บทที่ 3 ตอนที่ 3 ไอ้ปั้นล้มมวย
ตอนที่ 3 ไอ้ปั้นล้มมวย
ผ่านมาอีกร่วมเดือนแล้ว ช่วงนี้เกรียงไกรไม่ค่อยมีเวลาเท่าที่ควร เพราะยุ่งอยู่กับงานและการจัดเตรียมงานแต่งที่จะเกิดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้านี้
เขายังคงใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่เหมือนคนที่กำลังจะแต่งงานเลยด้วยซ้ำ ชีวิตของเขายังคงน่าเบื่อเหมือนเดิม ตื่นขึ้นมาก็แต่งตัวมาทำงาน ตกเย็นก็กลับบ้าน บางทีหากมีเมียตามที่แม่บอกสักคน อาจจะทำให้ชีวิตดีขึ้นมาบ้างก็ได้
ก๊อก ๆ
“เข้ามา” สิ้นประโยคของเกรียงไกรบานประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออก เป็นเลขาชายวัยกลางคนมีชื่อว่าธนัท
“คุณเกรียงครับ เมื่อสักครู่คุณปันหยีคู่หมั้นของคุณเกรียงโทรมาหาผม บอกว่าวันนี้ไม่สะดวกจะมาครับ”
“ทั้งวันเลยเหรอ”
“ใช่ครับ”
“แล้วทางนั้นนัดเอาไว้วันไหนล่ะ คุณธนัทบอกผมล่วงหน้าด้วยแล้วกัน”
“ไม่ได้นัดครับ ทางนั้นบอกว่าเจอกันวันงานเลยครับ” เรียวคิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันแน่นอย่างใช้ความคิด
วันนี้ครบกำหนดถ่ายพรีเวดดิ้ง แต่ทางฝั่งเจ้าสาวอ้างว่าไม่ว่าง ส่วนชุดที่ใส่ในวันงานก็ต่างฝ่ายต่างไปเช่า ทำอย่างกับว่าไม่อยากแต่งงาน ทั้งที่ทางฝั่งครอบครัวนั้นก็ต้องการเงินสิบล้านไปปลดหนี้ไม่ใช่หรือไง
แล้วไงวะ! ไม่ให้เกียรติกันเกินไปหรือเปล่า ปันหยีก็แค่ตัวเล็ก น่ารัก สเปกของกูก็จริง แต่ไม่จำเป็นต้องง้อสักหน่อย
เกรียงไกรเลือกที่จะไม่คะยั้นคะยอ หากบ่าวสาวไม่มีภาพร่วมเฟรมในงานแต่งก็ไม่เห็นจะเป็นไรไป ดีเสียอีก เขาเองก็ไม่ได้อยากจะแต่งงานขนาดนั้นสักหน่อย ที่ยอมแต่งก็ล้วนเป็นความต้องการของผู้เป็นแม่เท่านั้นแหละ
เมื่อนึกถึงฝั่งเจ้าสาวก็อดนึกถึงปั้นหยาไม่ได้ ผ่านมาเป็นเดือนแล้วไม่ได้เห็นหน้าค่าตาของมันเลย ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างวะ
อ้าว! แล้วกูจะต้องไปคิดถึงไอ้นักมวยกร่าง ๆ คนนั้นทำไม
“คุณธนัท” เสียงเรียกของผู้เป็นนายทำให้เลขาที่กำลังจะเดินออกนอกห้องหยุดชะงัก หันกลับมามองประธานวัยสามสิบเจ็ดกำลังหยิบกระจกขึ้นมาส่อง หันซ้ายหันขวาเพื่อเช็กดูความมั่นใจ
“ครับคุณเกรียง มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“คุณว่าผมหล่อไหม” เป็นคำถามที่ทำเอาเลขาไปไม่เป็น เขาสงสัยเป็นอย่างมากว่าเจ้านายเป็นอะไร พักหลังมานี้เอาแต่ห่วงหล่อเหลือเกิน
“หล่อสิครับ”
“แล้วผมดูแก่หรือยัง” เสี้ยวหน้าคมคร้ามเลิกคิ้วเห็นรอยตีนกาเริ่มผุดบนใบหน้า ความเครียดเริ่มครอบงำอีกครั้ง ปกติเป็นคนมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองมาก ทว่าตั้งแต่ไอ้นักมวยกล้ามโตมันด่าก็ทำให้เสียความมั่นใจไปเลย
“ไม่แก่หรอกครับ ถ้าคุณเกรียงแก่แล้วผมจะเรียกว่าอะไร” ตอบออกไปตามความจริง
“แล้วรอยตีนกาบนหน้าของผมมันมีไหม”
“ไม่มีครับ คุณเกรียงยังดูเหมือนยี่สิบต้น ๆ” ต้นก็บ้าละ
“งั้นคุณช่วยโทรไปนัดหมอให้หน่อย บอกว่าผมจะไปฉีดหน้าเพิ่ม บ่ายสองวันนี้เลย”
“เอ่อ… อาทิตย์ที่แล้วคุณเกรียงเพิ่งไปมาเองนะครับ ผมว่ารออีกหน่อยดีกว่า”
