บทที่ 6 6
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาที ฤทธิ์ยาเริ่มแผ่ซ่านเข้าสู่กระแสเลือด ไววิทย์เริ่มรู้สึกว่าภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวและห้องทั้งห้องกำลังหมุนเคว้ง มือหนาที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ความร้อนรุ่มประหลาดแล่นพล่านขึ้นมาตามใบหน้าและลำคอ ในขณะที่เสียงของหญิงสาวฝั่งตรงข้ามเริ่มอู้อี้เหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล
เขารีบวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะก่อนที่มันจะหลุดมือแตก พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตวัดสายตาที่เริ่มพร่ามัวมองไปยังวิมลดา “คุณเวย์คะ! เป็นอะไรไปคะ หน้าแดงมากเลย” วิมลดารีบลุกพรวดเข้ามาประคองท่อนแขนแกร่งด้วยท่าทีตื่นตระหนกเสแสร้ง
“ผม... เวียนหัว” ชายหนุ่มกัดฟันกรอด พยายามสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเธอ แต่เรี่ยวแรงที่เคยมีกลับเหือดหายไปจนหมดสิ้น “ไวน์แก้วนั้น... คุณใส่อะไรลงไปวิมลดา”
“วิมจะไปใส่อะไรได้ล่ะคะคุณเวย์! คุณคงพักผ่อนน้อยแล้วดื่มไวน์ตอนท้องว่างแน่ๆ เดี๋ยววิมพยุงไปพักที่ห้องก่อนนะคะ วิมเปิดห้องสวีทไว้รับรองแขกพอดี”
“ไม่ต้อง... ผมจะกลับ เรียกคนขับรถให้ผม”
เขาฝืนความทรมานเอื้อมมือไปสะเปะสะปะหาโทรศัพท์บนโต๊ะ แต่วิมลดากลับไวกว่า เธอคว้าสมาร์ตโฟนของเขาไปถือไว้เสียเอง ก่อนจะยัดกระเป๋าสะพายใบหรูของเธอใส่มือเขาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ พร้อมกับเอ่ยปากว่าจะโทรตามคนขับรถให้
มือหนาของไววิทย์ลื่นหลุดจากพนักเก้าอี้เมื่อเขาพยายามฝืนยืนขึ้น ร่างสูงใหญ่เซถลาจนต้องใช้สองแขนยันโต๊ะเอาไว้ เขาเกลียดความรู้สึกไร้ทางสู้ที่กำลังเล่นงานร่างกายอย่างหนัก และเกลียดที่หญิงสาวจงใจเลี่ยงไม่ตอบคำถามเรื่องยาในไวน์
“คุณเวย์ยืนแทบจะไม่ไหวแล้วนะคะ ไปพักเถอะค่ะ เดี๋ยววิมจัดการทุกอย่างให้เอง”
หญิงสาวถือวิสาสะสอดแขนเข้าไปพยุงร่างสูงใหญ่ที่กำลังสิ้นสติ ริบโทรศัพท์มือถือของเขาเก็บใส่กระเป๋าตัวเองอย่างแนบเนียน ก่อนจะกึ่งลากกึ่งพยุงเขาออกจากห้องอาหาร ตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวที่เตรียมการไว้ แม้ชายหนุ่มจะยังคงครางฮึมฮัมบอกว่าจะกลับบ้าน แต่เสียงของเขาก็แหบพร่าและลิ้นแข็งจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งจนต้องทิ้งน้ำหนักตัวพึ่งพาการประคองจากเธอเกือบทั้งหมด
...
