บทที่ 7 เรื่องเก่าในอดีต

ช่วงบ่าย แพรพิไลมีตารางเรียนต่ออีกหนึ่งวิชาก่อนจะเดินทางกลับที่พัก เมื่อรถยนต์คันหรูแล่นผ่านแนวถนนหน้ามหาวิทยาลัย ท้องฟ้าเบื้องบนก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นอีกครา เมฆฝนก้อนมหึมาลอยต่ำเข้าปกคลุมทั่วผืนฟ้า

หญิงสาวทอดสายตามองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปพลางคลี่ยิ้มน้อยๆ

ค่ำวานนี้ก็มีบรรยากาศมืดครึ้มเฉกเช่นนี้

หากสายฝนไม่โปรยปรายลงมาอย่างบ้าคลั่ง

เธอก็คงไม่ตัดสินใจจอดรถเทียบข้างทาง

หากเขาสามารถเรียกหารถรับจ้างได้ตามปกติ

เขาก็คงไม่มีวันยอมก้าวขึ้นมานั่งข้างเธอ

และหากเธอไม่ได้ลงทะเบียนในวิชาที่เขารับผิดชอบ

พวกเขาทั้งสองก็คงกลายเป็นเพียงเงาของคนแปลกหน้าที่ผ่านทางมาพบกันเพียงชั่วครู่ แล้วเลือนหายไปตามกาลเวลา

ในบางครา โชคชะตาก็มักใช้เหตุบังเอิญอันเล็กจ้อยผลักไสให้คนสองคนก้าวเข้าหากัน โดยไม่เคยปริปากบอกล่วงหน้าถึงเหตุผล

แพรพิไลไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่า สำหรับธีรัชแล้ว เหตุบังเอิญในค่ำคืนฝนพรำคราวนั้น กำลังจะถูกคิดค่าตอบแทนด้วยราคาค่างวดที่สูงลิบลิ่วเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการ

ช่วงพลบค่ำ ธีรัชขับรถกลับมาถึงบ้านพักเดิมของครอบครัวในเวลาเกือบหนึ่งทุ่มตรง

บ้านหลังนี้มิได้มีขนาดโอ่อ่าใหญ่โต หากแต่เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นทรงโบราณที่เดชตัดสินใจซื้อไว้หลังจากวิกฤตชีวิตเมื่อหลายปีก่อน พรากเอาความมั่งคั่งทั้งหมดไปจากครอบครัว ปราศจากสระว่ายน้ำหรูหรา ไร้ซึ่งสวนหย่อมกว้างขวาง และไม่มีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงระยับคอยประดับบารมี มีเพียงความสะอาดสะอ้าน เรียบง่าย และความเงียบงันอันวังเวงที่ปกคลุมอยู่ทั่วทุกมุมห้อง

ธีรัชจอดรถสนิท ดับเครื่องยนต์แล้วก้าวผ่านประตูหน้าบ้านเข้าไป

เดชนั่งรออยู่ก่อนแล้วที่โต๊ะรับประทานอาหาร ในมือถือหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่งค้างไว้

“กลับมาแล้วหรือเจ้าธี”

“ครับพ่อ”

“สอนวันแรกเป็นอย่างไรบ้างล่ะ ราบรื่นดีไหม”

“เรียบร้อยดีครับ” ธีรัชวางกระเป๋าเอกสารลงบนเก้าอี้ว่าง “เด็กๆ ให้ความร่วมมือดีครับ”

เดชพยักหน้ารับรู้ช้าๆ

“มหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องลูกท่านหลานเธอ คนมีอันจะกินเขาส่งลูกหลานมาเรียนกันเยอะ”

น้ำเสียงของบิดาราบเรียบ หากแต่ธีรัชสามารถจับกระแสบางอย่างที่แฝงอยู่ได้เป็นอย่างดี มันมิใช่การเหยียดหยามอย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็นความระแวดระวังที่ฝังรากลึก

“ก็ปะปนกันไปครับพ่อ มีหลากหลายแบบ”

“อย่าไปสุงสิงหรือสนิทสนมกับใครเขาจนเกินงามล่ะ”

ธีรัชเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“ผมไปทำหน้าที่อาจารย์ผู้สอนครับพ่อ ไม่ได้ไปหาเพื่อนฝูง”

“พ่อก็แค่เตือนสติไว้ก่อนเท่านั้น”