“แต่ผมสั่ง! หรือคุณเป็นคนออกเงิน” คนเป็นเจ้านายว่าเสียงดุ ทำเอาเลขาวัยกลางคนหน้าถอดสี
“ครับ ๆ เดี๋ยวผมจัดการให้เดี๋ยวนี้แหละครับคุณเกรียง”
พูดจบธนัทก็เดินออกมาด้านนอก เมื่อบานประตูห้องปิดลงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วจัดการต่อสายโทรหาคลินิกเจ้าประจำให้เจ้านายเข้าไปเสริมความหล่อ
ช่วงบ่ายเกรียงไกรออกเดินทางไปเสริมความหล่อตามนัด ตกเย็นว่าง ๆ ก็มานั่งดื่มที่เกรชบาร์เพื่อรอประตูสนามมวยเปิดออก
“มาคนเดียวเหรอคะพี่ ให้หนูนั่งเป็นเพื่อนด้วยไหม” หญิงสาวในร่างระหงนุ่งน้อยห่มน้อยเดินเข้ามายังโต๊ะ พร้อมทั้งยกแก้วเหล้าในมือมาชนแก้วของเกรียงไกรอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะกระดกขึ้นดื่มท่าทางยั่วยวน
“ขอโทษครับ ผมชอบนั่งคนเดียว” โดนตอกหน้าไปแบบนั้นหญิงสาวถึงกับหน้าชา รีบเดินกลับไปหาเพื่อนแทบไม่ทัน
ประธานหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กงานในมือถือฆ่าเวลา จุดประสงค์หลัก ๆ เขาต้องการมาดูมวยคู่เอก ไม่รู้ทำไมสมองถึงสั่งการให้เขาขับรถมาถึงที่นี่ หากได้กวนส้นตีนไอ้นักมวยกระจอก ๆ อีกสักหน่อย คงทำให้ชีวิตดูมีสีสันขึ้นมามากทีเดียว
สามทุ่มตรงเกรียงไกรสั่งพนักงานเช็คบิล หลังจากนั้นก็เข้ามานั่งรอชมมวยอย่างใจจดใจจ่อ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเข้ามาเพราะบัตรวีไอพีของเพื่อน แต่เงินที่เขามีก็ไม่ยากที่จะทำบัตรใหม่เองเช่นกัน
หลังจากพิธีกรประกาศให้นักมวยขึ้นบนสังเวียน ผู้คนก็ใจจดใจจ่อรอลุ้น วันนี้ ‘ไอ้ปั้นกล้ามโตไร้พ่ายอยู่ฝั่งสีน้ำเงิน’ รูปร่างของมันแน่นไปทุกส่วนดูมีเสน่ห์ แถมยังสะกดสายตาของเกรียงไกรให้เหม่อมองอยู่นาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องสะบัดศีรษะของตัวเองเพื่อเรียกสติ ตอนนี้เริ่มไม่เข้าใจตัวเองว่าเป็นอะไร
ไอ้เวรนั่นห่างจากสเปกของกูไปมาก หลงคิดไปได้ไงวะว่ามันน่ามอง ถ้าหวั่นไหวกับน้องชายของมันก็ว่าไปอย่าง ทั้งน่ารัก ตัวเล็ก แถมยังไม่ป่าเถื่อนแบบนั้นอีกต่างหาก
“แพ้สักทีเถอะ สาธุ!” ชายหนุ่มบ่นพึมพำอยู่คนเดียว ถึงปากจะแช่งแต่ที่มาวันนี้เพราะจงใจมาดูปั้นหยาขึ้นชกโดยเฉพาะ
สิ้นเสียงกรรมการบอกว่าให้ชก คิ้วเข้มของประธานโรงแรมวัยสามสิบเจ็ดขมวดคิ้วแน่น มองนักมวยที่เคยมีเรื่องมีราวกันด้วยความไม่เข้าใจ เขาไม่ได้โง่ที่จะมองไม่ออกว่าวันนี้ปั้นหยาจงใจที่จะล้มมวย เพราะไม่ว่าคู่ต่อสู้จะสวนหมัดไหนมา มันก็ไม่ตั้งการ์ดป้องกันเลย
มันเกิดอะไรขึ้นวะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้กูเคยยื่นข้อเสนอให้ล้มมวย แต่มันก็บอกกับกูเองไม่ใช่เหรอไง ว่าจะไม่มีทางล้มมวยเด็ดขาด
“ทำไมไอ้ปั้นทำท่าเหมือนจะแพ้แบบนั้น” หนึ่งในผู้ชมข้างสนามเอ่ยด้วยความไม่พอใจ
“นั่นน่ะสิ ทั้งที่คู่นี้ก็เคยเจอกันมาแล้วด้วยซ้ำ ครั้งก่อนไอ้ปั้นก็ชนะน็อกนี่หว่า”
“ฉิบหายแล้วไง กูพนันข้างไอ้ปั้นไปเยอะด้วย แอบขโมยเงินเมียมาตั้งหลายล้าน มีหวังโดนเมียฟัดหน้ายับแน่”
“ฉันก็ไม่ต่างจากแกหรอก เฮ้ย!”
“แปลกมาก ทำไมวันนี้ไอ้ปั้นมันสู้ไม่ไหว”
“เป็นไปได้ไหมที่ร่างกายมันล้า พักหลังมานี้แม่งขึ้นชกทุกวันเลย”
“แต่ร่างกายมันแข็งแรงนะ เมื่อวานขึ้นชกก็ไม่มีทีท่าว่าจะหมดแรงเลยด้วยซ้ำ”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นในสนามมวย เพราะจู่ ๆ มวยคู่ที่ชกกันบนสังเวียนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ‘ไอ้ปั้นกล้ามโตไร้พ่าย’ ที่อยู่ในมุมน้ำเงินวันนี้ กำลังจะแพ้จริง ๆ น่ะหรือ
ยังพูดไม่ทันขาดคำนักมวยไร้พ่ายอย่างปั้นหยาล้มลงไปกองกับพื้น เมื่อเจอหมัดน็อกของคู่ต่อสู้ ทำเอาผู้คนข้างสนามส่งเสียงโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ
หลังจากนักมวยที่แพ้ครั้งแรกถูกหามเข้ามาในห้องเก็บตัว เกรียงไกรก็เดินตามเข้ามาติด ๆ เห็นปั้นหยากำลังนอนหายใจรวยริน ปากพะงาบ ๆ อยู่บนพื้นก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา ฝีไม้ลายมือของปั้นหยาดีจะตายไป ไม่ควรจะพลาดท่าถูกต่อยจนสภาพอาบไปด้วยเลือดแบบนี้หรอก
แต่ยังไม่ทันจะได้เดินเข้าไปหาก็เห็นพี่เลี้ยงที่ชื่อศรเดินเข้ามาพร้อมกับเงินจำนวนปึกหนึ่ง ประเมินด้วยสายตาคร่าว ๆ น่าจะราวสองแสนมาโยนให้ปั้นหยา
“สมใจมึงแล้วสิ ฉายานักมวยไร้พ่ายที่เขาตั้งให้ ตอนนี้กลายเป็นไอ้ขี้แพ้ไปแล้วว่ะ” เสียงที่ศรเอ่ยมานั้นเต็มไปด้วยโทสะ เขาไม่คิดว่านักมวยที่ปั้นมากับมือจะรับเงินใต้โต๊ะแล้วยอมล้มมวยง่าย ๆ แบบนี้ บอกตามตรงว่าเขาไม่พอใจอย่างมาก
“ผมขอโทษพี่ศร ผมมีความจำเป็นต้องใช้เงิน” คนที่นอนเจ็บเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว ร่างกายที่ถูกซ้อมบนสังเวียนเมื่อสักครู่ทำให้ชายหนุ่มขยับตัวไม่ได้มากนัก แต่ถึงอย่างนั้นสายตาก็มองไปตรงปึกเงินที่หล่นอยู่บนหน้าท้อง ได้แต่นึกสมเพชตัวเอง
“กูไม่ฟังเหตุผลอะไรของมึงทั้งนั้นแหละ ต่อไปนี้มึงห้ามล้มมวยอีก เข้าใจไหม” เป็นคำสั่งที่ดูเหมือนศรจะเอาจริง ทำเอานักมวยมีแววตาสลดลง
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่มองตามแผ่นหลังของพี่เลี้ยงที่เดินออกไปด้านนอก ก่อนที่จะหลับตาลงรับความจริงด้วยความรู้สึกผิด แต่ว่าทั้งหมดนี้เขาทำเพื่อครอบครัวเหมือนกัน
ปันหยีร้องไห้แทบทุกวันเพราะไม่อยากแต่งงานกับไอ้แก่นั่น หัวอกคนเป็นพี่จะทนเห็นน้องชายเสียใจได้อย่างไร
“ไง ไอ้นักมวยไร้พ่าย ทำไมวันนี้ถึงแพ้ราบคาบเลยล่ะครับ” โทนเสียงหนาทุ้มที่คุ้นเคยทำเอานักมวยที่นอนอยู่บนพื้นลืมตาขึ้นมา พอเห็นว่าเป็นใครก็ได้แค่กัดกรามแน่น ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นมานั่ง
“แล้วมึงเสือกอะไรด้วย” ตอบออกไปส่ง ๆ อย่างคร้านจะสนทนาด้วย ก่อนจะหยิบเงินที่ได้จากการล้มมวยขึ้นมานับ
