บทที่ 7 7
วิชัยก้มมองนิ้วมือเรียวเล็กที่สั่นเทาและกำลังเกาะกุมเสื้อของเขาแน่นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย นัยน์ตาของคนเป็นอาวูบไหว แต่เขากลับเลือกที่จะไม่ตอบคำขอและไม่คิดจะเรียกใครมาช่วย เขาค่อยๆ แกะนิ้วของหลานสาวออกทีละนิ้วอย่างเลือดเย็น ก่อนจะจับร่างบางให้นั่งพิงลงกับพื้นพรมข้างโซฟา พรชิตาพยายามจะตะเกียกตะกายตาม แต่ร่างกายกลับทรุดฮวบลงไปราวกับตุ๊กตาที่ถูกตัดสายชัก ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะขัดขืนใดๆ อีก
วิมลดาดึงคอเสื้อวิชัยให้ออกมาที่โถงทางเดิน ก่อนจะกระซิบสั่งการด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมและรวดเร็ว “แกไปนั่งรอตรงบันไดหนีไฟจนกว่าจะใกล้สว่าง แล้วค่อยกลับเข้ามาเอาตัวหลานแกออกไป ฉันจะเข้าไปนอนสวมรอยแทน จำเอาไว้! ห้ามเรียกชื่อมันให้คุณเวย์ได้ยินเด็ดขาด และห้ามเสือกทำอะไรนอกเหนือจากที่ฉันสั่ง!”
“ตะ... แต่ถ้ามันเป็นอะไรขึ้นมาล่ะครับคุณวิมลดา ฤทธิ์ยามันแรงขนาดนั้น เด็กมันเพิ่งจะ...”
“ถึงตอนนี้แกเพิ่งจะมานึกสงสารมันหรือไงวิชัย!” หญิงสาวถลึงตาใส่ มองใบหน้าซีดเผือดของชายตรงหน้าด้วยแววตารังเกียจ “เงินห้าล้านที่แกรับไปแล้วเอาไปถลุงเล่น แกมีปัญญาหามาคืนฉันตอนนี้ไหมล่ะ ถ้าไม่มีก็หุบปากแล้วทำตามแผนซะ!”
วิชัยยืนนิ่งงัน เงินมัดจำล่วงหน้าก้อนแรกถูกเขาโอนไปใช้หนี้เสี่ยกวงแล้วเรียบร้อย และแทนที่เขาจะยอมรับความจริงว่าตนเองสามารถเลือกทางอื่นได้ด้วยการพาหลานหนีแล้วยอมตายรับผิดชอบหนี้สินเพียงลำพัง เขากลับเลือกความขลาดเขลา กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอแล้วพยักหน้ารับคำสั่งอันแสนอำมหิตนั้นอีกครั้ง
ปัง!
บานประตูไม้ถูกดึงปิดลงและล็อกอัตโนมัติ ขังคนสองคนไว้ในกับดักมืดมิด
พรชิตาสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงประตูปิด หญิงสาวพยายามพยุงตัวเองขึ้นโดยใช้สองมือตะกุยขอบโซฟา เธอรู้ดีว่าประตูอยู่ทิศทางไหน แต่ระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าวนั้นกลับดูไกลแสนไกลเกินกว่าที่ขาสั่นเทาจะก้าวไปถึง ความมืดมิดรอบกายไม่ได้น่าหวาดกลัวเท่ากับการที่เธอเปล่งเสียงเรียกหาอาชัยครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ากลับมีเพียงความเงียบงันที่ตอบกลับมา
“อาชัย... เปิดไฟที พรมองไม่เห็น... พรอยู่ที่ไหน” เสียงหวานสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวจับใจ
“ใคร...” เสียงทุ้มพร่าของบุรุษดังขึ้นจากมุมมืดอีกฝั่งของโซฟา
ไม่ใช่เสียงของอาชัย! พรชิตาเบิกตากว้าง สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งให้เธอขยับตัวหนีทันที แต่แผ่นหลังบางกลับชนเข้ากับพนักโซฟาจนไร้ทางถอย เธอฟังไม่ออกด้วยซ้ำว่าผู้ชายคนนั้นกำลังพึมพำอะไร รู้เพียงแค่ว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียวในห้อง และอาแท้ๆ ที่เพิ่งอุ้มเธอเข้ามาได้ทิ้งเธอไว้กับคนแปลกหน้าโดยไม่แม้แต่จะบอกกล่าว
ไววิทย์พยายามสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง เสียงหวานที่ดังแว่วมาในความมืดกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ถูกฤทธิ์ยาปลุกเร้าให้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ชายหนุ่มคลำมือสะเปะสะปะไปตามพื้นพรมเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว ความคิดและสติสัมปชัญญะของเขาขาดห้วงจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนเองเดินออกมาจากห้องอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครคือผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า และทำไมร่างกายของเขาถึงร้อนรุ่มราวกับถูกไฟแผดเผาจนควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นนี้
“ช่วยด้วย... อย่าเข้ามานะ!”
พรชิตายกสองแขนขึ้นกอดตัวเองแน่นเมื่อเงาดำทะมึนของชายแปลกหน้าขยับคืบคลานเข้ามาใกล้ ดวงตาของเธอพร่ามัวจนต่อให้มีแสงสว่างก็คงมองไม่เห็นใบหน้าของเขา เสียงที่พยายามกรีดร้องขอความช่วยเหลือกลับถูกความอ่อนแรงกลืนกินจนเหลือเพียงคำวิงวอนแผ่วเบาที่สั่นเครือ
“อย่าจับ... พรอยากกลับบ้าน... ปล่อยพรไปเถอะ”
ทว่าความปรารถนาอันบ้าคลั่งที่ถูกจุดขึ้นด้วยฤทธิ์ยา ไม่เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้รับฟังคำอ้อนวอนใดๆ สติสัมปชัญญะเส้นสุดท้ายของไววิทย์ขาดผึงลงเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมกรุ่นและผิวกายนุ่มเนียนที่อยู่ห่างออกไปเพียงคืบ
หลังจากวินาทีนั้น... สิ่งเดียวที่พรชิตารับรู้คือความหวาดกลัวที่กัดกินหัวใจ เสียงลมหายใจหอบกระเส่าที่ฟังไม่เป็นศัพท์ และความเจ็บปวดร้าวระบมที่ไม่มีทางทำให้ใครข้างนอกได้ยินและเปิดประตูเข้ามาช่วย เธอไม่ได้เลือกผู้ชายในห้องนี้ ไม่ได้เลือกชะตากรรมที่กำลังเผชิญ และไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะสั่งให้ร่างกายเรี่ยวแรงกลับมาเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง...
...
ภายนอกบานประตูไม้สีเข้ม
วิชัยยืนก้มหน้าพิงกำแพงด้วยความรู้สึกผิดที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอก เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องอู้อี้ที่เล็ดลอดออกมาจากช่องว่างใต้ประตู มือหยาบกร้านสั่นเทายกขึ้นหมายจะทุบประตูเพื่อเข้าไปช่วยหลานสาว ทว่าก่อนที่ข้อนิ้วจะทันได้สัมผัสกับเนื้อไม้ สายตาเย็นเยียบของวิมลดาก็ตวัดมามองราวกับรู้ทัน
วิมลดาปรายตามองมือข้างนั้นของวิชัยอย่างสมเพช ก่อนจะยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กเวลาด้วยสีหน้าราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเลหรือความรู้สึกผิดบาปใดๆ
คนหนึ่งกำลังยืนรอคอยอย่างใจเย็น ให้ค่ำคืนที่บดขยี้ชีวิตของเด็กผู้หญิงบริสุทธิ์คนหนึ่ง กลายมาเป็นหลักประกันอันแข็งแกร่งสำหรับอนาคตของตนเอง
ในขณะที่อีกคน... กำลังเลือกเศษเงินสกปรกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยการลดมือลงและเดินหันหลังให้บานประตู
ทอดทิ้งให้หญิงสาวผู้มอบความเชื่อใจให้เขาทั้งชีวิต ต้องกรีดร้องอ้อนวอนขอทางกลับบ้านอยู่เพียงลำพังหลังบานประตูนั้น... จนกระทั่งเสียงหวานสั่นเครือค่อยๆ แผ่วเบา และจมดิ่งหายไปในความมืดมิดในที่สุด
