บทที่ 10 10
หญิงสาวเดินกลับเข้าไปในห้อง 402 ปิดประตูล็อกอย่างระมัดระวัง แล้วเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟหัวเตียงให้สลัวลง ไววิทย์ยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียงกว้าง ริมฝีปากหยักได้รูปที่เคยเอ่ยคำพูดตัดรอนความสัมพันธ์อย่างเลือดเย็น บัดนี้กลับนอนนิ่งสงบอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอ
ความรู้สึกสะใจและอหังการแล่นพล่านไปทั่วร่าง เมื่อเห็นว่าผู้ชายที่ทะนงตัวและคิดจะเขี่ยเธอทิ้งอย่างง่ายดาย ท้ายที่สุดก็ต้องตกหลุมพรางและกลายมาเป็นลูกไก่ในกำมือ วิมลดาปลดเสื้อคลุมอาบน้ำทิ้งไว้บนพนักเก้าอี้ จัดแจงดึงหมอนและรั้งผ้าห่มขึ้นมาคลุมทับเรือนร่างให้ดูเหมือนคนสองคนเพิ่งผ่านค่ำคืนอันเร่าร้อนมาด้วยกัน
เธอหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาปรับหามุมกล้องอย่างตั้งใจ เลือกถ่ายภาพที่เห็นเสี้ยวหน้าของชายหนุ่มเพียงลางๆ แต่กลับเห็นรอยสักหรือลักษณะเด่นที่บ่งบอกว่าเป็นเขาได้อย่างชัดเจน หญิงสาวไม่ได้กดส่งภาพเหล่านั้นออกไปในทันที เธอเพียงแค่กดบันทึกมันไว้ในอัลบั้มลับ รอยยิ้มมาดร้ายปรากฏขึ้นที่มุมปากเมื่อทอดสายตามองผลงานบนหน้าจอ
ภาพถ่ายเพียงภาพเดียว... ไม่จำเป็นต้องเล่าความจริงทั้งหมดเสมอไป มันมีหน้าที่แค่บอกเล่า ‘เรื่องราว’ ที่คนดูพร้อมและอยากจะเชื่ออยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อคนดูคือผู้ใหญ่ของทั้งสองตระกูลที่ตั้งตารอคอยงานมงคลสมรสมาอย่างยาวนาน
วิมลดาค่อยๆ สอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เอนศีรษะซบลงบนท่อนแขนแกร่งอย่างระมัดระวัง หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นปนหวาดหวั่น เฝ้ารอคอยวินาทีที่ชายหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับละครฉากใหญ่ที่เธอทุ่มทุนสร้าง
...
อีกด้านหนึ่งบนท้องถนนยามย่ำรุ่ง
วิชัยเหยียบคันเร่งรถยนต์คันเก่าพุ่งทะยานออกจากโรงแรมโดยมีร่างไร้สติของพรชิตานอนตะแคงอยู่บนเบาะหลัง เขาตัดสินใจหักพวงมาลัยจอดเทียบข้างทางเพื่อเอื้อมมือไปจัดแจงดึงผ้าคลุมให้ปิดบังร่างกายหลานสาวให้มิดชิด ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตาของเขากลับปะทะเข้ากับรอยจ้ำเลือดสีเขียวคล้ำบริเวณข้อมือเล็กที่โผล่พ้นชายผ้าออกมา
ชายวัยกลางคนชะงักงัน รีบดึงผ้าลงมาคลุมทับรอยช้ำนั้นราวกับต้องของร้อน ก่อนจะรีบหันขวับกลับไปสตาร์ตเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งออกรถทันที เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มช่วยกลบเสียงพึมพำปลอบใจตัวเองที่ดังซ้ำไปซ้ำมาในห้องโดยสาร
แต่ไม่ว่าเขาจะพร่ำบอกตัวเองว่า ‘จำเป็นต้องทำ’ อีกกี่ร้อยกี่พันครั้ง ตัวเลขในสมุดบัญชีก็ยังคงเป็นหลักฐานที่ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า... เขาได้ขายจิตวิญญาณและรับสิ่งตอบแทนมาจากความเจ็บปวดแสนสาหัสของคนข้างหลัง
...
