บทที่ 5 เจ้าของรอยยิ้ม
“ทำไมล่ะคะ”
สีหน้าของธีรัชแปรเปลี่ยนกลับมาสุขุมและเยียบเย็นดังเดิมอย่างรวดเร็ว
“เพราะตั้งแต่วินาทีที่ผมเห็นคุณนั่งอยู่ในห้องบรรยายนี้ คุณคือลูกศิษย์ของผมครับ”
น้ำเสียงนั้นนุ่มทุ้ม ทว่าแฝงความเด็ดขาดที่ขีดเส้นกั้นไว้อย่างชัดเจน
“เรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน เราค่อยไปคุยกันหลังจากที่คุณเรียนจบวิชานี้แล้วจะเหมาะสมกว่า”
แพรพิไลนิ่งอึ้งไป ความรู้สึกคล้ายถูกผลักไสให้ถอยห่างออกไปยืนอยู่อีกฟากฝั่งของกำแพงก่อตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“แค่กาแฟแก้วเดียวเองนะคะอาจารย์”
“ผมทราบครับ”
“คุณจริงจังกับชีวิตเกินไปหรือเปล่าคะเนี่ย”
ธีรัชสบตากลมโตที่กำลังฉายแววตัดพ้อคู่นั้นอย่างไม่หลบเลี่ยง
“บางเรื่องสร้างขอบเขตให้ชัดเจนไว้ตั้งแต่แรก ย่อมดีกว่าต้องตามมาแก้ปัญหาความยุ่งยากในภายหลังครับ”
แพรพิไลยืนจ้องเขานิ่งนาน ก่อนจะยอมพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
“เข้าใจแล้วค่ะอาจารย์”
เธอหมุนตัวเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้อง ทว่ายังไม่ทันจะถึงกรอบประตู เสียงทุ้มคุ้นหูก็ดังรั้งไว้เสียก่อน
“คุณแพรพิไล”
หญิงสาวหันขวับกลับไปทันที
“คะ?”
ธีรัชยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะ ทอดสายตามองเธอด้วยแววตาที่ลุ่มลึก
“คราวหน้า อย่ามาสายอีกนะครับ”
หญิงสาวเชิดหน้าน้อยๆ
“รับทราบค่ะอาจารย์”
เธอกำลังจะหันหลังกลับไปอีกครา
“แล้วก็...”
แพรพิไลชะงักฝีเท้า หันกลับมามองเขาอีกครั้ง คราวนี้แววตาของธีรัชกลับมาพราวระยับด้วยประกายความเอ็นดูที่ไม่อาจซ่อนมิด
“ผมไม่ลืมเรื่องกาแฟหรอกนะ”
รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้างามอย่างไม่อาจหักห้ามใจ
“จำไว้ให้แม่นก็แล้วกันค่ะ”
“แต่อาจจะต้องรอนานหน่อยนะ”
“ฉันไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้วค่ะ” แพรพิไลเอ่ยทิ้งท้ายอย่างถือดี “ยังไงเทอมนี้ก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายเดือน”
เมื่อร่างระหงก้าวพ้นประตูห้องเรียนไป ธีรัชจึงผ่อนลมหายใจยาวออกมาแผ่วเบา รอยยิ้มที่เคยปรากฏบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความสับสนที่เริ่มก่อตัวขึ้นในห้วงอารมณ์
เมื่อคืนวาน เขาคิดเพียงว่าหญิงสาวผู้มีน้ำใจเปิดประตูรับคนแปลกหน้ากลางสายฝน คงเป็นเพียงความทรงจำผ่านทางที่นึกถึงไม่กี่วันก็คงเลือนหาย ทว่าในเช้าวันนี้ โชคชะตากลับเล่นตลกด้วยการส่งเธอมานั่งสบตาเขาในฐานะลูกศิษย์ และนั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่ควรจะรู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย
มือหนาเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นมาอีกครั้ง เลื่อนแถบรายชื่อนักศึกษาจนไปหยุดอยู่ที่ชื่อหนึ่งที่สะดุดสายตาเขาตั้งแต่ก่อนเริ่มการสอน
แพรพิไล วรเศรษฐ์
สายตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่นามสกุลนั้นนิ่งนาน ความรู้สึกเย็นวาบสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจ
วรเศรษฐ์...
นามสกุลที่ฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำ นามสกุลที่เขาได้ยินบิดาพร่ำพูดถึงมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา บ่อยครั้งเกินกว่าจะแสร้งทำเป็นไม่คุ้นเคยได้
ทว่ายังไม่ทันที่ความคิดจะตกผลึก เสียงสัญญาณเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ เดช
ธีรัชทอดมองชื่อนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจแล้วกดเลื่อนรับสาย
“ครับพ่อ”
น้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าของเดชดังลอดผ่านสายมา
“ถึงมหาวิทยาลัยเรียบร้อยดีใช่ไหมเจ้าธี”
“ครับ เพิ่งสอนคลาสแรกเสร็จไปครับพ่อ”
“เป็นยังไงบ้างล่ะ”
สายตาของธีรัชยังคงจับจ้องอยู่ที่รายชื่อบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่วางตา
“เรียบร้อยดีครับ”
“เพิ่งกลับมาถึงเมืองไทยเมื่อวานแท้ๆ วันนี้ก็เริ่มงานเลย น่าจะพักผ่อนให้หายเหนื่อยสักวันสองวันก่อน”
“ผมพักมาพอแล้วครับ อยากเริ่มงานให้เข้าที่เร็วๆ มากกว่า”
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยปากไต่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาพ่อลูกอีกสองสามประโยค ธีรัชตอบรับไปตามความเคยชินด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
ทว่านัยน์ตาคมกริบยังคงตรึงแน่นอยู่ที่ชื่อเดิม
แพรพิไล วรเศรษฐ์
ในเวลานี้ ชายหนุ่มยังไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า เพียงนามสกุลอันทรงอิทธิพลที่วางเด่นอยู่ตรงหน้า จะแปรเปลี่ยนสายสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ที่เพิ่งก่อตัว ให้กลายเป็นชนวนสงครามความแค้นที่บิดาของเขาไม่มีวันให้อภัย
และสิ่งที่เขายังไม่คาดคิดยิ่งกว่านั้นคือ หญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มสดใสที่ยังติดค้างกาแฟเขาอยู่เพียงแก้วเดียว จะกลายเป็นผู้หญิงคนเดียวในชีวิต ที่ฝากบาดแผลลึกไว้ในหัวใจของเขาไปตลอดกาล จนถึงวันที่เขาต้องหวนกลับมาทวงหนี้แค้นนั้นคืน ด้วยราคาที่แพงลิบลิ่วเกินกว่าที่หัวใจของใครจะรับไหว
