บทที่ 8 8

เวลาเกือบตีห้า ความเงียบสงัดของโถงทางเดินชั้นสี่ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก วิชัยยืนก้มหน้าอยู่หน้าประตูห้องหมายเลข 402 เป็นครั้งที่สามในรอบสิบนาที มือกร้านที่กำคีย์การ์ดเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบจนต้องลอบเช็ดกับกางเกงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่ได้ยินเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากด้านในอีกแล้ว ทว่าความเงียบงันหลังบานประตูไม้หนาทึบนั้นกลับทำให้ชายวัยกลางคนหวาดผวายิ่งกว่าตอนที่ได้ยินเสียงร้องไห้ เพราะเขาไม่รู้เลยว่าหลานสาวเพียงคนเดียวยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ และไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการว่าหากผลักประตูเข้าไปแล้วพบกับสภาพที่ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เขาจะสรรหาคำตอบใดมาอธิบายให้ใครฟังได้

“มัวยืนบื้ออะไรอยู่ เข้าไปเอาตัวมันออกมาได้แล้ว!”

วิมลดากระซิบกระชากเสียงลอดไรฟัน หญิงสาวเปลี่ยนจากชุดเดรสสีดำหรูหรามาเป็นชุดคลุมอาบน้ำที่เตรียมไว้ล่วงหน้า เรือนผมยาวสลวยถูกรวบหลวมๆ ให้ดูยุ่งเหยิงคล้ายคนเพิ่งตื่นนอน ทว่านัยน์ตาคู่สวยที่จ้องเขม็งไปยังคีย์การ์ดในมือของเขากลับวาวโรจน์และตื่นตัวเต็มที่

“ผม... ผมขอดูหลานก่อนนะครับคุณวิมลดา ถ้าพรมันไม่ไหว ผมต้องพามันไปโรงพยาบาล” วิชัยละล่ำละลักตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“แล้วแกจะบอกหมอว่าอะไร! บอกว่าแกพาหลานแท้ๆ มาขายให้ผู้ชายหรือไง!” หญิงสาวถลึงตาใส่ ตวาดเสียงเบาแต่กรีดลึกถึงกระดูก “แกตกลงรับเงินฉันมาแล้ววิชัย ถ้าอยากจะมาสวมบทคนดีรักหลานเอาตอนนี้ ก็เอาเงินสองล้านคืนมา ฉันจะได้เรียกคนอื่นมาจัดการเก็บกวาดให้พ้นๆ”

“ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นครับ ผมแค่กลัว... กลัวว่ามันจะเป็นอะไรไป”

“ถ้ากลัวมันตายนักก็รีบพามันกลับบ้าน อย่าให้มันพบใคร อย่าให้มันอ้าปากพูดอะไรทั้งนั้น แล้วแกก็จะมีเงินก้อนโตเหลือไปใช้ชีวิตสบายๆ” วิมลดาเหยียดยิ้มเย็นชา “แกหัดใช้สมองคิดทบทวนดูให้ดีนะ ว่าระหว่างการได้อาบน้ำนอนห้องแอร์เย็นๆ กับการนอนจมเป็นศพอยู่ก้นแม่น้ำเพราะไม่มีเงินใช้หนี้เสี่ยกวง... แกอยากจะเลือกทางไหน”

วิชัยกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ความหวาดกลัวต่ออิทธิพลมืดของเจ้าหนี้ยังคงฝังรากลึก แต่เมื่อนึกถึงตัวเลขมหาศาลในบัญชี ความโลภก็เริ่มเข้ามาบดบังมโนสำนึกจนมิด เขากลัวที่จะสูญเสียทุกอย่างที่เพิ่งได้มา จนยอมปิดหูปิดตาและไม่ยอมตั้งคำถามกับตัวเองอีกเลยว่า หลานสาวผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกกับเงินก้อนนี้

ชายวัยกลางคนทาบคีย์การ์ดลงบนช่องอ่าน สัญญาณปลดล็อกดังคลิก เขาค่อยๆ ผลักบานประตูให้เปิดออกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะรีบยกมือขึ้นบังแสงสว่างจากโถงทางเดินตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

ภายในห้องสวีทถูกปิดผ้าม่านทึบสนิทจนมืดมิด เงาของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ทอดทับกันจนแทบแยกรูปทรงไม่ออก วิชัยยืนนิ่งรอให้ดวงตาปรับสภาพกับความมืดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หัวใจจะหล่นวูบเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างบางที่ขดตัวอยู่บนพื้นพรมข้างเตียงกว้าง

เสื้อเชิ้ตนักศึกษาตัวเดิมของพรชิตายับย่นและหลุดลุ่ย ใบหน้าหวานที่เคยมอบรอยยิ้มสดใสให้เขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือดจนเขาต้องรีบทรุดตัวลงไปใกล้ๆ เพื่อเงี่ยหูฟังเสียงลมหายใจ เด็กสาวยังคงหายใจรวยริน ทว่าร่างกายบอบบางกลับสั่นสะท้านและขยับหนีตามสัญชาตญาณทันทีที่มือหยาบกร้านของเขาแตะลงบนลาดไหล่

“พร... อาเองลูก อามารับกลับบ้านแล้วนะ” เขากระซิบเรียกเสียงสั่น

คนถูกเรียกไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะปรือตาขึ้นมอง สองมือเล็กสั่นเทายกขึ้นปัดป่ายอย่างสะเปะสะปะเพื่อป้องกันตัว ริมฝีปากแห้งผากขยับเปล่งเสียงแผ่วเบาจนวิชัยต้องโน้มใบหน้าลงไปชิด

“อย่าจับ... พรเจ็บ”

คำวิงวอนสั้นๆ นั้นบีบรัดหัวใจคนฟังจนแทบหยุดเต้น วิชัยพลันนึกย้อนไปถึงภาพหลานสาววัยเจ็ดขวบที่วิ่งหกล้มเข่าแตกอยู่หน้าบ้าน แล้วนั่งร้องไห้รอให้เขาเข้าไปอุ้ม ในวันนั้นเธอก็พูดคำเดียวกันนี้ ทว่าความจริงที่แสนโหดร้ายคือ ในวันนี้เขาไม่ใช่ฮีโร่ที่มาช่วยชีวิตหลานจากความเจ็บปวด แต่เขาคือซาตานร้ายที่เปิดประตูส่งเธอเข้ามาในขุมนรกแห่งนี้ด้วยมือของตัวเอง

ชายวัยกลางคนขบกรามแน่น สะกดกลั้นความรู้สึกผิดบาปเอาไว้เบื้องลึก ก่อนจะดึงผ้าห่มผืนหนาที่วิมลดายื่นส่งมาให้ นำไปห่อหุ้มร่างบอบช้ำของหลานสาวเอาไว้มิดชิด แล้วค่อยๆ ช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มแนบอกโดยพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำให้เธอตื่นขึ้นมาพบกับความเป็นจริง

“อย่าเผลอเรียกชื่อมันอีกเด็ดขาด” วิมลดาขยับเข้ามาขวางพร้อมกระซิบเตือน “คุณเวย์ยังนอนอยู่ตรงนั้น แกอยากให้เขาตื่นมาจำชื่อหลานแกได้หรือไง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป