บทที่ 3 3
เสียงสัญญาณเตือนเงินเข้าโทรศัพท์มือถือดังขึ้น รสรินเปิดดูและพบว่ารัชนีโอนค่าบริการมาให้จำนวนหนึ่งพันห้าร้อยบาท พร้อมกับเงินพิเศษเพิ่มให้อีกห้าร้อยบาทสำหรับความใส่ใจ รสรินยกมือไหว้ทิศทางของบ้านเพื่อขอบคุณในความเมตตา ยอดเงินสองพันบาทในวันนี้มีความหมายต่อลมหายใจของมารดาและค่าเช่าบ้านหลังเล็กเป็นอย่างยิ่ง
เธอเดินกลับมานั่งบนรถเก๋งคันเก่า บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ค้างไว้เพื่อรับความเย็นจากแอร์ ทันใดนั้น หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ติดอยู่กับคอนโซลรถก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับเสียงเรียกเข้าที่ทำให้หัวใจของรสรินกระตุกวูบ
ชื่อที่แสดงบนหน้าจอคือ ธัญญ์ คู่หมั้นของเธอเอง
รสรินจ้องมองชื่อนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นผ่านก้อนเนื้อในอกซ้ายอย่างช้าๆ ธัญญ์คือคู่หมั้นที่หมั้นหมายกันมาตั้งแต่ตอนที่ครอบครัวของเธอยังร่ำรวย ตระกูลของเขาทำธุรกิจโรงแรมหรูและมีความสัมพันธ์อันดีกับบิดาของเธอในอดีต ธัญญ์เคยเป็นชายหนุ่มแสนดีที่คอยดูแลเอาใจใส่และพร่ำบอกรักเธอทุกวัน ทว่าหลังจากที่พ่อของเธอฆ่าตัวตายและบ้านล้มละลาย ท่าทีของธัญญ์ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขากลายเป็นคนห่างเหิน โทรหาแทบจะนับครั้งได้ และทุกครั้งที่คุยกันก็มักจะเต็มไปด้วยความเย็นชาและคำพูดถากถาง
เธอสูดหายใจเข้าลึก ควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือแล้วกดรับสาย "สวัสดีค่ะธัญญ์"
"พิม ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน ทำไมผมไปหาที่บ้านเช่าซอมซ่อของคุณแล้วไม่เจอ แม่คุณบอกว่าคุณออกไปทำงานข้างนอกตั้งแต่เช้า" น้ำเสียงของธัญญ์ที่ส่งมาตามสายเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและกระด้างกระเดื่อง ไม่มีกระแสความห่วงใยหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
"พิมเพิ่งส่งลูกค้าเสร็จค่ะ กำลังจะขับรถกลับบ้าน มีอะไรด่วนหรือเปล่าคะธัญญ์" รสรินพยายามใช้น้ำเสียงที่นิ่งสงบที่สุดตอบกลับไป
"ลูกค้าอย่างนั้นเหรอ ลูกค้าบ้าบออะไรของคุณอีก รส ผมบอกคุณกี่ครั้งแล้วว่าให้เลิกทำอาชีพสับปะรังเคแบบนี้สักที ขับรถเก่าๆ พากลุ่มคนแก่ไม่มีญาติไปโรงพยาบาลเนี่ยนะ คุณรู้ไหมว่าเพื่อนๆ ในกลุ่มของผมเอาไปพูดกันสนุกปากแค่ไหนว่าคู่หมั้นของธัญญ์ ทายาทเลอแกรนด์โฮเต็ล ต้องกลายมาเป็นคนขับรถรับจ้างส่งคนป่วย คุณไม่อายแต่ผมอายนะ" ธัญญ์ตวาดลั่นผ่านโทรศัพท์จนเสียงเล็ดลอดออกมาภายนอก
คำพูดที่กรีดแทงใจและเต็มไปด้วยความดูถูกนั้นทำให้ขอบตาของรสรินร้อนผ่าว มือที่จับเกียร์รถสั่นเทาด้วยความเสียใจและสมเพชในความรักที่เธอเคยเชื่อมั่น "ธัญญ์คะ รสต้องทำมาหากิน รสมีแม่ที่ต้องดูแล มีหนี้สินที่ต้องชำระ อาชีพนี้เป็นอาชีพสุจริต รสไม่ได้ไปโกงใคร ไม่ได้ไปขอทานใคร ทำไมธัญญ์ต้องรังเกียจขนาดนี้ด้วยคะ ในเมื่อตอนที่รสยังรวย ธัญญ์ก็บอกเองว่ารักรสที่ตัวตนของรส ไม่ใช่ที่เงินทอง"
"นั่นมันตอนที่คุณยังมีทุกอย่างพร้อมสิรส ใครจะไปรู้ว่าพ่อคุณจะทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้น บริหารงานล้มเหลวแล้วก็ชิงฆ่าตัวตายหนีความรับผิดชอบ ทิ้งหนี้สินไว้ให้คนข้างหลังตามล้างตามเช็ด คุณคิดว่าผมจะแต่งงานกับผู้หญิงที่มีหนี้รุงรังเพื่อดึงให้ตระกูลของผมต้องตกต่ำไปด้วยงั้นเหรอ" ธัญญ์หลุดปากเผยความในใจที่แท้จริงออกมาอย่างหมดเปลือก คำพูดนั้นรุนแรงและโหดร้ายเสียจนรสรินรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงกลางที่สาธารณะ
เขารังเกียจเธอที่ยากจน เขาหวาดกลัวหนี้สินหลักแสนของเธอจะลามไปถึงเขา และที่สำคัญที่สุด บิดาผู้ล่วงลับของเธอถูกตราหน้าว่าเป็นคนโง่และขี้ขลาดจากปากของคนที่เธอเคยคิดจะฝากชีวิตไว้
"เอาเป็นว่าคุณกลับมาที่บ้านเช่าของคุณเดี๋ยวนี้ ผมมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับคุณ และเรื่องนี้ต้องคุยให้จบวันนี้" ธัญญ์สั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเฉียบขาดก่อนจะตัดสายไปโดยไม่รอคำตอบจากเธอ
รสรินวางโทรศัพท์ลงบนตัก น้ำตาเม็ดโตไหลร่วงเผาะลงบนหลังมือเงียบๆ เธอไม่ได้ร้องไห้เพราะความอ่อนแอ แต่เธอร้องไห้เพื่อไว้อาลัยให้กับความรักโง่ๆ ในอดีตและความจริงใจอันจอมปลอมของมนุษย์ที่แปรเปลี่ยนไปตามกระแสเงินตรา หญิงสาวปาดน้ำตาทิ้งอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวทระนง เธอสตาร์ทเครื่องยนต์และเหยียบคันเร่งเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านเช่า เธอรู้ดีว่ามรสุมระลอกใหม่กำลังจะพัดเข้าหาเธอ และเธอต้องเข้มแข็งกว่านี้เพื่อปกป้องมารดาและศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ของตนเอง
ในเวลาเดียวกัน ณ คฤหาสน์หรูสไตล์โมเดิร์นพื้นที่กว่าสามไร่ใจกลางย่านสุขุมวิท บรรยากาศภายในห้องโถงกว้างขวางกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเสียงตวาดแหวอันทรงพลังของคุณย่ารัศมี วรโชติ หญิงชราผู้มีใบหน้าบึ้งตึงสวมชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มระยิบระยับ แม้จะก้าวเข้าสู่วัยเจ็ดสิบห้าปีแล้ว แต่แววตาของคุณย่ารัศมียังคงฉายแววหยิ่งทะนงและทรงอำนาจของคนร่ำรวยที่เคยชินกับการออกคำสั่งและมีผู้คนก้มหัวให้มาตลอดชีวิต
"ฉันบอกว่าไม่ไปก็คือไม่ไป พวกแกฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องหรือไง ถ้าตาเขตต์ไม่พาฉันไปโรงพยาบาลเอง ฉันก็นอนตายอยู่บนเตียงนี่แหละ ไม่ต้องมาสนใจฉัน" หญิงชราตวาดใส่สาวใช้สองคนที่คุกเข่าตัวสั่นอยู่ข้างเตียง
"คุณย่าครับ อย่าทำประชดและพูดเรื่องความตายแบบนี้เลยครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ ทรงพลัง และราบเรียบดังขึ้นมาจากทางประตูห้อง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสากลสีเทาเข้มเนื้อดีก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสง่างามและเคร่งขรึม ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับภาพวาดสลัก นัยน์ตาดำสนิทฉายแววเหนื่อยล้าทว่ายังคงเฉียบคมและเต็มไปด้วยความน่านับถือ ชายคนนี้คือเขตต์ วรโชติ ประธานบริหารหนุ่มแห่ง วรโชติ กรุ๊ป ผู้กุมบังเหียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโลจิสติกส์หมื่นล้านของประเทศ
"แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบคนอื่น ทำไมแกต้องให้คนอื่นพากันมาบังคับฉันด้วย วันนี้แกต้องเป็นคนขับรถพาฉันไป นั่งเฝ้าฉันหน้าห้องตรวจเหมือนทุกทีสิตาเขตต์" คุณย่ารัศมีหันมาโวยวายใส่หลานชายตัวดีที่เธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กหลังจากบิดามารดาของเขาเสียชีวิตไปจากอุบัติเหตุ
เขตต์ยกมือกุมขมับ ถอนหายใจยาว ชายหนุ่มรักและเคารพคุณย่าของเขามาก แต่ความรักนั้นมักจะมาพร้อมความเอาแต่ใจและข้อเรียกร้องที่หนักหน่วงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะหลังจากที่คุณย่าเริ่มมีอาการป่วยออดแอดและต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา
