บทที่ 2 ตอนที่ 2 เกลียดขี้หน้าไอ้คุณชายขี้เก๊ก

ตอนที่ 2 เกลียดขี้หน้าไอ้คุณชายขี้เก๊ก

“เสร็จหรือยังเกรียง จะทุ่มหนึ่งแล้วนะ เดี๋ยวไม่ทัน”

“แป๊บหนึ่งนะครับคุณแม่ ผมกำลังเซ็ตผมอยู่”

“ไม่ต้องเนี้ยบขนาดนั้นก็ได้ คนที่แม่จะพาไปเจอ เขาสบาย ๆ แม่ว่าเกรียงต้องชอบมากแน่ ๆ” หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาภายในห้องนอนของลูกชายวัยสามสิบเจ็ด กำลังตั้งหน้าตั้งตาเซ็ตทรงผมให้เรียบเฉกเช่นทุกวัน

เกรียงไกรเป็นชายเจ้าสำอางมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่นจะต้องเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สนใจใครสักที เพราะค่อนข้างเป็นคนเลือกมาก 

คุณหญิงอมรรัตน์ก็แก่ลงทุกวัน ตอนนี้เธอเองก็ปาเข้าไปหกสิบสองแล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องทายาทสืบสกุลหรอก เธอเองเป็นคนค่อนข้างหัวสมัยใหม่จึงอยากหาคู่ครองดี ๆ ให้ลูกชายสักคน หญิงแก่อย่างเธอจะได้สบายใจสักที

“ยังไม่แต่ง ไม่ได้เหรอครับคุณแม่” ร่างใหญ่ล่ำสันหันมาแสดงสีหน้าออดอ้อน ที่ยอมลุกขึ้นมาแต่งตัวก็เพราะไม่อยากขัดใจผู้เป็นแม่ ตอนนี้เหลือกันอยู่สองคนเท่านั้น ส่วนผู้เป็นพ่อได้จากไปตั้งแต่เขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว

“เกรียง แม่ไม่เคยขออะไรจากลูกเลยนะ เรื่องนี้แม่ขอได้ไหม” คำพูดของมารดาทำให้ใจของเกรียงไกรเหลวไปหมด

มันเป็นเรื่องจริงที่แม่ของเขาไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย นอกจากคู่สมรส ความหวังดีของท่านคงจะกลัวลูกชายเหงานั่นแหละ ตื่นเช้ามาก็ไปทำงาน ตกเย็นก็กลับเข้าบ้านนอน นาน ๆ ครั้งจะถูกเพื่อนอย่างทาวัตลากตัวออกไปสังสรรค์

จะยอมรับตามตรงก็ได้ ชีวิตเขามันน่าเบื่อจริง ๆ นั่นแหละ

“งั้นเราไปกันเถอะครับ” ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็เดินตามมารดาเข้ามานั่งภายในรถยนต์ ไม่นานก็เดินทางมาถึงร้านอาหารหรูระดับห้าดาว

“เข้าไปกันเถอะ เพื่อนของแม่น่าจะรอกันอยู่ด้านในแล้ว” หญิงวัยกลางคนเอ่ย ก่อนจะเดินตามลูกชายเข้ามาภายในร้าน จังหวะที่กำลังจะเปิดประตูนั้นไม่รู้ว่ามีคนบ้าที่ไหนเดินพรวดพราดออกมา ท่าทางดูเร่งรีบจนเผลอชนเข้ากับเกรียงไกรอย่างจัง จนล้มลงไปกองกับพื้นทั้งคู่

“โอ๊ยยยยย!”

ชั่วครู่เดียวที่เกรียงไกรเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายในระยะใกล้ ความหล่อกระแทกตาจนพาให้ใจสั่น แต่เมื่อมือไปคว้ากับอกแน่น ๆ ของมันก็ทำให้หัวใจเต้นกระหน่ำขึ้นมาอีกครั้งจนได้สติแล้วรีบผละออกลุกขึ้นมายืน และไม่ลืมที่จะจัดสูทให้เข้าที่ รวมทั้งจัดเส้นผมบนศีรษะนั้นด้วย เพราะกลัวว่าจะเสียทรง

“เป็นอะไรหรือเปล่าปั้นหยา” เสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นฟังดูอบอุ่น ทำเอาเกรียงไกรรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก แทนที่อมรรัตน์จะมาดูลูกตัวเอง กลับไปช่วยพยุงร่างไอ้นักมวยหน้าหล่อให้ลุกขึ้น แถมทั้งคู่ยังดูรู้จักและสนิทสนมกันมากอีกต่างหาก