“เกี่ยวสิคุณปั้น ผมลงเงินพนันฝั่งคุณไปเยอะนะ แบบนี้ก็เจ๊งกันพอดี” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ด่าไอ้วัตแทบตาย กูดันกลายเป็นผีพนันเสียเอง ถ้ามันรู้มีหวังด่ากูยันลูกบวชแน่
“มึงจะมั่นใจได้ไง ว่ากูล้มมวย ไอ้นักมวยคนนั้นอาจจะเก่งกว่ากูก็ได้”
“ผมไม่ได้โง่นะครับ คุณมีฝีมือใช้ได้ ทำไมจะมองไม่ออก อีกอย่างที่เป็นหลักฐานมัดตัวคุณก็คงเป็นบทสนทนาที่คุณปั้นกับพี่เลี้ยงคุยกันเมื่อสักครู่ ผมได้ยินชัดเจนนะครับ” สิ้นประโยคนี้ร่างโปร่งที่สะบักสะบอมไปด้วยรอยเลือดลุกขึ้นยืน สองเท้าตรงเข้ามาหาคนโตกว่าพร้อมกับสายตาที่จ้องเขม็งด้วยความไม่พอใจ
“รีบไสหัวไป ก่อนที่กูจะหมดความอดทน” ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะไม่อยากให้น้องชายต้องแต่งงานกับมึงไง
“เจอหน้ากันก็หงุดหงิดตลอด คุณไม่ชอบขี้หน้าผมขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ถามออกไปด้วยแววตาใส่ซื่อ อันที่จริงก็จงใจจะยั่วโมโหนั่นแหละ
“ก็ดี งั้นแดกตีนกูไปก่อนก็แล้วกัน” ปั้นหยายกเท้าขึ้นมาจะเตะว่าที่น้องเขยด้วยความหงุดหงิด เกรียงไกรเห็นแบบนั้นจึงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบย่อตัวหลบทำให้ท่อนขาของชายหนุ่มวืดไปกับอากาศ แต่ความคล่องตัวของปั้นหยามีมากกว่า อาศัยจังหวะที่ร่างใหญ่ล่ำสันกำลังจะลุกขึ้นยืน ถีบเข้ากลางอกเต็มแรง จนเกรียงไกรหงายท้องตึงลงไปนอนอยู่บนพื้น
หมับ!
ร่างนักมวยพุ่งเข้ามากระชากคอเสื้ออีกฝ่ายจนลืมเจ็บ แต่ยังไม่ทันได้ง้างหมัดซัดหน้าคนปากหมา จู่ ๆ ก็เกิดอาการไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ทำให้ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนร่างของเกรียงไกรจนคนโดนทับรู้สึกจุกเกือบหายใจไม่ออก
“หมดแรงเลยเหรอ เมื่อกี้ยังปากดีอยู่เลย” คนตัวสูงกว่าผลักร่างนักมวยที่หมดสภาพจนกลิ้งไปนอนหมดแรงด้านข้าง
เดชะบุญที่ก่อนหน้านี้มันถูกคู่ต่อสู้ซัดมาจนน่วม ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องถูกต่อยหน้าแหกจนดูไม่ได้แน่
“วันนี้คุณน่าจะต้องการพักผ่อน งั้นผมไปก่อนนะครับ” เพียงเท่านั้นเสี้ยวหน้าคมเข้มก็ก้มลงมาจุ๊บหน้าผากของนักมวยกล้ามโต เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีแรงสู้ จึงจงใจจะยั่วโมโห
“ฝากเอาไว้ก่อนเถอะมึง”
“จะทำอะไรผมเหรอครับ”
“กูจะเตะมึง”
“แต่ผมเป็นว่าที่น้องเขยคุณนะครับ”
“กูไม่สน”
“จะเตะคนอย่างผมยังเร็วไป รออีกสักล้านปีค่อยมาคุยกับใหม่นะครับคุณนักมวยกระจอก” ตามด้วยเสียงหัวเราะแล้วเดินจากไป
ปั้นหยาไม่มีแรงแม้แต่จะเถียงกับไอ้เวรนั่น จึงได้แต่นอนกำหมัดแน่นและทดความแค้นเอาไว้ในใจ
คอยดูเถอะ! เดี๋ยวกูจะเอาตีนไปเสิร์ฟมึงถึงที่เอง ไอ้แก่!