ชายหนุ่มเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งฝั่งตรงข้าม แม่บ้านสูงวัยยกชามอาหารเข้ามาจัดวางบนโต๊ะอย่างเงียบเชียบ เดชพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ไปอีกด้านหนึ่ง ภาพข่าวแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปรากฏเด่นอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษ

ภาพถ่ายของชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางงานเปิดตัวโครงการยักษ์ใหญ่

ธีรัชเพียงแค่ปรายตามองผ่านๆ ทว่าตัวอักษรบรรยายใต้ภาพกลับตรึงสายตาของเขาไว้แน่นสนิท

วรวิทย์ วรเศรษฐ์

ความเงียบทิ้งช่วงลงชั่วขณะ ก่อนที่ธีรัชจะตัดสินใจเอ่ยปากถามขึ้นมา

“พ่อรู้จักผู้ชายคนนี้ใช่ไหมครับ”

มือเหี่ยวย่นของเดชที่กำลังจับขอบหนังสือพิมพ์ชะงักงันไปในทันที ชั่วพริบตาเดียว สีหน้าของชายชราก็แข็งกร้าวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

“ถามถึงเขาทำไม”

“ผมคุ้นนามสกุลน่ะครับ”

เดชเงยหน้าขึ้น จ้องมองลูกชายตรงๆ ด้วยแววตาคมกริบ

“ที่มหาวิทยาลัย มีคนใช้นามสกุลนี้ด้วยหรือ”

ธีรัชมิได้คิดระแวงสิ่งใด จึงเอ่ยตอบไปตามตรง

“มีนักศึกษาในคลาสของผมคนหนึ่งครับ”

“ชื่ออะไร”

น้ำเสียงที่ซักไซ้นั้นกระชากเร็วและเฉียบขาดจนผิดวิสัย ธีรัชหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างนึกสงสัย

“แพรพิไลครับ”

หนังสือพิมพ์ในมือของเดชถูกพับเก็บลงบนโต๊ะเสียงดังฉับในทันที

“แพรพิไล วรเศรษฐ์ อย่างนั้นหรือ”

“ครับ”

แววตาและสีหน้าของบิดาแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ริ้วรอยความเคียดแค้นและตึงเครียดฉายชัดจนธีรัชไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับพ่อ”

เดชยังไม่ตอบคำถามในทันที ดวงตาคู่นั้นทอดมองลูกชายคล้ายกำลังชั่งน้ำหนักว่าควรเปิดเผยความในใจออกมามากน้อยเพียงใด

“เด็กคนนั้นลงเรียนวิชาของแกใช่ไหม”

“ครับ”

“อย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเธอเด็ดขาด”

ธีรัชนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

“พ่อหมายความว่ายังไงครับ”

“พ่อสั่งว่าอย่าเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับเด็กคนนั้นเป็นอันขาด”

“เธอเป็นนักศึกษาในความรับผิดชอบของผมนะครับ หน้าที่ของผมคือต้องสอนเธอ”

“หน้าที่สอนก็ทำไปตามหน้าที่” น้ำเสียงของเดชเข้มจัดและเย็นเยียบ “แต่อย่าให้มีเรื่องส่วนตัวหรือความผูกพันใดๆ เกิดขึ้นเกินเลยกว่านั้นแม้แต่นิดเดียว”

ธีรัชเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความไม่เข้าใจ

“พ่อคิดไปถึงไหนกันครับ ผมเพิ่งจะเจอเธอในห้องเรียนวันนี้เป็นครั้งแรก”

เดชจดจ้องใบหน้าบุตรชายนิ่งสนิท

“พ่อรู้จักคนตระกูลนั้นดีกว่าที่แกคิด”

“ตระกูลไหนครับ”

“วรเศรษฐ์”

คำตอบสั้นๆ ทว่าแฝงไปด้วยไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจนน่าขนลุก ธีรัชยืดตัวตรงขึ้น ประสานสายตากับบิดาอย่างจริงจัง

“พ่อกับคุณวรวิทย์มีความหลังอะไรฝังใจกันอยู่ใช่ไหมครับ”

เดชหลุบสายตาลงมองจานข้าวเบื้องหน้า แสร้งทำเป็นตัดบท

“เรื่องเก่าในอดีต”

“เรื่องอะไรล่ะครับ”

“แกไม่มีความจำเป็นต้องรับรู้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป