบรนด์สื่อสารออกไป กับคุณค่าที่ส่งมอบจริงให้ผู้บริโภคสัมผัส มันสวนทางกันค่ะ”
“ถูกต้องครับ”
เขาพยักหน้ารับสั้นๆ ก่อนจะหันกลับไปจดประเด็นสำคัญลงบนกระดาน แพรพิไลมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกทึ่งระคนชื่นชม เมื่อคืนเธอรับรู้เพียงว่าเขาทำงานสอน แต่ในวันนี้เธอได้ประจักษ์ด้วยสายตาตนเองแล้วว่า ชายหนุ่มคนนี้มีความเชี่ยวชาญและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ทางความคิดมากเพียงใด
ตลอดระยะเวลาการบรรยาย ธีรัชรักษาระยะห่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาไม่ได้มองมาที่เธอมากเกินกว่านักศึกษาคนอื่น ปฏิบัติตัวอย่างเป็นมืออาชีพจนแพรพิไลแอบนึกเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ ยิ่งเขาทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอก็ยิ่งอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาคิดอย่างไรอยู่กันแน่
จนกระทั่งเสียงสัญญาณหมดเวลาดังขึ้น นักศึกษาหลายคนทยอยลุกไปรุมล้อมที่โต๊ะหน้าห้องเพื่อสอบถามข้อสงสัย บางคนตั้งใจถามเรื่องเนื้อหา แต่เพื่อนสาวหลายกลุ่มดูเหมือนจะแฝงจุดประสงค์อื่นจนมินตราแอบแซวไม่หยุด
“ดูทรงแล้วแฟนคลับเพียบแน่นอน หล่อละมุนทรงแด๊ดดี้ขนาดนี้ คณะเราแตกแตนแน่แก”
แพรพิไลจัดการเก็บข้าวของลงกระเป๋าอย่างไม่รีบร้อน
“ก็ดูธรรมดาออก ไม่เห็นจะขนาดนั้นสักหน่อย”
“จ้า แม่คนตาถึง” มินตราเบะปากใส่ “ระดับนี้ยังเรียกธรรมดา ชายแท้ในสเปกแกต้องหลุดมาจากซีรีส์เรื่องไหนมิทราบ”
แพรพิไลไม่ต่อปากต่อคำ เธอรูดซิปกระเป๋าแล้วลุกขึ้น
“แกไปโรงอาหารก่อนเลยนะ”
“อ้าว จะไปไหนล่ะ”
“มีข้อสงสัยจะเข้าไปถามอาจารย์เขาสักหน่อย”
มินตราทำตาวาว เลิกคิ้วสูงอย่างล้อเลียน
“แหม เมื่อกี้ยังบอกเฉยๆ อยู่เลยนะจ๊ะ ไปเร็วเคลมเร็วจริงคุณหนูแพร”
แพรพิไลปล่อยให้เพื่อนสนิทหัวเราะไปตามใจ ก่อนจะเดินเลี่ยงลงไปยังหน้าชั้น ยืนรอจนกระทั่งนักศึกษาคนสุดท้ายเดินพ้นประตูออกไป ธีรัชกำลังก้มหน้าก้มตาพับหน้าจอโน้ตบุ๊กเก็บลงซองหนัง
เธอก้าวไปหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะบรรยาย
“อาจารย์คะ”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น สบสายตากับเธอนิ่งสนิท ใบหน้าเรียบเฉยจนหญิงสาวแทบอยากจะหลุดขำในความเสแสร้ง
“มีอะไรสงสัยเกี่ยวกับเนื้อหาวันนี้หรือครับ”
“คุณหลอกฉันค่ะ”
มือหนาที่กำลังจะเก็บปากกาไวท์บอร์ดชะงักลงเล็กน้อย ธีรัชปรายตามองไปยังบานประตูด้านหลัง เมื่อแน่ใจว่าทั้งห้องเหลือเพียงพวกเขาสองคน เขาก็หันกลับมาสบตากลมโตคู่นั้นอย่างเปิดเผย
“ผมไปหลอกอะไรคุณตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เมื่อคืนคุณบอกว่าทำงานสอนหนังสือ”
“ก็ใช่ครับ”
“แต่ไม่ได้บอกสักคำนี่คะว่าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย”
ธีรัชเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สีหน้าคล้ายจะบอกว่าเธอกำลังหาเรื่องโดยไร้เหตุผล
“แล้วการบรรยายในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่นับว่าเป็นการสอนหนังสือตรงไหนหรือครับ”
แพรพิไลอ้าปากจะเถียงแต่ต้องชะงักไปครู่หนึ่ง
“คุณจงใจกั๊กข้อมูลชัดๆ”
“คุณถามผมว่าทำงานอะไร ผมก็ตอบตามความจริงทุกประการ”
“แล้วตอนที่ฉันถามย้ำว่าสอนเด็ก คุณยังตอบหน้าตาเฉยเลยว่าสอนเด็ก”
มุมปากหยักลึกของชายหนุ่มกระตุกยิ้มขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที
“สำหรับผม นักศึกษาปีสามก็ยังถือเป็นเด็กครับ”
“อาจารย์!”
“ครับ?”
แพรพิไลจ้องมองประกายวิบวับในดวงตาคมกริบคู่นั้น แล้วก็ตระหนักได้ทันทีว่าเขากำลังจงใจยั่วโมโหเธอ
“คุณรู้อยู่แก่ใจตั้งแต่เมื่อคืนแล้วใช่ไหมคะว่าฉันเป็นนักศึกษาที่นี่”
“ผมรู้แค่ว่าคุณยังเรียนมหาวิทยาลัย”
“แล้วทำไมไม่คิดจะถามล่ะคะว่าฉันเรียนที่ไหน”
“ก็เหมือนที่คุณไม่ถามผมนั่นแหละว่าผมสอนอยู่ที่สถาบันไหน” ธีรัชย้อนกลับอย่างนุ่มนวล ก่อนจะรูดซิปกระเป๋าเอกสาร “ถือว่าเสมอตัวกันไปครับ”
“ไม่เสมอค่ะ”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองคนดื้อรั้น
“ยังมีอะไรที่ไม่เสมออีกล่ะครับ”
แพรพิไลคลี่ยิ้มหวานเคลือบยาพิษออกมา
“เรื่องกาแฟไงคะ คุณยังติดค้างฉันอยู่หนึ่งแก้วเต็มๆ ห้ามชักดาบเด็ดขาด”
คราวนี้ธีรัชหลุดหัวเราะออกมาในลำคอแผ่วเบา รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนดวงหน้าคมเข้ม คลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียดของอาจารย์หนุ่มผู้ทรงภูมิลงจนหมดสิ้น เผยให้เห็นเสน่ห์ของชายหนุ่มคนเดิมเมื่อคืนวานอย่างชัดเจน
“ความจำดีเรื่องหนี้สินเหลือเกินนะครับ”
“แน่นอนสิคะ เรื่องเงินเรื่องทองต้องรอบคอบ”
“ตกลงครับ” เขาหยิบกระเป๋าขึ้นสะพายไหล่ “ผมเลี้ยงแน่”
แพรพิไลชะงักไปนิดหนึ่ง ไม่คาดคิดว่าเขาจะยอมตกลงง่ายดายปานนี้ หากแต่คำพูดถัดมาของเขากลับทำให้รอยยิ้มของเธอต้องหุบลง
“แต่คงไม่ใช่ในตอนนี้”
