บทที่ 9 กาแฟหนึ่งแก้วกับระยะห่างที่ควรมี

“การวิเคราะห์ทำได้เฉียบคมดีมากครับ แต่บทสรุปยังดูรวบรัดและด่วนตัดสินใจไปเล็กน้อย ลองปรับมุมมองไปยืนในจุดของผู้บริโภคที่ไม่ได้ถือครองข้อมูลลึกซึ้งเท่ากับคุณดู บางทีคำตอบและทางออกของกลยุทธ์อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ครับ”

เขากดส่งข้อความไปในระบบ

เพียงชั่วเวลาไม่กี่นาทีต่อมา กล่องข้อความตอบกลับก็เด้งเตือนขึ้นมาทันควัน

“รับทราบข้อเสนอแนะเรียบร้อยค่ะอาจารย์ ขอบพระคุณมากนะคะ”

และตามติดมาด้วยอีกหนึ่งข้อความสั้นๆ

“ปล. หนี้กาแฟแก้วนั้น ยังไม่ถูกจัดชั้นเป็นหนี้สูญใช่ไหมคะอาจารย์”

ธีรัชจ้องมองข้อความสุดท้ายบนหน้าจอนิ่งนานเกินความจำเป็น

ก่อนที่รอยยิ้มบางเบาจะค่อยๆ ผุดพรายขึ้นที่มุมปากหยักลึกอย่างไม่อาจหักห้ามได้ ชายหนุ่มพิมพ์ข้อความตอบกลับไปด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายลง

“ตั้งใจโฟกัสกับการเรียนในเทอมนี้ให้เต็มที่ก่อนครับ เรื่องข้อผูกพันเรื่องหนี้สิน เอาไว้ค่อยมาเคลียร์บัญชีกันหลังสอบปลายภาคเสร็จสิ้นครับ”

เมื่อกดส่งข้อความเสร็จสิ้น เขาก็วางเครื่องมือสื่อสารลงบนโต๊ะ ทว่ารอยยิ้มละมุนยังคงประดับอยู่บนใบหน้าคมคายไม่ยอมจางหาย

ณ คฤหาสน์หรูอีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง แพรพิไลทอดกายนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงกว้าง กวาดสายตาอ่านข้อความตอบกลับนั้นซ้ำไปซ้ำมาพลางหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างอารมณ์ดี

เธอไม่เคยล่วงรู้เลยว่า ในค่ำคืนนี้ บิดาของธีรัชเพิ่งจะเอ่ยถึงนามสกุลของครอบครัวเธอด้วยเพลิงแค้นอันฝังลึก

และธีรัชเองก็ยังไม่ตระหนักเลยว่า ขอบเขตความสัมพันธ์ที่เขาเพียรพยายามขีดเส้นกั้นไว้อย่างรัดกุม กำลังค่อยๆ ถูกแรงดึงดูดบางอย่างชักนำให้ขยับเข้าใกล้จุดอันตรายทีละน้อย

คนทั้งสองยังคงปักใจเชื่อว่า เรื่องราวทั้งหมดที่ผูกพันพวกเขานั้น เป็นเพียงพันธะสัญญาของกาแฟธรรมดาๆ เพียงแก้วเดียว

ทว่าสำหรับ เดช อัครเดช

นามสกุล วรเศรษฐ์ ไม่เคยเป็นเพียงแค่ตัวอักษรที่ไร้พิษสง

และเขาจะไม่มีวันยินยอมให้บุตรชายเพียงคนเดียว ต้องก้าวเดินถลำลึกเข้าไปในวังวนของตระกูลที่ครั้งหนึ่ง เคยจุดไฟเผาผลาญชีวิตและศักดิ์ศรีของเขาจนวอดวายไม่เหลือชิ้นดีอีกเป็นครั้งที่สอง

ตลอดสัปดาห์ต่อมา แพรพิไลพบว่าตัวเองเริ่มโฟกัสกับตารางเรียนวิชา Strategic Brand Management มากเป็นพิเศษ

ไม่ใช่เพราะเนื้อหาเข้าใจง่ายหรือชิลล์เลยสักนิด

ในทางตรงกันข้าม คลาสของธีรัชกลับเคี่ยวเข็ญและกดดันสมองมากกว่าวิชาอื่นเป็นเท่าตัว เขาไม่เคยปล่อยผ่านคำตอบประเภทที่ท่องจำมาจากตำราเล่มหนา หรือจำสไลด์มาพรีเซนต์ และเกือบทุกครั้งที่มีใครหลุดตอบอะไรที่ตื้นเขินเกินไป ชายหนุ่มจะยิงคำถามสั้นๆ สวนกลับมาทันที จนคนทั้งคลาสต้องหยุดคิดตาม

“ถ้าคุณเป็นคนซื้อจริงๆ คุณจะยอมจ่ายเงินให้แบรนด์นี้เพราะเหตุผลแค่นั้นจริงหรือ”

หรือบางทีก็ถามจี้ตรงจุด

“ถ้าแคมเปญนี้มันดีขนาดนั้น ทำไมยอดขายไม่ขยับเลยสักเปอร์เซ็นต์เดียว”

และคำถามที่นักศึกษาทั้งห้องกลัวที่สุด ก็คือคำถามสั้นๆ อย่าง

“ทำไม”

คำเดียวสั้นๆ แต่ทำเอาคนที่ยืนตอบหน้าชั้นเงียบกริบไปหลายนาที

แพรพิไลกลับชอบสไตล์การสอนแบบนี้อย่างประหลาด

เธอชอบที่เขาไม่มองการตลาดเป็นแค่การทำสไลด์สวยหรู หรือการพ่นศัพท์แสงภาษาอังกฤษให้ดูเท่ แต่เขามองทะลุไปถึงพฤติกรรมมนุษย์ ความต้องการที่ซ่อนอยู่ลึกๆ และการตัดสินใจที่มีเหตุผลรองรับเสมอ

และยิ่งได้เรียนกับเขา เธอก็ยิ่งตระหนักชัดเจนว่า ชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้แค่พอรู้เรื่องอย่างที่เคยถ่อมตัวไว้บนรถในคืนฝนตก

เขารู้ลึก และรู้จริงจนน่าทึ่ง

“จ้องอาจารย์ตาไม่กะพริบเลยนะแก”

เสียงกระซิบของมินตราดังขึ้นชิดริมหู

แพรพิไลสะดุ้งตัวเบาๆ ก่อนจะหันไปส่งสายตาดุใส่เพื่อนสนิท

“ฉันมองสไลด์อยู่ย่ะ”

“สไลด์ฉายอยู่ฝั่งซ้ายจ้ะเพื่อนสาว” มินตรากระซิบพลางใช้ปลายปากกาชี้ไปข้างหน้า “แต่อาจารย์เขายืนอยู่ตรงกลางห้อง โฟกัสผิดจุดหรือเปล่า”

แพรพิไลรีบหันขวับกลับมามองหน้าจอตรงๆ ทันที

“ตั้งใจเรียนไปเลยแกน่ะ”

“ฉันตั้งใจมากจ้า แต่คนที่หลุดโฟกัสแถวนี้ดูท่าจะไม่ใช่ฉันนะ”

แพรพิไลไม่ต่อปากต่อคำ เธอแสร้งก้มหน้าจดเลกเชอร์ลงบนแท็บเล็ต ทว่ามุมปากกลับแอบยกยิ้มขึ้นมาบางๆ อย่างห้ามไม่อยู่

ตรงหน้าห้อง ธีรัชกำลังอธิบายถึงแนวคิดเรื่อง Brand Perception ก่อนจะหยุดจังหวะแล้วกวาดสายตามองไปรอบห้องบรรยาย

“ถ้ากลุ่มเป้าหมายปักใจเชื่อว่าแบรนด์นี้คือความลักชัวรี ทั้งที่ต้นทุนการผลิตจริงไม่ได้ทิ้งห่างคู่แข่งในตลาด สิ่งที่แบรนด์กำลังขายอยู่จริงๆ คืออะไรครับ”

นักศึกษาแถวหน้าคนหนึ่งยกมือขึ้น

“ภาพลักษณ์ครับ”

“ถูกแค่ส่วนเดียวครับ”

นักศึกษาอีกคนตอบเสริม

“ประสบการณ์หรือเปล่าคะ”

“ใกล้เคียงขึ้นครับ”

ธีรัชกวาดสายตาผ่านแถวที่นั่ง ก่อนจะหยุดลงตรงตำแหน่งของแพรพิไล

“คุณแพรพิไล”

เธอเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมคายคู่นั้นทันที

“คะ”

“คุณคิดว่าเขากำลังขายอะไร”

แพรพิไลนิ่งคิด เรียบเรียงตรรกะในหัวอย่างรวดเร็ว

“ขายความรู้สึกที่พวกเขามีต่อตัวเองตอนที่ถือหรือใช้แบรนด์นั้นค่ะ”

คิ้วเข้มของธีรัชเลิกขึ้นเล็กน้อย

“ช่วยขยายความหน่อยครับ”

“คนบางกลุ่มไม่ได้ยอมรูดบัตรซื้อกระเป๋าใบละหลายแสนเพราะแค่ฟังก์ชันการใช้งานค่ะ แต่เขาซื้อความรู้สึกที่ว่าตัวเองประสบความสำเร็จ ซื้อสถานะทางสังคม หรือซื้อการยอมรับบางอย่างที่ตัวเองโหยหา เพราะฉะนั้นสิ่งที่แบรนด์ขายจริงๆ อาจไม่ใช่ตัวสินค้า แต่เป็นภาพตัวตนเวอร์ชันที่ผู้บริโภคอยากเห็นตัวเองเป็นค่ะ”

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบไปครู่หนึ่ง

ธีรัชพยักหน้ารับเบาๆ

“ดีมากครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป