บทที่ 8 ลูกสาวของศัตรู
“ถ้ามันลุกลามมาถึงขั้นที่พ่อสั่งห้ามไม่ให้ผมเฉียดกรายเข้าใกล้ลูกสาวของเขา ผมคิดว่าผมมีสิทธิ์ที่จะต้องรู้นะครับพ่อ”
เดชนิ่งเงียบไปนานแสนนาน ธีรัชจ้องมองเสี้ยวหน้าอันโรยราของบิดาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เขารู้จักสีหน้าแบบนี้ดียิ่งกว่าใคร สีหน้าของคนที่ยอมแบกรับก้อนความเจ็บปวดในอดีตไว้บนบ่าเพียงลำพัง และไม่เคยยินยอมให้ผู้ใดเอื้อมมือเข้าไปแตะต้อง
นับตั้งแต่จำความได้ ธีรัชรับรู้เพียงว่าในอดีตครอบครัวของเขาเคยมีความเป็นอยู่ที่ดีพร้อมกว่านี้ บิดาเคยเป็นเจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เคยมีหุ้นส่วนธุรกิจ และเคยควบคุมโครงการก่อสร้างระดับร้อยล้านพันล้าน ทว่าในชั่วพริบตาเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างกลับพังทลายและสูญสิ้นไปจนหมด มารดาผู้ล่วงลับมักจะคอยปลอบประโลมเขาเสมอว่าวงการธุรกิจย่อมมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา ทว่าแววตาชิงชังของเดชทุกครั้งที่หวนนึกถึงอดีต คอยย้ำเตือนธีรัชอยู่เสมอว่า มันมิใช่วิกฤตการณ์ล้มละลายอันบริสุทธิ์อย่างแน่นอน
“เขาเคยทำร้ายพ่อใช่ไหมครับ” ธีรัชเค้นถามซ้ำอีกหน
เดชวางช้อนส้อมลงกระทบขอบจานเบาๆ
“วรวิทย์ วรเศรษฐ์ คือคนที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตพ่อจนไม่เหลืออะไรเลย”
ถ้อยคำนั้นทิ้งระเบิดความเงียบงันลงกลางโต๊ะอาหาร ธีรัชสบตากับชายสูงวัยตรงหน้านิ่งอึ้ง
“หมายความว่ายังไงครับพ่อ”
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ” เดชแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความขมขื่น “บริษัทที่พ่อทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายสร้างขึ้นมากับมือ มันก็แย่งชิงไป ชื่อเสียงเกียรติยศที่พ่อเคยมี มันก็ทำลายจนป่นปี้ คนที่พ่อเคยมอบความไว้ใจและเรียกมันว่าเพื่อนแท้ กลับกลายเป็นคนแรกที่ผลักพ่อลงสู่หุบเหวอย่างไร้ความปรานี”
ธีรัชกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่บิดายอมปริปากเล่าความจริงอันดำมืดออกมาตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้
“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ครับในตอนนั้น”
“เอาไว้ถึงเวลาที่เหมาะสม พ่อจะเล่าให้ฟังทั้งหมด”
“ทำไมต้องรอให้ถึงเวลานั้นด้วยล่ะครับ เล่าให้ผมฟังตอนนี้ไม่ได้หรือ”
เดชสบตาลูกชายด้วยแววตาที่สั่นไหว
“เพราะพ่อไม่อยากให้ตราบาปและความแค้นของพ่อ ต้องกลายมาเป็นมรดกตกทอดที่คอยเผาผลาญชีวิตของแก”
ประโยคนั้นฟังดูคล้ายคำเตือนอันเปี่ยมด้วยความหวังดีจากหัวอกของผู้เป็นพ่อ ทว่าประกายไฟแห่งความเกลียดชังที่ลุกโชนอยู่ในแววตาคู่นั้น กลับฟ้องชัดว่าเดชเองก็กำลังถูกเปลวเพลิงแห่งความแค้นแผดเผาจนมอดไหม้ไปทั้งวิญญาณ
ธีรัชมองเห็นสิ่งนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และมันยิ่งทวีความสงสัยในใจเขาให้ลุกโชน
“แล้วแพรพิไลเกี่ยวพันอะไรกับเรื่องนี้ด้วยครับ”
“เธอเป็นสายเลือดของมัน เป็นลูกสาวของไอ้คนที่ทำลายพ่อ”
ธีรัชสวนกลับทันควัน
“แต่เธอไม่ใช่พ่อของเธอนี่ครับ”
เดชเค่นยิ้มเย้ยหยัน
“แกยังไร้เดียงสาเกินไปที่จะเข้าใจสันดานของคนบ้านนั้น”
“ผมไม่มีความจำเป็นต้องไปทำความรู้จักครอบครัวของเธอ สิ่งที่ผมต้องรับผิดชอบมีเพียงแค่การสอนตัวเธอเท่านั้นครับ”
“วันนี้แกอาจจะคิดแค่เรื่องสอน” เดชจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาลูกชาย “แต่วันข้างหน้าล่ะ แกกล้ารับประกันกับพ่อไหม”
ธีรัชขมวดคิ้วแน่น
“พ่อกำลังระแวงจนเกินขอบเขตไปมากแล้วครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” เดชพยักหน้ารับอย่างเด็ดขาด “พิสูจน์ให้พ่อเห็นสิ ว่ามันเป็นเพียงแค่ความระแวงเกินเหตุของคนแก่อย่างพ่อจริงๆ”
ธีรัชเลือกที่จะปิดปากเงียบ มื้อค่ำดำเนินต่อไปท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
หลังเสร็จสิ้นมื้ออาหาร ชายหนุ่มพาตัวเองกลับขึ้นมาบนห้องนอนส่วนตัว กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่นำกลับมาจากต่างประเทศยังคงเปิดอ้าทิ้งไว้กลางห้อง ธีรัชหยิบเสื้อผ้าออกมาจัดเก็บเข้าตู้อย่างเป็นระเบียบ ทว่าห้วงความคิดกลับยังคงวนเวียนอยู่กับถ้อยคำอันเจ็บแค้นของบิดา
วรวิทย์ วรเศรษฐ์ คือคนที่ทำให้พ่อไม่เหลืออะไรเลย...
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า นามสกุลหนึ่งที่ผ่านหู จะมีน้ำหนักความเกลียดชังที่กดทับรุนแรงถึงเพียงนี้ และที่ยิ่งตลกร้ายไปกว่านั้นคือ ผู้ที่ถือครองนามสกุลนั้น กลับเป็นหญิงสาวคนเดียวกับที่เขาเพิ่งสร้างความทรงจำเล็กๆ ร่วมกันมาใต้สายฝน
เสียงสัญญาณแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานสว่างวาบขึ้น ข้อความจากระบบบริหารจัดการการศึกษาของมหาวิทยาลัยแจ้งเตือนว่ามีนักศึกษาส่งงานการบ้านชิ้นแรกเข้ามาในระบบแล้ว
ธีรัชเดินไปนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ตามความเคยชิน รายชื่อผู้ส่งงานเรียงรายขึ้นมาเป็นแถว และหนึ่งในนั้นก็คือชื่อที่เขากำลังคิดถึง
แพรพิไล วรเศรษฐ์
ชายหนุ่มจ้องมองชื่อนั้นนิ่งนาน ก่อนจะตัดสินใจคลิกเปิดไฟล์เอกสารขึ้นมา
โจทย์ที่เขามอบหมายไปในวันนี้ เป็นเพียงการเขียนบทวิเคราะห์ทิศทางและจุดยืนของแบรนด์สั้นๆ ธีรัชตั้งใจว่าจะเพียงแค่อ่านตรวจผ่านสายตาอย่างรวดเร็ว ทว่าเนื้อหาในบรรทัดแรกๆ กลับตรึงความสนใจของเขาไว้จนกระทั่งอ่านจบหน้าสุดท้าย
เธอเขียนวิเคราะห์ได้เฉียบคมอย่างน่าทึ่ง
มันมิใช่สำนวนภาษาของนักศึกษาที่ท่องจำตำรามาตอบเพื่อเอาคะแนน หากแต่สะท้อนกระบวนการคิดและมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์จุดอ่อนอย่างตรงไปตรงมา และมองเห็นมิติที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม บางประโยคถึงกับทำให้เขาต้องหยุดคิดและเลื่อนสายตากลับขึ้นไปอ่านซ้ำอีกรอบ
ธีรัชเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ ทอดสายตามองตัวอักษรบนหน้าจอ
“ลูกสาวของบ้านนั้นจริงๆ สินะ”
เขาพึมพำออกมาแผ่วเบา ก่อนจะเริ่มรู้สึกหงุดหงิดในอารมณ์ของตนเองขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เขาไม่สมควรดึงเอาอคติและความเคียดแค้นของบิดามาปะปนกับบทบาทหน้าที่ในการประเมินผลงานของลูกศิษย์ แพรพิไลมิได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำในอดีต เธอไม่แม้แต่จะล่วงรู้ด้วยซ้ำว่าบิดาของเขาคือใคร และ
หากเขาเริ่มต้นตัดสินเธอผ่านเงาทมิฬของครอบครัว นั่นย่อมหมายความว่าเขากำลังเหยียบย่ำความยุติธรรมด้วยการลงโทษคนๆ หนึ่งจากสิ่งที่เธอไม่ได้เป็นผู้เลือก
ธีรัชปิดหน้าต่างเอกสารลง ก่อนจะพิมพ์ข้อเสนอแนะส่งกลับไปตามกระบวนการปกติ