บริเวณทางเดินปูพรมชั้นสี่
พรชิตาทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นหน้าประตูห้องหมายเลข 402 ขวดน้ำพลาสติกกลิ้งหล่นอยู่ข้างกระเป๋าสะพาย มือบางยกขึ้นขยำคอเสื้อเชิ้ตนักศึกษาของตนเองแน่นเพราะรู้สึกอึดอัดจนแทบขาดใจ ลมหายใจหอบถี่ติดขัด ภาพตรงหน้าพร่าเบลอจนมองเห็นแสงไฟบนเพดานแตกกระจายเป็นดวงๆ เมื่อพยายามขยับปากเรียกผู้เป็นอา เสียงที่เปล่งออกมากลับแหบแห้งและเบาหวิว
“อาชัย... พรเป็นอะไรไม่รู้ค่ะ มันเวียนหัวไปหมด... พรหายใจไม่ออก พรอยากกลับบ้าน”
วิชัยรีบนั่งยองๆ ลงข้างหลานสาว มองใบหน้าที่แดงจัดและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อด้วยความตื่นตระหนก เขากวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง อยากจะตะคอกบอกให้เธอหุบปากก่อนที่จะมีใครเดินผ่านมาเห็น แต่ความรู้สึกผิดก็ทำให้เขาไม่กล้าทำรุนแรง จึงได้แต่กระซิบปลอบกึ่งบังคับ ทั้งที่มือบางของพรชิตากำลังไขว่คว้าเสื้อของเขาเพื่อวิงวอนขอให้พาออกไปจากที่นี่
“ทนหน่อยนะลูก อาจำเป็นจริงๆ... อาขอโทษ”
“อาชัย... เรียกรถให้พรหน่อยเถอะค่ะ พรไม่ไหวแล้ว”
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่เปิดออก ตัดขาดคำวิงวอนของเด็กสาว วิมลดาก้าวฉับๆ ออกมาโดยมีร่างสูงใหญ่ของไววิทย์ที่แทบจะหมดสติทิ้งน้ำหนักพิงอยู่ พรชิตาหรี่ปรือดวงตาที่หนักอึ้งมองเห็นเพียงเงาดำของคนสองคนเคลื่อนเข้ามาใกล้ เธอไม่มีสติพอที่จะรับรู้ว่าผู้หญิงที่แต่งตัวหรูหรานั้นเป็นใคร ไม่เห็นใบหน้าของชายหนุ่มที่โดนลากตัวมา และไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะเอ่ยปากถามว่าทำไมสถานที่ทำงานที่อาอ้างถึง จึงกลายเป็นโถงทางเดินหน้าห้องพักที่น่ากลัวเช่นนี้
“เอาคีย์การ์ดนี่ไปเปิดประตู เร็วเข้า!” วิมลดายัดบัตรแข็งใส่มือวิชัยที่กำลังนั่งตัวสั่น ก่อนจะหันไปตวัดแขนเสื้อของชายหนุ่มให้พ้นทาง
วิชัยรับบัตรมาด้วยมือที่สั่นเทา เขารีบลุกขึ้นไปแตะคีย์การ์ดกับช่องอ่านหน้าประตู เสียงปลดล็อกดังคลิก บานประตูไม้หนาหนักเปิดออกสู่ความมืดมิดของห้องสวีทที่ถูกปิดผ้าม่านทึบสนิท วิชัยเอื้อมมือจะกดสวิตช์ไฟข้างผนัง ทว่าเสียงตวาดแหวของวิมลดากลับหยุดการกระทำนั้นไว้
“ไม่ต้องเปิดไฟ! ทำตามที่ฉันสั่งก็พอ”
วิมลดาออกแรงผลักร่างของไววิทย์เข้าไปในห้องจนชายหนุ่มเสียหลักเซถลา มือหนาปัดป่ายไปคว้าพนักโซฟาตัวใหญ่เอาไว้ได้ทันก่อนที่ร่างจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เขาพยายามเค้นเสียงเรียกหาโทรศัพท์ของตนเองอีกครั้ง แต่วิมลดากลับเมินเฉย เธอหันขวับมาหาวิชัยที่เพิ่งประคองร่างปวกเปียกของหลานสาวเข้ามาในห้อง แล้วโยนกระเป๋าสะพายของเด็กสาวทิ้งไว้ที่มุมประตู
“อาชัย... พรไม่ไหวแล้ว” พรชิตาพยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ฝังเล็บลงบนท่อนแขนของผู้เป็นอา “พาพรออกไปนะคะ... อย่าทิ้งพรไว้แบบนี้”
