บทที่ 1 1

เสียงเครื่องยนต์ขนาดหนึ่งพันห้าร้อยซีซีของรถเก๋งโตโยต้าโคโรลล่าสีเงิน ดังครางครืดคราดไปกับแรงสั่นสะเทือนของพวงมาลัยที่ส่งตรงถึงอุ้งมือบาง รสรินออกแรงกระชับฝ่ามือทั้งสองข้างกับวงพวงมาลัยพลาสติกแข็งที่เริ่มลอกร่อนตามกาลเวลา ตัวรถโยกคลอนเล็กน้อยยามที่เธอบังคับมันผ่านลูกระนาดคอนกรีตภายในซอยแคบ แรงกระแทกส่งผ่านโช้กอัพเก่าคร่ำคร่าจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่คุ้นหู หญิงสาวไม่ได้ขมวดคิ้วหรือแสดงท่าทีรำคาญใจ ตรงกันข้าม เธอกลับระบายลมหายใจยาวด้วยความรู้สึกขอบคุณที่อย่างน้อยจักรกลโบราณคันนี้ก็ยังยอมสตาร์ทติดในเช้าวันนี้

​ภายในห้องโดยสารไม่มีกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ไม่มีเบาะหนังแท้กลิ่นหรูหราเหมือนรถยุโรปคันละหลายล้านที่เธอเคยนั่งในอดีต มีเพียงกลิ่นสะอาดของสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคอ่อนๆ ผสมปนเปกับกลิ่นแอลกอฮอล์ล้างมือและกลิ่นอายแดดที่แผดเผาผ่านกระจกหน้ารถ รสรินเอื้อมมือไปปรับทิศทางของช่องแอร์ที่เหลือเพียงลมละมุนอ่อนๆ ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่เหนื่อยล้าพอจะช่วยบรรเทาความร้อนระอุของแดดเมืองไทยยามเจ็ดโมงเช้าได้บ้างเพียงเล็กน้อย

​เธอยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาเรือนเก่า สายหนังสีดำที่ขัดถูจนขึ้นเงาบอกเวลาเจ็ดนาฬิกาสิบนาที รสรินเพ่งสายตามองหาบ้านเลขที่เป้าหมายตามที่ระบุไว้ในแอปพลิเคชันแผนที่บนโทรศัพท์มือถือที่ยึดติดอยู่กับแท่นวางพลาสติกราคาถูก บนเบาะข้างคนขับมีสมุดบันทึกเล่มเล็ก ปากกาลูกลื่น และกระเป๋าผ้าใส่หน้ากากอนามัยสำรองเตรียมพร้อมไว้พรักพร้อม สำหรับคนอื่น รถคันนี้อาจเป็นเพียงเศษเหล็กวิ่งได้ที่รอวันชำแหละขายซาก แต่สำหรับรสรินในวัยยี่สิบห้าปี มันคืออวัยวะชิ้นที่สามสิบสาม คือเครื่องมือทำมาหากินเพียงชิ้นเดียวที่เหลือรอดจากการถูกยึดทรัพย์ และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเธอกับลมหายใจของมารดา

​หากย้อนเวลากลับไปเมื่อสองปีก่อน รสรินคือคุณหนูรสรินแห่งคฤหาสน์รัตนวิจิตร ลูกสาวคนเดียวของนายรังสรรค์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้มีชื่อเสียงในวงการสมาคมการค้า เธอเคยใช้ชีวิตอยู่บนหอคอยงาช้าง สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า มีคนขับรถคอยเปิดประตูให้ และมีเงินในบัญชีที่เรียกใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด โลกทั้งใบของเธอเป็นสีชมพูพาสเทลที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกก้าวย่างเต็มไปด้วยความมั่นใจและคำเยินยอจากผู้คนรอบข้าง

​ทว่าความจริงของโลกธุรกิจช่างโหดร้ายและไม่มีความปรานี รังสรรค์ผู้เป็นบิดาตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ในโครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับลักชัวรีนอกเมืองหลวง โดยกู้ยืมเงินลงทุนจากสถาบันการเงินและกลุ่มนายทุนนอกระบบมาร่วมหุ้น ท่ามกลางคำเตือนของคนรอบข้าง แต่ด้วยความทะนงตนในความสำเร็จที่ผ่านมา บิดาของเธอเชื่อมั่นว่าจะสามารถปิดยอดขายได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่แล้ววิกฤตการณ์ฟองสบู่และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงก็พุ่งเข้าชนอย่างไม่ทันตั้งตัว ยอดจองเงียบสนิท ดอกเบี้ยเงินกู้พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวในแต่ละวัน เงินหมุนเวียนในบริษัทเริ่มขาดมือจนกลายเป็นภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว

​รสรินยังจำค่ำคืนที่แสนมืดมิดนั้นได้ดี ค่ำคืนที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล เสียงปืนนัดเดียวที่ดังขึ้นจากห้องทำงานชั้นล่างของคฤหาสน์รัตนวิจิตรทำลายความเงียบสงัดของบ้าน หญิงสาววิ่งลงบันไดมาด้วยหัวใจที่เต้นรัวราวกองศึก ภาพที่เธอเห็นตรงหน้าคือร่างของบิดาฟุบอยู่กับโต๊ะทำงานไม้สักทองเนื้อดี มีรอยกระสุนปืนที่ขมับขวา เลือดสีแดงฉานไหลนองลงบนเอกสารสัญญาประนอมหนี้ที่ถูกปฏิเสธ บนโต๊ะมีแก้วเหล้าวิสกี้ที่เหลือเพียงก้นแก้ว และจดหมายลาตายแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือสั่นเทาว่า ‘พ่อขอโทษ พ่อทนไม่ได้ที่ต้องกลายเป็นคนล้มเหลว พ่อฝากดูแลแม่ด้วยนะรส’

​บิดาของเธอไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะหนี้สินเพียงอย่างเดียว แต่เขาฆ่าตัวตายเพราะอัตตาหรืออีโก้สูง และศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ รังสรรค์ผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าพ่ายแพ้ทำใจยอมรับไม่ได้ที่จะต้องตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว เป็นนักธุรกิจที่ล้มเหลวในสายตาของสังคม เขาจึงเลือกที่จะตัดช่องน้อยแต่พอตัว ทิ้งภาระอันหนักอึ้งและหยาดน้ำตาไว้เบื้องหลัง ทิ้งให้ลูกสาวคนเดียวที่สปอยล์มาทั้งชีวิตต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มเจ้าหนี้ที่หิวกระหายเหมือนฝูงไฮยีน่า

​พายุการยึดทรัพย์พัดผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วและไร้ความปรานี คฤหาสน์หลังงาม รถหรูสี่คันในโรงจอดรถ ที่ดินต่างจังหวัด และทรัพย์สินทุกชิ้นที่มีมูลค่าถูกฝ่ายกฎหมายของธนาคารและเจ้าหนี้ตามยึดไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงหนี้สินก้อนสุดท้ายที่ได้รับการประนอมหนี้หลังจากหักล้างมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว หนี้ก้อนนั้นยังคงค้างคาอยู่เป็นจำนวนหกแสนแปดหมื่นบาท หนี้หลักแสนที่สำหรับคนรวยอาจเป็นเพียงเศษเงินซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบเดียว แต่สำหรับรสรินที่ไม่มีแม้แต่บ้านจะซุกหัวนอนในเวลานั้น มันคือภูเขาลูกใหญ่ที่กดทับลงบนบ่าจนแทบหายใจไม่ออก

​ไม่เพียงเท่านั้น คุณหญิงมณฑาผู้เป็นมารดาที่เคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและหรูหรามาโดยตลอด เมื่อต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างกะทันหัน ทั้งสามีที่จากไปแบบไม่มีวันกลับและสถานะทางสังคมที่ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด ร่างกายและจิตใจของคุณหญิงก็พังทลายลงในพริบตา มารดาของเธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง ร่วมกับโรคหัวใจโตที่พร้อมจะกำเริบขึ้นมาได้ทุกเมื่อยามที่เกิดความเครียด รสรินต้องพามารดาย้ายหนีจากคฤหาสน์มาเช่าบ้านไม้หลังเก่าสภาพซอมซ่อในซอยลึกเฉอะแฉะ เงินเก็บก้อนสุดท้ายถูกเฉือนออกไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่ายาของมารดาในแต่ละเดือนจนแทบไม่เหลือหยอดกระปุก

​ในความมืดมนนั้น สิ่งเดียวที่เหลือรอดจากการถูกยึดทรัพย์คือรถเก๋งโตโยต้าคันเก่าคันนี้ มันเป็นรถที่อดีตป้าสะใภ้ผู้ล่วงลับซื้อทิ้งไว้ในชื่อของตนเองและยกสิทธิ์ครอบครองให้รสรินตั้งแต่วันที่เธอเรียนจบมหาวิทยาลัย เนื่องจากไม่ใช่ชื่อของบิดาหรือมารดา เจ้าหนี้จึงไม่สามารถแตะต้องมันได้ รสรินดูแลมันเหมือนไข่ในหิน เพราะรู้ดีว่านี่คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ชี้ชะตาชีวิตของเธอและแม่

​รสรินต้องพามารดาไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐบาลบ่อยครั้งเนื่องจากสู้ค่ารักษาของโรงพยาบาลเอกชนไม่ไหว และที่นั่นเองที่ทำให้เธอได้เห็นภาพชีวิตที่ซ้อนทับกัน ภาพของคนชรานับสิบที่นั่งรอคิวตรวจโรคด้วยแววตาอ้างว้าง หลงทางอยู่ในอาคารโรงพยาบาลที่ใหญ่โตสลับซับซ้อน ฟังคำอธิบายของแพทย์ไม่เข้าใจ หรือแม้กระทั่งไม่มีแรงจะเดินไปรับยา หลายคนต้องมาโรงพยาบาลเพียงลำพังเพราะลูกหลานติดงานประจำ ไม่สามารถลางานมาเฝ้าได้ทั้งวัน บางคนโดนลูกหลานดุเสียงดังด้วยความหงุดหงิดที่ต้องเสียเวลาทำมาหากินมานั่งเป็นเพื่อนรอตรวจ

บทถัดไป