บทที่ 9 9
วิชัยตวัดสายตาไปทางเตียงนอนกว้าง เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษยังคงนอนหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่ม แม้จะมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนในความมืด แต่เขารู้ดีว่าชายผู้นั้นมีอำนาจและเงินตรามากพอที่จะพลิกชีวิตเขาให้พังพินาศได้ในชั่วพริบตา ทว่าในวินาทีนี้ คนที่กุมชะตาชีวิตของเขากลับเป็นปีศาจในคราบหญิงงามที่ยืนกอดอกอยู่หน้าประตู
ชายวัยกลางคนก้มหน้าหลบสายตา กระชับอ้อมแขนที่อุ้มร่างหลานสาวให้แน่นขึ้น แล้วรีบสาวเท้าก้าวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว วิมลดาเดินตามไปจนถึงห้องพักรับรองขนาดเล็กซึ่งถูกใช้เป็นที่ซ่อนตัว ก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายใบเก่าของพรชิตาโยนโครมลงบนโต๊ะ
“โทรศัพท์มันอยู่ไหน เอามาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้”
“แบตเตอรี่มันหมดไปตั้งแต่ก่อนขึ้นมาแล้วครับคุณวิมลดา เมื่อกี้มันจะโทรหาเพื่อน ผมเลยหลอกมันว่าให้กลับไปชาร์จที่บ้าน”
“ฉันถามว่าโทรศัพท์อยู่ไหน ไม่ได้ถามว่าแกตอแหลอะไรกับมัน!”
วิชัยสะดุ้ง ค่อยๆ วางร่างหลานสาวลงบนพนักโซฟาอย่างระมัดระวัง แล้วล้วงหยิบสมาร์ตโฟนหน้าจอแตกร้าวออกจากกระเป๋าผ้าส่งให้ วิมลดากดปุ่มพาวเวอร์ย้ำๆ อยู่สองสามครั้งจนแน่ใจว่าหน้าจอมืดสนิทไม่ตอบสนอง เธอจึงโยนมันคืนให้ด้วยท่าทีขยะแขยง ราวกับของสิ่งนั้นเป็นเชื้อโรค
สายตาดูแคลนของหญิงสาวกวาดมองข้าวของในกระเป๋า เงินสดที่ม้วนรวมกันมีไม่ถึงห้าร้อยบาท สมุดโน้ตปกขาดๆ มีตารางเรียนและตัวเลขบัญชีรายรับรายจ่ายที่จดไว้ยิบย่อยจนน่ารำคาญ เธอใช้ปลายนิ้วเขี่ยพลิกหน้ากระดาษอย่างส่งเดช ก่อนจะผลักกระเป๋าใบนั้นกลับไปให้วิชัย แล้วจัดการเก็บใบเสร็จรับฝากกระเป๋าของตนเองเข้ากระเป๋าเสื้อคลุม
“กระเป๋าสกปรกใบนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจ เอาของแกกลับไปให้หมด แล้วจำใส่สมองเอาไว้ว่าเมื่อคืนแกพาหลานมาช่วยทำงาน แต่มันดันแพ้อาหารจนสลบไป ถ้ามันตื่นมาถาม แกก็ต้องยืนยันคำเดิม อย่าสาระแนแต่งเรื่องเพิ่มจนตามแก้ตัวไม่ทัน”
“แต่... แต่ยัยพรมันไม่ได้กินอะไรเลยนะครับ มันกินแต่น้ำเปล่าขวดนั้นขวดเดียว ถ้ามันซักไซ้ขึ้นมา ผมจะตอบมันยังไงล่ะครับ” วิชัยแย้งหน้าเสีย “แล้วเช้านี้มันมีเรียนด้วย เพื่อนมันต้องโทรมาตามแน่ๆ ถ้าผมสั่งให้มันหยุดเรียนหลายวันโดยไม่มีเหตุผล คนอื่นจะต้องสงสัย”
“งั้นแกก็ควรรู้ว่าหลานตัวเองคบใครบ้างสิ! ฉันไม่ใช่แม่มัน จะได้รู้จักเพื่อนมันทุกคน และฉันก็ไม่ได้มีหน้าที่มานั่งแก้ปัญหาครอบครัวให้แกด้วย แกเป็นคนเลี้ยงมันมา แกก็ต้องจัดการปิดปากมันให้ได้ อย่ามัวแต่สร้างปัญหาแล้วหวังพึ่งให้ฉันคอยตามเช็ดตามล้างให้”
วิมลดาหันขวับมาตวาด ใบหน้าสวยจัดบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ทว่าครั้งนี้เธอควบคุมอารมณ์ได้รวดเร็วกว่าเดิม หญิงสาวนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะหยิบถุงกระดาษจากมุมห้องส่งให้ ภายในนั้นบรรจุขนมที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้รับรองแขกวีไอพี พร้อมกับเอกสารที่มีตราประทับของโรงแรมอยู่ด้านบนสองสามแผ่น
“เอาถุงนี่ไปวางให้มันเห็น บอกมันว่ามันกินขนมพวกนี้เข้าไปจนหน้ามืดเป็นลม แกเคยโกหกหลานเรื่องเล่นพนันมาเป็นสิบปี เรื่องตอแหลแค่นี้ถ้าทำไม่ได้ก็เตรียมตัวอดได้เงินก้อนสุดท้ายไปเลย!”
วิชัยรับถุงกระดาษมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทาโดยไม่กล้าต่อปากต่อคำ ทว่าในจังหวะที่เขารูดซิปปิดกระเป๋าหลานสาวนั้น เศษกระดาษแข็งใบเล็กๆ กลับร่วงหล่นจากสมุดโน้ตลงไปซุกอยู่ที่ก้นกระเป๋า เขาเห็นเพียงลางๆ ว่ามันเป็นบัตรรับฝากของอีกใบ แต่ด้วยความกลัวว่าหากมัวก้มลงค้นหาจะทำให้พรชิตารู้สึกตัว เขาจึงตัดสินใจปล่อยมันทิ้งไว้เช่นนั้น โดยไม่รู้เลยว่าการละเลยเพียงเล็กน้อย จะกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ย้อนกลับมาทำลายแผนการทั้งหมดในภายหลัง
“พามันออกไปทางชั้นจอดรถด้านหลัง ฉันให้คนเอารถมาจอดรอไว้แล้ว อย่าให้พนักงานคนไหนเห็นหน้ามันเด็ดขาด ถ้ามีใครสงสัยก็บอกว่าหลานแกไม่สบายหนัก ลูกน้องฉันเคลียร์ทางไว้ให้หมดแล้ว”
“แล้ว... แล้วเงินสามล้านที่เหลือล่ะครับ คุณวิมลดาจะโอนให้ผมตอนไหน”
วิมลดาแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาเหยียดหยามมองพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอกของชายตรงหน้า “ห่วงหลานเสร็จปุ๊บก็หันมาห่วงเงินต่อเลยนะวิชัย ฉันชอบคนสันดานแบบแกจริงๆ รู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร... เรื่องเสี่ยกวงเดี๋ยวฉันจัดการเคลียร์ยอดให้โดยตรง แกรับมัดจำไปตั้งสองล้านแล้ว อย่ามาตีเนียนหวังจะได้ทั้งเงินเคลียร์หนี้ทั้งเงินสดเข้ากระเป๋าซ้ำสอง”
“ผมไม่ได้จะขอซ้ำครับคุณวิมลดา ผมแค่อยากให้แน่ใจว่าเรื่องหนี้มันจบแล้วจริงๆ”
“ถ้าอยากรู้ก็โทรไปถามพวกมันตอนสายๆ เอาเองสิ แต่ก่อนจะสาระแนไปถามใคร แกช่วยไสหัวเอาหลานแกออกไปจากโรงแรมฉันสักที!”
ทันทีที่บานประตูห้องพักรับรองปิดลง วิมลดาก็พ่นลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาอย่างโล่งอก เธอเกลียดความผิดพลาด เกลียดคำถามงี่เง่า และที่สำคัญ... เธอเกลียดแววตาลังเลของวิชัยตอนที่มองหลานสาว เพราะคนที่ยังมีเศษเสี้ยวของความรู้สึกผิดหลงเหลืออยู่ มักจะพร้อมหักหลังและเปลี่ยนใจได้ง่ายกว่าพวกที่เห็นแก่เงินเพียงอย่างเดียว แต่เธอก็เชื่อมั่นว่าอำนาจของเงินมัดจำสองล้านได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เขาถลำลึกเกินกว่าจะถอยหลังกลับ และมีเหตุผลมากพอที่จะต้องโกหกต่อไปเพื่อเอาชีวิตรอด