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาภายในห้องเช่าซอมซ่อ พรชิตาค่อยๆ ปรือตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก เธอจดจำคราบน้ำฝนบนเพดานได้ จดจำเสียงพัดลมเก่าๆ ที่หมุนฝืดครางดังแกรกๆ ได้ ทว่าความรู้สึกร้าวระบมที่แล่นริ้วไปทั่วทุกอณูของร่างกาย กลับตอกย้ำว่าเช้าวันนี้ไม่เหมือนกับทุกเช้าที่ผ่านมา
หญิงสาวพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่ความเจ็บปวดแปลบที่แล่นปลาบขึ้นมาจากช่วงล่างทำให้เธอต้องสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด ทันทีที่สายตาเลื่อนลงไปเห็นรอยฟกช้ำบนข้อมือทั้งสองข้าง ความสับสนงุนงงที่ยังไม่ก่อตัวเป็นรูปร่างแน่ชัด ก็แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวที่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
เธอรีบคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างที่สั่นเทา กวาดสายตามองไปรอบห้องจนกระทั่งพบวิชัยกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ข้างโต๊ะญี่ปุ่นพับได้
“อาชัย... เมื่อคืนเราได้เข้าไปทำงานหรือเปล่าคะ” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างยากลำบาก แหบพร่าจนแทบไม่เป็นคำ
วิชัยสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองหลานสาวด้วยความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด “ดะ... ได้ทำสิลูก แต่พรหน้ามืดเป็นลมไปซะก่อน อาเลยต้องรีบพากลับมาพักที่ห้อง วันนี้หนูไม่ต้องไปเรียนหรอกนะ นอนพักซะเถอะ เดี๋ยวอาลงไปซื้อข้าวต้มร้อนๆ มาให้กิน”
“พรจำได้ว่าเราไปถึงโรงแรม... แล้วอาชัยก็ส่งน้ำขวดนั้นให้พรดื่ม พรยังไม่ได้เปิดกระเป๋าหยิบสมุดออกมาเลยด้วยซ้ำค่ะ” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น พยายามปะติดปะต่อความทรงจำที่ขาดหาย “หลังจากดื่มน้ำ พรอยู่ที่ไหนคะ... แล้วทำไมพรถึงเจ็บไปทั้งตัวแบบนี้”
“หนูแพ้ขนมไงลูก!” วิชัยโพล่งขึ้นมาเสียงดังจนผิดสังเกต “อาเตือนแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปหยิบของแปลกๆ กิน พรก็ไม่เชื่อ อาคิดว่าหนูจะจำได้เสียอีกว่าตัวเองกินอะไรเข้าไป”
พรชิตาทอดสายตามองถุงขนมหรูหราที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะ เธอไม่ได้ยื่นมือออกไปหยิบมันขึ้นมาดู แต่กลับหลับตาลงเพื่อทบทวนภาพสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในหัว... กลิ่นพรมราคาแพง ทางเดินสลัวหน้าห้องพัก แสงสว่างจ้าจากลิฟต์ และเสียงของอาชัยที่ดังก้องอยู่ข้างหู
ไม่มีรสชาติของขนมหวานใดๆ ปรากฏขึ้นในความทรงจำ มีเพียงความรู้สึกแห้งผากในลำคอ และรสชาติเฝื่อนๆ ของน้ำเปล่าในขวดที่เปิดฝามาแล้วเท่านั้น...
“พรอยากไปหาหมอค่ะ อาชัยช่วยพาพรไปโรงพยาบาลหน่อยได้ไหม พรไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายตัวเอง แต่พรไม่อยากนอนรอแล้วคิดจินตนาการไปเองแบบนี้”