“ไม่เป็นไรครับ” ปั้นหยาตอบก่อนจะยกมือไหว้เพื่อนของมารดาด้วยความนอบน้อม การที่ถูกชนจนล้มเมื่อสักครู่กับรอยฟกช้ำตามร่างกายที่ได้มาจากการชกมวยนั่น ถือว่าเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด

ก่อนหน้านี้ปั้นหยาเป็นคนอาสาขับรถยนต์พาแม่กับน้องมาส่งที่ร้านอาหารเพื่อดูตัวลูกชายคุณหญิงอมรรัตน์ที่เป็นเพื่อนของแม่เขานี่แหละ

แต่เดี๋ยวนะ! อย่าบอกว่าไอ้แก่หน้าวอกนี่จะเป็นคู่หมั้นของน้องชายเขาเหรอ

“เอ่อ… คุณอาครับ อย่าบอกนะว่าคนนั้นคือคนที่จะแต่งงานกับปันหยี” นักมวยหน้าหล่อเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ ค่อนข้างตกใจพอสมควรจนตอนนี้รู้สึกว่าไม่อยากให้น้องชายตบแต่งกับไอ้เวรนี่ขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

ไหนแม่เคลมนักเคลมหนาว่าคนที่น้องจะแต่งงานด้วยเป็นสุภาพบุรุษนิสัยดี แต่ดูเหมือนสิ่งที่ปั้นหยาเห็นจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่มารดาเอ่ยมาทั้งหมดเลย

ปั้นหยาไม่ค่อยถูกชะตากับไอ้แก่หน้าโบท็อกซ์นี่เอาเสียเลย คิดว่าหล่อมาจากไหนวะ แก่ก็แก่ แถมยังขี้เก๊กอีกต่างหาก กูไม่อยากให้มันมาแต่งงานกับปันหยีเลย แต่หนี้ที่ทางครอบครัวติดเอาไว้สิบล้านก็ต้องการเงินค่าสินสอดนี้เพื่อเอามาปลดหนี้นั่นแหละ จะทำอย่างไรได้ล่ะ

“ใช่จ๊ะ! มาทำความรู้จักกับพี่เขาซะสิ พี่เขาชื่อเกรียง เป็นลูกชายของอาเอง” เป็นคำตอบที่ทำให้ร่างโปร่งกำหมัดแน่นด้วยอารมณ์คุกรุ่น

ต่างฝ่ายต่างทดความแค้นเอาไว้ในใจ พยายามอย่างมากที่จะเก็บอารมณ์โทสะเอาไว้ ก่อนที่ปั้นหยาจะยกมือขึ้นสวัสดีอย่างจำใจ และเกรียงไกรไหว้ตอบออกไปส่ง ๆ ตามมารยาทที่อยู่ต่อหน้าผู้เป็นแม่

“ปั้นหยาจะรีบกลับแล้วเหรอ ไม่อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนล่ะ”

“ไม่หรอกครับ เชิญคุณอาตามสบายเลย คืนนี้ผมขึ้นชกสามทุ่มเลยกลัวไม่ทัน เพราะต้องไปวอร์มร่างกายก่อนครับ”

“ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะลูก”

“ขอบคุณมากครับ” ปั้นหยายกมือไหว้ลา ทว่าดวงตาตวัดค้อนขวับไปทางคนแก่กว่าด้วยความไม่พอใจ ทำเอาคนถูกคาดโทษด้วยสายตาเริ่มเสียวสันหลังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีสลดลง

หลังจากคุณหญิงอมรรัตน์เดินเข้าไปในร้านแล้ว ปั้นหยาเองก็กำลังจะเดินออกมาทางนอกร้าน แต่ก็ถูกชายใส่สูทเต็มยศเอ่ยขึ้น ทำเอาสองเท้าหยุดชะงักแล้วหันมามอง

“ไม่ลองรับข้อเสนอที่ผมให้เหรอ ได้ข่าวมาว่าบ้านคุณเป็นหนี้ตั้งสิบล้าน นี่อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้คุณได้เงินเร็วขึ้นนะ” นักมวยวัยยี่สิบห้ากำหมัดแน่น ยืนจ้องมองคนแก่กว่าตาเขียวปั๊ดด้วยความเดือดดาล

“อย่าคิดว่าเป็นลูกชายของเพื่อนแม่กู แล้วจะไม่กล้านะ” เค้นน้ำเสียงลอดไรฟันเอ่ยออกไป พยายามอย่างมากที่จะไม่เหวี่ยงหมัดใส่ใบหน้าที่ตึงไปด้วยโบท็อกซ์ เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต

“ผมรู้ว่าคุณกล้า คุณมันเก่ง แต่ก็ไม่ควรมีพฤติกรรมก้าวร้าวกับคนที่หวังดีแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” ฝ่ามือใหญ่ล้วงกระเป๋ากางเกงก่อนหน้ายกขึ้นมาตบบ่าของนักมวยกล้ามโตสองสามที ตามด้วยเสียงหัวเราะในลำคอก่อนจะเดินเข้าไปภายในร้าน ทำเอาปั้นหยากัดฟันกรอด แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำได้เพียงแค่เดินดุ่ม ๆ มาที่รถ แล้วขับตรงไปที่สนามนักมวยด้วยความเร็วสูง

ตุ้บ!

ปั้นหยาโยนกระเป๋าลงบนโต๊ะภายในห้องเก็บตัวนักมวย เพลิงโทสะในอกพลุ่งพล่านจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ทำเอาพี่เลี้ยงนักมวยที่เดินเข้ามาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย

“ไอ้ปั้นเป็นอะไรของมึงวะ ไปแดกรังแตนที่ไหนมา” พี่ศรนักมวยรุ่นเก๋า เป็นเจ้าของค่ายมวยและยังเป็นครูมวยของปั้นหยามาตั้งแต่แรก ๆ ดีกรีแชมป์โอลิมปิกเมื่อหลายปีก่อนการันตีแล้วว่ามีฝีมือมากขนาดไหน

ก่อนหน้ามีคนยื่นข้อเสนอด้วยจำนวนเงินที่มากมายมหาศาลเพื่อซื้อตัวพี่ศรไปเป็นครูมวยให้ แต่ถึงอย่างนั้นศรก็ไม่ได้สนใจเลยสักนิด

“อยากต่อยหน้าคนดิพี่” ตอบออกไปเสียงแข็ง พอ ๆ กับดวงตา

“ใครอีกวะที่มากระตุกหนวดเสือของมึงได้”

“พี่จำไอ้หน้าลิงที่มันมาขอเจอผมเมื่อหลายวันก่อนได้ปะ”

“ไอ้หน้าลิง?” ศรเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้พลางทำท่าทางขบคิดชั่วครู่ ก่อนพูดต่อ “อ๋อ… ไอ้คนที่มันแสกผมเป๋เรียบ ๆ แล้วก็ใส่สูทเต็มยศเลยใช่ปะ กูจำได้ ๆ”

“นั่นแหละ มันบอกจะให้ผมล้มมวย”

“เฮ้ย! มึงจะไปหงุดหงิดทำไม มันก็เรื่องปกตินี่ ทุกวันนี้มีคนขอให้มึงล้มมวยเยอะแยะ จะไปใส่ใจอะไรกับคำพูดของคน ๆ หนึ่งวะ” ศรส่ายหน้าไปมา เขาอยู่วงการมวยมานานคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ การที่ไอ้ปั้นเป็นแชมป์ไร้พ่ายก็ต้องมีคนอยากโค่นแชมป์มันเป็นธรรมดา

“ผมไม่ชอบอยู่ดี อยากซัดหน้าแม่งเอาให้ไหมที่ร้อยใต้หนังหน้าหลุดเลย”

“ก่อนที่มึงจะไปซัดใคร ตอนนี้รีบไปเปลี่ยนชุด เดี๋ยวต้องขึ้นชก” สิ้นประโยคนี้ปั้นหยาก็เข้าไปเปลี่ยนชุดแล้วเตรียมตัวขึ้นชก

ถึงจะเป็นเวทีมวยเถื่อน แต่ศรก็คิดว่าให้ลูกน้องในค่ายมาเปิดหาประสบการณ์จริง ดีกว่าการซ้อมคุดคู้อยู่ในค่ายเป็นไหน ๆ

แน่นอนว่าค่ำคืนนี้ปั้นหยายังรักษาแชมป์เอาไว้ได้ จึงนำเงินที่ได้กลับมาให้ผู้เป็นแม่เพื่อเอาไปปลดหนี้ แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวขาเข้าประตูบ้านก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังระงมของน้องชายพาให้คนเป็นพี่อย่างเขารู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน

“แม่ครับ ผมไม่อยากแต่งงาน” ปันหยีส่งเสียงสะอื้นโดยที่มีผู้เป็นพ่อนั่งปลอบใจอยู่ไม่ห่าง

“แต่ครอบครัวเราไม่มีทางเลือกแล้วนะลูก แต่ง ๆ กันไป เดี๋ยวก็รักกันเองนั่นแหละ” น้ำเพชรพูดจาโน้มน้าว เธอเองก็สงสารลูกชายเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะหาเงินจากไหนมาส่งคืนเจ้าหนี้นอกระบบ

“พ่อว่าเราลองเจรจากับคุณรัตน์ใหม่ดีไหม เราทำเรื่องกู้ยืมเงินแทนการแต่งงานเรียกค่าสินสอดดีไหมแม่” ยุทธนาเสนอโดยที่ลูกชายคนเล็กพยักหน้าเห็นด้วย

“ไม่ได้หรอกคุณ เรารับปากไปแล้ว ยังไงเราก็ต้องส่งลูกไปแต่งงานกับตระกูลนั้น” เธอเอ่ยออกมาเสียงเบา รู้สึกเวทนาที่ต้องส่งลูกไปตบแต่งเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว

“พ่อช่วยผมด้วย ผมมีคนรักอยู่แล้วนะครับ” ด้วยความที่ปันหยีมีดวงตากลมโต ผิวขาว รูปร่างสะโอดสะองราวกับผู้หญิง ก่อนหน้านี้ไปดูตัวก็ทำให้ลูกชายบ้านนั้นรีบตอบตกลงทันที

“พ่อ… คือพ่อ…” คนเป็นพ่ออ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เขารู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น โรงงานน้ำพริกที่เขาสร้างขึ้นกับมือมันเจ๊งไม่เป็นท่า เพราะการบริการงานที่ผิดพลาดของเขาเอง

“พ่ออย่าทำแบบนี้สิ พ่อ!”

“พ่อขอโทษนะปันหยี พ่อมันไม่ได้เรื่องเอง” ชายวัยกลางคนพูดเสียงเบา ขอบตาแดงก่ำรู้สึกเจ็บปวดแทนลูกเหลือเกิน รวมทั้งปั้นหยาเองก็เช่นกันที่เห็นภาพตรงหน้าทิ่มแทงใจ เขารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าที่ไม่สามารถช่วยอะไรน้องได้เลย

“น้องต้องแต่งงานเมื่อไหร่ครับ” เสียงของปั้นหยาดังขึ้น ทำให้คนในครอบครัวต่างหันหน้ามามอง ปันหยีเห็นก็วิ่งน้ำตานองมากอดคนเป็นพี่เอาไว้ด้วยความเสียใจ ฝ่ามือนักมวยที่มีรอยเลือดเพราะเพิ่งผ่านการชกบนสังเวียนยกขึ้นมาลูบหัวน้องชายเบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบใจ

“สามเดือนปั้นหยา แม่ไม่มีทางเลือก อย่าโกรธแม่เลยนะ แม่ทำเพื่อครอบครัว” หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาคว้าแขนของลูกชายคนโตเอาไว้ พร้อมทั้งออกแรงบีบเบา ๆ

เรื่องทั้งหมดเขาไม่โทษแม่หรอก หากเมื่อสิบปีที่แล้วเขาไม่ขอครอบครัวเดินทางในวงการนักมวย ดีไม่ดี ป่านนี้ก็คงจะช่วยเหลือบริษัทได้บ้าง

“พอมีเวลา ผมจะพยายามหาเงินมาปลดหนี้ให้ครอบครัวเราให้ได้ครับ ผมจะไม่ยอมให้ปันหยีต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ยากก็ตาม

“จริงนะครับพี่ปั้น พี่พูดจริงนะ” ตั้งแต่เด็กจนโตไม่มีเรื่องไหนที่ปั้นหยาเอ่ย แล้วไม่รักษาคำพูด น้องชายที่พอมีหวังยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เงยหน้ามองพี่ชายด้วยความดีใจ

“พี่พูดจริง พี่เองก็ไม่ชอบขี้หน้าไอ้แก่นั่นเหมือนกัน” เห็นแล้วคันส้นตีน ขืนได้เกรียงไกรมาเป็นน้องเขยมีหวังได้เอาเลือดมันมาล้างตีนแทนน้ำแน่ ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป